โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นหวังเจรจาภาษีทรัมป์ แต่พื้นฐานเศรษฐกิจยังไม่เห็นการฟื้นตัวที่ชัดเจน

สยามรัฐ

อัพเดต 18 ก.ค. 2568 เวลา 02.42 น. • เผยแพร่ 18 ก.ค. 2568 เวลา 02.40 น.

ตลาดหุ้นไทยคาดหวังเจรจาการค้าไทย-สหรัฐฯ แต่พื้นฐานเศรษฐกิจยังไม่มีการฟื้นตัวที่ชัดเจน SET INDEX เคลื่อนไหวในกรอบ 1185-1210 จุด

วันที่ 18 ก.ค.68 บล.พายเผยว่า ตลาดหุ้น Dow Jones เมื่อคืนปิดบวก 229 จุด (+0.5%) ขณะที่ Nasdaq , S&P500 ปิดทำ New High ได้แรงหนุนจากตัวเลขเศรษฐกิจและผลประกอบการที่แข็งแกร่ง ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดบวก 1% หลังมีรายงานว่าบ่อน้ำมันของอิรักถูกโจมตี เป็นวันที่ 4 ติดต่อกัน

เมื่อคืนที่ผ่านมาสหรัฐฯประกาศยอดค้าปลีกประจำเดือน มิ.ย. พบว่าขยายตัว 0.6%MoM ดีกว่า Bloomberg Consensus คาดการณ์ที่ 0.1%MoM ขยายตัวเด่นในสินค้าจำพวกยานยนต์และส่วนประกอบ (+1.2%MoM) เสื้อผ้าและเครื่องประดับ (+0.9%MoM) ขณะที่สินค้าอื่นๆก็ขยายตัวได้เช่นกัน สะท้อนถึงอุปสงค์ของสหรัฐฯ ยังไปได้ดี ทำให้พบเห็นว่าค่าเงิน Dollar Index เริ่มขยับขึ้น แต่อย่างไรก็ตามให้ระมัดระวังความกังวลด้านดอกเบี้ย หากเศรษฐกิจร้อนแรงจนเกินไปอาจทำให้ FED ตัดสินใจไม่ลดดอกเบี้ย ข้อมูลจาก CME FED Watch ล่าสุดให้ที่ทั้งปี 25 FED จะลดดอกเบี้ยเพียง 2 ครั้ง

ส่วนปัจจัยในประเทศนักลงทุนยังคงติดตามการเจรจาระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ซึ่งวานนี้ Bloomberg ได้สัมภาษณ์หนึ่งในคณะเจรจากับสหรัฐฯ (ทีม Thailand) ได้ข้อมูลดังนี้ โดยไทยจะยื่นข้อเสนอสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯกว่า 90% ให้ภาษีเป็น 0% จากเดิมทีที่วางแผนไว้เพียง 60% ของสินค้าทั้งหมด พร้อมกับมีแผนจะลดขาดดุลการค้าที่ 4.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯลงให้ได้ 70% ภายในสามปีและนำไปสู่ดุลการค้าที่จะสมดุลมากขึ้น หนึ่งในทีมเจรจาเชื่อว่าข้อเสนอที่จะมอบให้กับสหรัฐฯ นั้นของไทยมีศักยภาพมากกว่าเวียดนามและอินโดนีเซีย นอกจากปัจจัยข้างต้นแล้วยังมีข้อเสนอเพิ่มการซื้อสินค้าจากสหรัฐฯจำพวกแก๊สธรรมชาติ เครื่องบิน BOEING สินค้าเกษตรต่างๆ (ข้าวโพด ถั่วเหลือง ) ซึ่งจะเป็นปัจจัยช่วยต้นทุนผู้ประกอบการในไทยจากการที่ต้นทุนสหรัฐฯ ค่อนข้างต่ำ พร้อมเชื่อว่าจะสามารถเจรจาเสร็จทันก่อนเส้นตายวันที่ 1 ส.ค. โดยคาดหวังอัตราภาษีในระดับ 18 – 20%

ทั้งนี้หากสามารถลดภาษีจาก 36% มาอยู่ในกรอบ 18-20% ก็จะทำให้ความสามารถในการแข่งขันของไทยถือว่าใกล้เคียงกับภูมิภาค แต่หากลดลงได้ในระดับ 15% ลงไปจะทำให้ศักยภาพของไทยถือว่าแข็งแกร่ง และตลาดหุ้นก็น่าจะตอบรับเชิงบวก ซึ่งวานนี้เชื่อว่า SET INDEX ที่ปรับขึ้นมา 3.5% และนับจากจุดต่ำสุดแล้วราว 12% ส่วนหนึ่งก็คือการความหวังเจรจาการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐฯ แต่อย่างไรก็ตามปัจจัยข้างต้นอาจไม่ใช่สิ่งที่เพิ่ม Upside ตลาดหุ้นไทยเป็นเพียงตัวจำกัด Downside Risk เชิงเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียนมากกว่า

ในเชิงปัจจัยพื้นฐานของไทยยังไม่เห็นการฟื้นตัวอย่างมีนัยยะสำคัญ ทิศทางเศรษฐกิจครึ่งปีหลังยังมีความน่ากังวลเพราะการเติบโตจะลดลงหากเทียบครึ่งปีแรก ผสานกับการท่องเที่ยวที่ยังคงลดลงและยังไม่เห็นการฟื้นตัว ในเชิง Valuation จากการที่ SET ปรับขึ้นมาทำให้ Forward PE ขึ้นมาที่ 13.2x หากเทียบกับอดีตก็อาจไม่แพงเพราะเคยไปซื้อขายในช่วง 15-16x แต่การเติบโตของไทยจากนี้อาจไม่เหมือนในอดีต โดยที่ Hang Seng , Kospi ซื้อขายในช่วง PE เพียง 11x การปรับขึ้นจากนี้จึงควรระมัดระวังมากกว่าจะไล่ราคา

วันนี้ประเมิน SET INDEX เคลื่อนไหวในกรอบ 1185 – 1210 เชิงกลยุทธ์การลงทุนควรเริ่มมองฝั่งทยอยทำกำไรมากกว่าจะเพิ่มความกล้าลงทุนด้วย Valuation เริ่มแพงผสานกับปัจจัยพื้นฐานยังไม่เห็นพัฒนาการที่ดีขึ้นแต่อย่างไรก็ตามหากรับความเสี่ยงได้ อาจ Trading ในหุ้นกลุ่มค้าปลีก (BJC CPALL HMPRO) ศูนย์การค้า (CPN) ธนาคารพาณิชย์ (BBL KBANK KTB SCB) การเงิน (MTC SAWAD)

CPALL (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 78.00 บาท)
Valuation ที่น่าสนใจ ปัจจุบันซื้อขายที่ราว 14xPE’25E ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต พร้อมด้วยผลตอบแทนเงินปันผลคาดหวังระดับ 3% โดยเราคาดรายงานกำไรสุทธิ 2Q25 ที่ 6.7 พันล้านบาท (+8%YoY, -11%QoQ) หนุนจากอัตรากำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้น 20 bps YoY แม้คาดว่าการเติบโตของยอดขายสาขาเดิมของ 7-11 จะชะลอตัวเล็กน้อย YoY ที่ 0.5% และอัตราส่วนค่าใช้จ่ายการขายและบริหารต่อยอดขายเพิ่มขึ้น 10 bps YoY เราคาดว่าแนวโน้มกำไร 2H25 จะเติบโต YoY ต่อเนื่องตามการเพิ่มขึ้นของยอดขายสินค้า Ready-to-eat และ Ready-to-drinks และ Synergy benefits ของ CPAXT แม้ว่านักท่องเที่ยวต่างประเทศมีแนวโน้มลดลง

KTC (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย 32.00 บาท)
ราคาหุ้นปรับลดลง 47% YTD สะท้อนความเสี่ยงเศรษฐกิจที่ชะลอตัว การขยายสินเชื่อต่ำกว่าเป้าหมาย และปัจจัยเสี่ยงเฉพาะตัวด้านสภาพคล่องของนักลงทุนบางกลุ่ม ขณะที่ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลาย และราคาหุ้นมีความผันผวนลดลง แม้เราคาดว่าอัตราการเติบโตของกำไรได้เพียง 2-3% ในปี 2025-26 และ ROE มีแนวโน้มที่ลดลง เรามีมุมมองการลงทุนที่ดีขึ้นจาก (1) Valuation น่าสนใจมากขึ้น ซื้อขายที่ PBV’25E ที่ 1.55x และ PE’25E ที่ 9 เท่า บนคาดการณ์ ROE ที่ 18.1% ในปี 2025 (2) คาดผลตอบแทนเงินปันผลราว 5% ในปี 2025 และ (3) ความสามารถการควบคุมคุณภาพสินเชื่อที่ดี และมี Coverage ratio สูงกว่า 370%

#ตลาดหุ้นไทย #เจรจาการค้า #SETINDEX #เศรษฐกิจไทย #การลงทุน #หุ้นไทย #ภาษีนำเข้า #DollarIndex #เศรษฐกิจสหรัฐฯ #การลงทุนในหุ้น #หุ้นกลุ่มค้าปลีก #การลงทุนในธนาคาร #สยามรัฐ #สยามรัฐออนไลน์ #ข่าววันนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...