โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

SJWD ปรับใหญ่ธุรกิจ Freight เพิ่มศักยภาพเติบโต ทรานส์ฟอร์ม ‘เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี เฟรท’ สู่ ผู้ให้บริการนำเข้า-ส่งออกระหว่างประเทศขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล

Positioningmag

อัพเดต 09 มิ.ย. 2568 เวลา 09.46 น. • เผยแพร่ 09 มิ.ย. 2568 เวลา 09.40 น. • PR News

“บมจ.เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์” หรือ SJWD วางกลยุทธ์เพิ่มศักยภาพธุรกิจ Freight หลังปรับโครงสร้างแยกธุรกิจมาดำเนินงานภายใต้บริษัท “เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี เฟรท” เมื่อปลายปีที่ผ่านมารุกทรานส์ฟอร์มธุรกิจ พลิกโฉมจากผู้ให้บริการ Freight สู่การเป็นผู้ให้บริการนำเข้า-ส่งออกระหว่างประเทศแบบครบวงจรด้วยดิจิทัลโซลูชั่นสร้างความแตกต่างจากผู้ประกอบการรายอื่น พร้อมขยายกลุ่มธุรกิจใหม่ “Digital Business for Export and Import” หลังเป็นผู้ให้บริการนำเข้า-ส่งออกระหว่างประเทศรายแรกในไทยที่ผ่านการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ให้บริการเชื่อมโยงข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์สำหรับการนำเข้า-ส่งออกกับกรมศุลกากร หรือ NSP (National Single Window Service Provider) วางเป้าหมายดันรายได้นับจากปี 2567-2572 เพิ่มขึ้นกว่า 70% จาก 1,500 ล้านบาท เป็น 2,500 ล้านบาท


นายบรรณ เกษมทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SJWD ผู้ให้บริการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนแบบครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในอาเซียน เปิดเผยว่าบริษัทฯ วางกลยุทธ์เพิ่มศักยภาพธุรกิจ Freight และยกระดับการให้บริการที่แตกต่างจากผู้ประกอบการทั่วไปในตลาด โดยเมื่อปลายปีที่ผ่านมาได้ปรับโครงสร้างแยกธุรกิจ Freight ออกมาดำเนินการภายใต้บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี เฟรท จำกัดเพื่อวัตถุประสงค์ในการขยายธุรกิจ Freight Forwarder ทั้งทางทะเลและทางอากาศ (Sea Freight & Air Freight) ทั้งในประเทศไทย และภูมิภาคอาเซียนเดินหน้าทรานส์ฟอร์มธุรกิจจากผู้ให้บริการFreightหรือตัวแทนขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ สู่การเป็นผู้ให้บริการนำเข้า-ส่งออกระหว่างประเทศแบบครบวงจรด้วยดิจิทัลโซลูชั่น
การทรานส์ฟอร์มธุรกิจของเอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี เฟรทครั้งนี้ จะเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ขับเคลื่อนธุรกิจในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า จากเดิมที่แบ่งธุรกิจหลักเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ (1) กลุ่มธุรกิจ Freight ประกอบด้วยบริการตัวแทนผู้ให้บริการขนส่งสินค้าทางทะเลและทางอากาศแก่ลูกค้าในเครือ SCG และลูกค้าทั่วไปซึ่งฐานลูกค้าปัจจุบันคิดเป็นจำนวนตู้คอนเทนเนอร์ปริมาณ 150,000 TEU/ปี รวมทั้งสินค้าเทกองจำนวน 1.2 ล้านตันต่อปี และ (2) กลุ่มธุรกิจ Non-Freight ประกอบด้วยบริการด้านพิธีการศุลกากรบริการด้านเอกสารเกี่ยวกับการส่งออกและนำเข้าสินค้า บริการด้านเอกสารที่เกี่ยวข้องกับส่วนราชการต่างๆเป็นต้นล่าสุดได้ขยายกลุ่มธุรกิจใหม่ “Digital Businessfor Export and Import” หรือการให้บริการด้านดิจิทัลเพื่อการส่งออกและนำเข้าโดยมุ่งหวังให้เป็น NewS-Curve เนื่องจากมีศักยภาพเติบโตสูง
การขยายกลุ่มธุรกิจใหม่ดังกล่าว เนื่องจากเห็นโอกาสจากการที่บริษัทฯ และอุตสาหกรรมที่ส่งออกและนำเข้าสินค้า มีความต้องการใช้บริการทำธุรกรรมส่งข้อมูลแบบดิจิทัลเพื่อดำเนินพิธีการศุลกากรผ่านระบบ National Single Window (NSW) ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนสำหรับการส่งออกและนำเข้าเป็นจำนวนมากในแต่ละปีโดยประเมินว่ามีมูลค่าตลาดรวมกว่า 3,300 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง เนื่องจากช่วยเพิ่มความสะดวก รวดเร็วและมีต้นทุนต่ำกว่าการส่งข้อมูลด้วยเอกสาร
ล่าสุดบริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี เฟรทได้ผ่านการรับรองคุณสมบัติตามข้อกำหนดการเชื่อมโยงข้อมูลกับระบบ NSW และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ให้บริการเชื่อมโยงข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ NSW Service Provider (NSP) จากบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT โดยนับเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์รายแรกในประเทศไทยที่ได้รับการรับรองคุณสมบัติและขึ้นทะเบียนเป็นผู้ให้บริการ NSP ดังกล่าว หลังจากได้ลงทุนพัฒนาระบบเชื่อมต่อข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างภาครัฐและเอกชน
บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี เฟรทเริ่มให้บริการส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อดำเนินพิธีการศุลกากรแล้วตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2568 โดยเฟส 1 เริ่มให้บริการแก่ลูกค้าในเครือ SCG โดยจะรับข้อมูลจากลูกค้าผ่านแพลตฟอร์ม และเชื่อมข้อมูลไปยัง บมจ.โทรคมนาคมแห่งชาติเพื่อส่งต่อข้อมูลไปยังกรมศุลกากร จากนั้นกรมศุลกากรส่งข้อมูลตอบรับสินค้ากลับมายังแพลตฟอร์มบริษัทฯ เพื่อส่งข้อมูลกลับไปยังลูกค้าแบบเรียลไทม์ ส่วนเฟส 2 จะทำการขยายบริการส่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อดำเนินพิธีการศุลกากรแก่ลูกค้าทั่วไปรวมถึงบริการส่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ไปยังหน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกและนำเข้าสินค้า
จากกลยุทธ์ทรานส์ฟอร์มธุรกิจครั้งนี้มีเป้าหมายผลักดันรายได้ของบริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี เฟรทนับจากปี 2567-2572 เพิ่มขึ้นเกือบ 70% จาก 1,500 ล้านบาท เป็น 2,500 ล้านบาทโดยในปี 2567 สัดส่วนรายได้มาจากกลุ่มธุรกิจ Freight 70% และ Non-Freight 30% คาดว่าภายใน 3-5 ปีข้างหน้าสัดส่วนรายได้จะมาจากกลุ่มธุรกิจ Freight 50%, Non-Freight 40% และ Digital Business สำหรับการส่งออกและนำเข้า 10% โดยมีแผนจะขยายงานกลุ่มธุรกิจ Non-Freight และธุรกิจ Digital Business สำหรับการส่งออกและนำเข้าเพื่อเพิ่มสัดส่วนอัตรากำไรที่ดียิ่งขึ้น รวมถึงตั้งเป้าหมายบริษัทเอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี เฟรทก้าวสู่การเป็นผู้นำการให้บริการนำเข้า-ส่งออกระหว่างประเทศแบบครบวงจรด้วยดิจิทัลโซลูชั่น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...