โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

รู้จักเชื้อ "เอชไพโลไร" ตี๋หุ่นแซ่บโอดได้ของแถม หลังจูบ เจ๊หง

Amarin TV

เผยแพร่ 17 ก.ค. 2568 เวลา 10.59 น.
รู้จักเชื้อ

รู้จักเชื้อ "เอชไพโลไร" เชื้อร้ายในเงามืด มันนำไปสู่โรคอะไรได้บ้าง? หลังหนุ่มตี๋หุ่นแซ่บโอดได้ของแถม หลังฟิวแฟน จูบ เจ๊หง

เมื่อไม่นานมานี้ แพลตฟอร์มโซเชียลของจีนมีเรื่องร้อนให้วิจารณ์กันสนั่น เมื่อ หนุ่มจีน โค้ชฟิตเนส หน้าตาดีคนหนึ่ง ออกมาโพสต์ด้วยความคับแค้นใจว่า "ผมเพิ่งรู้ว่าติดเชื้อ Helicobacter pylori (เอชไพโลไร) หลังจากจูบกับ เจ๊หง"
ชายวัย 38 ที่แต่งตัวเป็นหญิงและชวนผู้ชายมามีเพศสัมพันธ์ที่ห้องนับพันคน พร้อมบันทึกคลิปเอาไว้

เรื่องนี้กลายเป็นไวรัลในจีน และพาให้คนมากมายหันมาสนใจเชื้อชื่อ "เอชไพโลไร" กันมากขึ้น บางคนสงสัยว่า "เชื้อนี้ติดกันผ่านจูบได้ด้วยหรอ?" "เชื้อนี้อันตรายแค่ไหน?" และที่สำคัญ "แล้วจะป้องกันตัวเองได้ยังไง?"

เอชไพโลไรคืออะไร รู้จักเชื้อร้ายในกระเพาะ

เอชไพโลไร Helicobacter pylori (H. pylori) คือเชื้อแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่อาศัยอยู่ในเยื่อบุกระเพาะอาหารของมนุษย์ มันสามารถอยู่ได้นานและทนต่อกรดในกระเพาะได้อย่างน่าทึ่ง โดยการสร้างเอนไซม์ยูรีเอส (urease) ที่ช่วยลดความเป็นกรดรอบตัวมัน

จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ประมาณว่า ผู้ใหญ่ทั่วโลกกว่า 50% อาจเคยติดเชื้อเอชไพโลไร โดยไม่รู้ตัว เนื่องจากบางรายไม่มีอาการเลย

เอชไพโลไรเข้าสู่ร่างกายได้อย่างไร?

แม้เชื้อจะอยู่ในกระเพาะอาหารเป็นหลัก แต่มันสามารถแพร่ผ่าน "ปากถึงปาก" ได้จริง เช่น

• การจูบ

• การใช้ช้อนหรือแก้วน้ำร่วมกัน

• การกินอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ

• สุขอนามัยที่ไม่ดี เช่น ล้างมือไม่สะอาด

นั่นหมายความว่า ความใกล้ชิดทางกาย โดยเฉพาะในความสัมพันธ์ส่วนตัว อาจเป็นช่องทางสำคัญของการแพร่เชื้อโดยไม่รู้ตัว

อาการเมื่อติดเชื้อเอชไพโลไร

ไม่ใช่ทุกคนที่ติดเชื้อจะมีอาการทันที บางคนอาจอยู่กับเชื้อได้นานเป็นปีโดยไม่รู้ตัว แต่ในบางราย เชื้อจะก่อให้เกิดอาการต่างๆ เช่น

• ปวดแสบปวดร้อนบริเวณลิ้นปี่

• คลื่นไส้หรืออาเจียน

• ท้องอืด แน่นท้องหลังอาหาร

• เบื่ออาหาร

• น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ

• อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายอุจจาระดำ (กรณีเป็นแผลรุนแรง)

หากอาการเหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำๆ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจหาเชื้อเอชไพโลไรทันที

เชื้อร้ายในเงามืด มันนำไปสู่โรคอะไรได้บ้าง?

H. pylori ไม่ใช่แค่เชื้อทั่วไป แต่มันคือหนึ่งใน "ปัจจัยเสี่ยงหลักของมะเร็งกระเพาะอาหาร" และยังนำพาไปสู่ปัญหาสุขภาพอื่นๆ อีกมากมาย ได้แก่

1. แผลในกระเพาะอาหาร

2. แผลในลำไส้เล็กส่วนต้น

3. โรคกระเพาะอาหารเรื้อรัง

4. มะเร็งกระเพาะอาหาร – WHO จัดให้ H. pylori เป็น สารก่อมะเร็งกลุ่มที่ 1

5. มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด MALT lymphoma

นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยที่เชื่อมโยงเชื้อนี้กับโรคอื่น เช่น โรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก และโรคเกล็ดเลือดต่ำ (ITP)

รู้ได้อย่างไรว่าเราติดเชื้อ?

แพทย์สามารถตรวจหา H. pylori ได้หลายวิธี เช่น:

• การตรวจลมหายใจ (Urea Breath Test) – แม่นยำ ไม่เจ็บตัว

• การตรวจอุจจาระหาเชื้อ

• การส่องกล้องและตัดชิ้นเนื้อในกระเพาะมาตรวจ

ถ้าติดแล้วรักษาอย่างไร?

แนวทางการรักษาคือ การใช้ยาปฏิชีวนะร่วมกับยาลดกรดในกระเพาะ โดยทั่วไปแพทย์จะสั่งยาต่อเนื่อง 10–14 วัน เช่น

• ยาปฏิชีวนะ 2 ชนิด (เช่น clarithromycin + amoxicillin)

• ยาลดกรด (เช่น omeprazole หรือ lansoprazole)

• บางรายอาจใช้ยาระงับการสร้างกรดร่วมด้วย

ต้องกินยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เพราะเชื้อเอชไพโลไรมีแนวโน้มดื้อยาได้สูง หากรักษาไม่ครบหรือไม่ถูกวิธี

จูบเดียวอาจเปลี่ยนชีวิต แล้วจะป้องกันยังไงดี?

1. หมั่นรักษาความสะอาด

• ล้างมือให้สะอาด โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหารและหลังใช้ห้องน้ำ

• หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์กินอาหารร่วมกับผู้อื่น

2. ระวังความเสี่ยงจากอาหาร

• หลีกเลี่ยงการกินอาหารดิบหรือไม่สะอาด

• ดื่มน้ำที่สะอาด ผ่านการกรองหรือต้ม

3. เช็คสุขภาพเป็นประจำ

• หากมีอาการผิดปกติเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหาร ควรตรวจหาเชื้อ

• หากคนใกล้ตัวติดเชื้อ ควรตรวจด้วย แม้ไม่มีอาการ

4. ความใกล้ชิดทางร่างกาย

• ถึงแม้การจูบจะไม่ใช่สาเหตุหลักของการติดเชื้อในทุกกรณี แต่ในบางรายอาจเป็นช่องทางการแพร่เชื้อได้

• หากคู่รักคนใดมีอาการของโรคกระเพาะเรื้อรัง ควรตรวจหาเชื้อก่อน

เชื้อ H. pylori คือปัญหาสาธารณสุขที่ใหญ่กว่าที่คนทั่วไปคิด มันอาจอยู่ในตัวคุณโดยไม่รู้ตัว และรอเวลาทำลายเยื่อบุกระเพาะของคุณอย่างช้าๆ เราทุกคนมีสิทธิ์ป้องกันตนเอง และเมื่อมีความรัก ความใกล้ชิด หรือแม้แต่การอยู่ในครอบครัวเดียวกัน ความระมัดระวังด้านสุขอนามัยจึงเป็นเรื่องสำคัญ

แหล่งอ้างอิง

• World Health Organization (WHO). “Helicobacter pylori.”

• Centers for Disease Control and Prevention (CDC). “Helicobacter pylori and Peptic Ulcer Disease.”

• Mayo Clinic. “H. pylori infection – Symptoms and causes.”

• NIH – National Institute of Diabetes and Digestive and Kidney Diseases (NIDDK)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...