“อินโดนีเซีย” อัดฉีด 1.5 พันล้านดอลลาร์ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจหลังโตต่ำสุดในรอบ 3 ปี
"อินโดนีเซีย" อัดฉีด 1.5 พันล้านดอลลาร์ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจหลังโตต่ำสุดในรอบ 3 ปี และรับมือภาษีทรัมป์ โดยมอบส่วนลดค่าขนส่ง อุดหนุนค่าแรง และเพิ่มสวัสดิการให้ผู้มีรายได้น้อย
วันที่ 5 มิถุนายน 2568 เวลา 10.00 น. สำนักข่าว Financial Times รายงานว่า รัฐบาลอินโดนีเซียได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.5 พันล้านดอลลาร์ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภค ท่ามกลางภาวะการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัวจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ตกต่ำและความกังวลด้านการค้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เริ่มตั้งแต่วันที่ 5 มิ.ย.2568 อินโดนีเซียจะให้ส่วนลดค่าโดยสารขนส่งมวลชนและเงินอุดหนุนค่าแรงสำหรับครัวเรือนหลายล้านครัวเรือนเป็นระยะเวลา 2 เดือน พร้อมมอบส่วนลดค่าทางด่วน และเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมแก่กลุ่มเปราะบาง ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ในแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 24.44 ล้านล้านรูเปียห์ หรือประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์
นางศรี มุลยานี อินทราวาตี รัฐมนตรีคลังของอินโดนีเซีย ระบุว่ามาตรการเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการเดินทางและการบริโภคของครัวเรือนในช่วงปิดเทอม
“เราหวังว่าในไตรมาสที่ 2 เศรษฐกิจจะสามารถรักษาอัตราการเติบโตใกล้ระดับ 5% ได้”
แต่ก็มีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นว่าอินโดนีเซียจะสามารถรักษาอัตราการเติบโตที่ 5% ได้หรือไม่ ซึ่งเป็นระดับที่สามารถรักษาได้อย่างสม่ำเสมอในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ยกเว้นช่วงโควิด-19 โดยในไตรมาสแรกของปี 2568 อัตราการเติบโตของ GDP อยู่ที่ 4.9% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 3 ปี
แม้จะเป็นผู้ส่งออกนิกเกิล ถ่านหิน และน้ำมันปาล์มรายใหญ่ของโลก แต่อินโดนีเซียก็ยังได้รับแรงกดดันจากสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก โดยรัฐบาลทรัมป์ของสหรัฐฯ ได้ประกาศเก็บภาษีสินค้าจากอินโดนีเซียถึง 32% ซึ่งแม้จะชะลอการบังคับใช้จนถึงเดือนกรกฎาคม แต่อินโดนีเซียยังคงต้องเจรจาเพื่อลดภาษีดังกล่าว และเสนอจะนำเข้าสินค้าจากสหรัฐมากขึ้นเพื่อลดดุลการค้า
ตัวชี้วัดเศรษฐกิจของอินโดนีเซียตั้งแต่กำลังซื้อ ยอดขายปลีก ไปจนถึงยอดขายรถยนต์ ต่างสะท้อนถึงการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อเป้าหมายของปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ที่ต้องการผลักดันอัตราการเติบโตของ GDP รายปีให้แตะระดับ 8%
โดยอัตราการเติบโตยังได้รับผลกระทบจากการใช้จ่ายภาครัฐที่ลดลงในภาคโครงสร้างพื้นฐาน เนื่องจากปราโบโวเบนงบประมาณไปสู่โครงการอาหารฟรี (free meals programme) ซึ่งเป็นนโยบายเด่นที่ใช้งบประมาณสูงถึง 2.8 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี
เขาหวังว่าโครงการอาหารฟรีนี้ ซึ่งรวมถึงการจัดตั้งครัวกลางและระบบโลจิสติก จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นและส่งผลบวกเป็นลูกโซ่ไปยังระดับประเทศ โครงการดังกล่าวเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนมกราคม และหากดำเนินการเต็มรูปแบบ จะกลายเป็นหนึ่งในโครงการอาหารฟรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยให้บริการเด็กนักเรียนและหญิงตั้งครรภ์กว่า 82 ล้านคนต่อวัน
แม้ปราโบโว ซึ่งเป็นอดีตนายพลกองทัพบกจะแสดงความมั่นใจในเป้าหมายของตนเอง แต่ธนาคารกลางอินโดนีเซียกลับทยอยลดประมาณการเติบโตของ GDP ประจำปี โดยล่าสุดประเมินว่า GDP ปีนี้จะขยายตัวในช่วง 4.6-5.4%
ด้านธนาคารอินโดนีเซียได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.50% ในปีนี้ เหลือ 5.50% และคาดว่าจะลดดอกเบี้ยอีกครั้งในการประชุมเดือนมิถุนายน อย่างไรก็ตามนักเศรษฐศาสตร์มองว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบนี้อาจยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ GDP โตถึง 5%
ธนาคาร Bank of America กล่าวว่า “เรายังคาดว่า GDP จะชะลอตัวลงอีกในไตรมาส 2 และ 3 อยู่ที่ระดับ 4.7%–4.8%”
Brian Lee Shun Rong นักเศรษฐศาสตร์จาก Maybank Investment Banking Group กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นนี้จะช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้ครัวเรือนรายได้น้อย แต่ผลกระทบต่อภาพรวมการบริโภคอาจยังอยู่ในระดับปานกลาง
“ที่สำคัญความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังเปราะบาง ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน ซึ่งอาจทำให้ครัวเรือนไม่กล้าใช้จ่าย”
เขาสรุปว่า “อินโดนีเซียยังต้องใช้นโยบายการเงินและการคลังที่ขยายตัวมากกว่านี้ เพื่อพยุงเศรษฐกิจและหยุดยั้งการชะลอตัวของโมเมนตัมการเติบโต โดยเฉพาะเมื่อการค้าระหว่างประเทศอาจซบเซาในช่วงครึ่งหลังของปี”
อ้างอิง : ft.com