โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

หุ้นกู้‘ไฮยีลด์’เสี่ยงยืดหนี้เพิ่ม ThaiBMA จับตา พลังงาน-อสังหา

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 05 ก.ค. 2568 เวลา 00.06 น. • เผยแพร่ 27 มิ.ย. 2568 เวลา 01.49 น.

นางสาวอริยา ติรณะประกิจ รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย(ThaiBMA) เปิดเผยกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า สถานการณ์ความไม่แน่นอนเป็นความเสี่ยงเพิ่มขึ้น จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและการเมืองในประเทศ ใน “ระยะสั้น” ไม่ได้สร้างแรงกดดันโดยตรงต่อ “ตลาดตราสารหนี้ไทย” โดยเฉพาะตลาดหุ้นกู้ในทันที

แต่หากทั้งสองสถานการณ์ “ลากยาว” จนกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจโดยรวมและผลประกอบการภาคธุรกิจต่างๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่อดอกเบี้ยและต้นทุนพลังงาน เช่น “กลุ่มพลังงาน” จากปัจจุบันกลุ่มที่มีปัญหาค่อนข้างมาก คือ “กลุ่มอสังหาริมทรัพย์” ยังมีการติดตามอย่างใกล้ชิด

ในครึ่งปีหลัง 2568 ประเมินแนวโน้มการหุ้นกู้ขอยืดระยะเวลาชำระหนี้คืนเงินต้นและดอกเบี้ย เพื่อประคับประคองธุรกิจ น่าจะยังมีให้เห็นอยู่ต่อเนื่อง ด้วยสภาวะเศรษฐกิจที่ยังเผชิญความไม่แน่นอนสูงทั้งจากปัจจัยในและนอกประเทศ

“เพียงแต่ว่าในมุมมองของผู้ลงทุนหุ้นกู้ แค่ขอให้ผู้ออกหุ้นกู้ มีความตั้งใจในการแก้ไข เพื่อประคองธุรกิจผ่านพ้นไปได้จริงๆ หรือหากยังมีเงินสดและทรัพย์สินอยู่บ้าง ไม่ควรมาใช้วิธีการยืดชำระหนี้ถือว่าไม่เหมาะสมกับผู้ถือหุ้นกู้”

จากข้อมูลจากเว็บไซต์สมาคมฯ ณ ม.ค.-24 มิ.ย.2568 พบ หุ้นกู้ผิดนัดชำระ (DP) รวม 2,009 ล้านบาท จากผู้ออก 4 ราย (ม.ค. CV1 รุ่น 425 ล้านบาท,ก.พ. WTX 1 รุ่น 408 ล้านบาท,มี.ค. CHO 4 รุ่น 745 ล้านบาทล่าสุดมิ.ย. GRAND รุ่น 300 ล้านบาท และCV 1 รุ่น 131 ล้านบาท) จากปี 2567 มีหุ้นกู้ผิดนัดชำระหนี้ จากผู้ออก 5 ราย มูลค่า 3,172 ล้านบาท และปี 2566 มีหุ้นกู้ผิดนัดชำระหนี้ จากผู้ออก 5 ราย มูลค่า 16,363 ล้านบาท

ด้าน “หุ้นกู้ที่เลื่อนกำหนดชำระ” (RS) รวม 14,828.82 ล้านบาท จากผู้ออก 15 ราย (ม.ค. RICHY* 6 รุ่น 1,534 ล้านบาท,ก.พ. CV 1 รุ่น 452 ล้านบาท CGD 1 รุ่น 789 ล้านบาท JCK 1 รุ่น 928 ล้านบาท PRIME* 4 รุ่น 2,050 ล้านบาท NRF* 1 รุ่น 1,300 ล้านบาท ,มี.ค. EP* 1 รุ่น 1,030 ล้านบาท TPOLY* 1 รุ่น 360 ล้านบาท ECF 1 รุ่น 389 ล้านบาท , เม.ย. ECF 6 รุ่น 597 ล้านบาท GRAND 1 รุ่น 881.4 ล้านบาท PF 3 รุ่น 2,729 ล้านบาท , พ.ค. B* 1 รุ่น 92 ล้านบาท JTS* 1 รุ่น 421.9 ล้านบาท ล่าสุด CGD 3 รุ่น 713.32 ล้านบาท SQ 1 รุ่น522.5 ล้านบาท)

โดยผู้ออก 7 ราย ได้แก่ RICHY,PRIME,NRF,EP,TPOLY ,B และ JTS เพิ่งเคยเลื่อนกำหนดชำระในปี 2568 จากปี 2567 มีหุ้นกู้เลื่อนกำหนดชำระจากผู้ออก 17 ราย มูลค่า 37,963 ล้านบาท ปี 2566 มีหุ้นกู้เลื่อนกำหนดชำระจากผู้ออก 14 ราย มูลค่า 12,443 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังติดตามข้อมูลหุ้นกู้ที่ใกล้จะครบกำหนด เพื่อให้การเผยแพร่ข้อมูลไปถึงนักลงทุนได้เร็วขึ้น พบส่วนใหญ่เป็นบริษัทขนาดกลางและเล็ก ไม่มีชื่อเสียงมากนัก และเมื่อสถานการณ์ไม่เอื้อจะเริ่มเห็นการเตรียมการแก้ไขปัญหาสภาพคล่อง เช่น ขอยืมเงินกรรมการหรือการขายทรัพย์สินออกมาก่อน เพื่อนำมาชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้กับผู้ถือหุ้นกู้

หรือขอการเจรจาประชุมผู้ถือหุ้นกู้ มีการเตรียมแผนการชำระคืนเงินต้นและดอกเบี้ย เพื่อขอยืดระยะเวลาชำระหนี้ โดยจ่ายเพิ่มดอกเบี้ยให้ แต่ช่วยลดภาระหนี้ในช่วงที่สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นถือเป็นเรื่องที่ดีกว่า ปล่อยให้หุ้นกู้ผิดนัดชำระหนี้ หรือผู้ออกบางแห่งปล่อยล้มละลาย เข้าแผนฟื้นฟู ใช้เวลานานกว่าจะชำระหนี้ได้ พฤติกรรมไม่ได้ชัดเจนในการแก้ไขปัญหา

“ผู้ออกหุ้นกู้ที่ขอยืดนี้ จะพบว่า เห็นความพยายาม จะประคองธุรกิจไว้และพยายามจะจ่ายเงินคืน ดีกว่าบางบริษัทที่ปล่อยล้มไป เพื่อมาอาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายเข้าแผนฟื้นฟู ไม่ต้องชำระหนี้ ใช้ระยะเวลานาน 2-3 ปี ยังไม่ออกจากแผน ยังจ่ายเงินไม่ได้เลย”

แต่หากเป็นบริษัทขนาดใหญ่สามารถออกหุ้นกู้และเสนอขายได้ตามปกติ ในภาวะดอกเบี้ยปรับตัวลงยังสามารถเปรียบเทียบต้นทุนสินเชื่อธนาคารกับการออกหุ้นกู้ได้

ทั้งนี้ สมาคมฯ ได้สอบถามไปยังผู้ออกหุ้นกู้ล่วงหน้าเป็นเดือนว่า เมื่อถึงเวลาแล้วบริษัทผู้ออกหุ้นกู้ จะมีความสามารถชำระหนี้หรือไม่ และเงินที่จะชำระหนี้จะมาจากไหน ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือทั้งจากฝั่งผู้จัดจำหน่าย นายทะเบียนผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ และผู้ออกหุ้นกู้หลายรายให้ความร่วมมือในการตอบคำถาม

สำหรับยอดออกหุ้นกู้ใหม่ปีนี้ ณ ม.ค.-24 มิ.ย. 2568 มียอดออกหุ้นกู้ใหม่แล้ว 378,000 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 462,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่ยอดออกลดลงในกลุ่มหุ้นกู้ไฮยีลด์ แต่ยังคงเป้าหมายยอดออกหุ้นกู้ใหม่ในปีนี้ที่ 900,000 ล้านบาท

เนื่องจากมองว่าบริษัทขนาดใหญ่ที่ออกเสนอขายหุ้นกู้ไม่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบปีนี้ และภาวะดอกเบี้ยขาลง ยังเป็นโอกาสที่จะระดมทุนเพิ่มได้ แต่ภาคธุรกิจระมัดระวังและประคองตัว และเมื่อเกิดสถานการณ์ที่เป็นปัจจัยลบ บอนด์ยีลด์จะปรับตัวลง สะท้อนนักลงทุนกลับไปหาตลาดสินทรัพย์ปลอดภัย

นายบดินทร์ พุทธอินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) อีสท์สปริง (ประเทศไทย) กล่าวว่า ในเดือนมิ.ย. นี้ พบหุ้นกู้ดีฟอลต์และยืดหนี้เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นอยู่ในกลุ่ม ไฮยีลด์ สะท้อนว่า เริ่มเห็นสัญญาณความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยส่งผลกระทบต่อกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจปีนี้ยังมีความเสี่ยงเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ ทั้งจากความไม่แน่นอนสูงทั้งการเมืองในประเทศและการเจรจาภาษีทรัมป์

กลยุทธ์กองทุน เลี่ยงลงทุนหุ้นกู้กลุ่ม investment ระดับ BBB ,BBB- เพราะหากไม่สามารถชำระหนี้ได้ กลุ่มนี้เสี่ยงถูกดาวน์เกรด เป็นไฮยีลด์ได้เช่นกัน ดังนั้นต้องเลือกตัวที่มีคุณภาพมากขึ้น ระดับ A- ขึ้นไป รวมถึงพิจารณาแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจ และกำไรจากธุรกิจหลักที่ไม่ใช่กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนหรือการขายสินทรัพย์ และระวังกลุ่มเซ็กเตอร์ที่เกี่ยวกับวัฏจักรเศรษฐกิจ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...