โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“อินโดนีเซีย” อัดฉีด 1.5 พันล้านดอลลาร์ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจหลังโตต่ำสุดในรอบ 3 ปี

การเงินธนาคาร

อัพเดต 05 มิ.ย. 2568 เวลา 11.27 น. • เผยแพร่ 05 มิ.ย. 2568 เวลา 04.27 น.

"อินโดนีเซีย" อัดฉีด 1.5 พันล้านดอลลาร์ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจหลังโตต่ำสุดในรอบ 3 ปี และรับมือภาษีทรัมป์ โดยมอบส่วนลดค่าขนส่ง อุดหนุนค่าแรง และเพิ่มสวัสดิการให้ผู้มีรายได้น้อย

วันที่ 5 มิถุนายน 2568 เวลา 10.00 น. สำนักข่าว Financial Times รายงานว่า รัฐบาลอินโดนีเซียได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.5 พันล้านดอลลาร์ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภค ท่ามกลางภาวะการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัวจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ตกต่ำและความกังวลด้านการค้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เริ่มตั้งแต่วันที่ 5 มิ.ย.2568 อินโดนีเซียจะให้ส่วนลดค่าโดยสารขนส่งมวลชนและเงินอุดหนุนค่าแรงสำหรับครัวเรือนหลายล้านครัวเรือนเป็นระยะเวลา 2 เดือน พร้อมมอบส่วนลดค่าทางด่วน และเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมแก่กลุ่มเปราะบาง ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ในแพ็กเกจกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 24.44 ล้านล้านรูเปียห์ หรือประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์

นางศรี มุลยานี อินทราวาตี รัฐมนตรีคลังของอินโดนีเซีย ระบุว่ามาตรการเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการเดินทางและการบริโภคของครัวเรือนในช่วงปิดเทอม

“เราหวังว่าในไตรมาสที่ 2 เศรษฐกิจจะสามารถรักษาอัตราการเติบโตใกล้ระดับ 5% ได้”

แต่ก็มีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้นว่าอินโดนีเซียจะสามารถรักษาอัตราการเติบโตที่ 5% ได้หรือไม่ ซึ่งเป็นระดับที่สามารถรักษาได้อย่างสม่ำเสมอในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ยกเว้นช่วงโควิด-19 โดยในไตรมาสแรกของปี 2568 อัตราการเติบโตของ GDP อยู่ที่ 4.9% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 3 ปี

แม้จะเป็นผู้ส่งออกนิกเกิล ถ่านหิน และน้ำมันปาล์มรายใหญ่ของโลก แต่อินโดนีเซียก็ยังได้รับแรงกดดันจากสงครามการค้าที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วโลก โดยรัฐบาลทรัมป์ของสหรัฐฯ ได้ประกาศเก็บภาษีสินค้าจากอินโดนีเซียถึง 32% ซึ่งแม้จะชะลอการบังคับใช้จนถึงเดือนกรกฎาคม แต่อินโดนีเซียยังคงต้องเจรจาเพื่อลดภาษีดังกล่าว และเสนอจะนำเข้าสินค้าจากสหรัฐมากขึ้นเพื่อลดดุลการค้า

ตัวชี้วัดเศรษฐกิจของอินโดนีเซียตั้งแต่กำลังซื้อ ยอดขายปลีก ไปจนถึงยอดขายรถยนต์ ต่างสะท้อนถึงการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อเป้าหมายของปราโบโว ซูเบียนโต ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ที่ต้องการผลักดันอัตราการเติบโตของ GDP รายปีให้แตะระดับ 8%

โดยอัตราการเติบโตยังได้รับผลกระทบจากการใช้จ่ายภาครัฐที่ลดลงในภาคโครงสร้างพื้นฐาน เนื่องจากปราโบโวเบนงบประมาณไปสู่โครงการอาหารฟรี (free meals programme) ซึ่งเป็นนโยบายเด่นที่ใช้งบประมาณสูงถึง 2.8 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี

เขาหวังว่าโครงการอาหารฟรีนี้ ซึ่งรวมถึงการจัดตั้งครัวกลางและระบบโลจิสติก จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นและส่งผลบวกเป็นลูกโซ่ไปยังระดับประเทศ โครงการดังกล่าวเริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนมกราคม และหากดำเนินการเต็มรูปแบบ จะกลายเป็นหนึ่งในโครงการอาหารฟรีที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยให้บริการเด็กนักเรียนและหญิงตั้งครรภ์กว่า 82 ล้านคนต่อวัน

แม้ปราโบโว ซึ่งเป็นอดีตนายพลกองทัพบกจะแสดงความมั่นใจในเป้าหมายของตนเอง แต่ธนาคารกลางอินโดนีเซียกลับทยอยลดประมาณการเติบโตของ GDP ประจำปี โดยล่าสุดประเมินว่า GDP ปีนี้จะขยายตัวในช่วง 4.6-5.4%

ด้านธนาคารอินโดนีเซียได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.50% ในปีนี้ เหลือ 5.50% และคาดว่าจะลดดอกเบี้ยอีกครั้งในการประชุมเดือนมิถุนายน อย่างไรก็ตามนักเศรษฐศาสตร์มองว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบนี้อาจยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ GDP โตถึง 5%

ธนาคาร Bank of America กล่าวว่า “เรายังคาดว่า GDP จะชะลอตัวลงอีกในไตรมาส 2 และ 3 อยู่ที่ระดับ 4.7%–4.8%”

Brian Lee Shun Rong นักเศรษฐศาสตร์จาก Maybank Investment Banking Group กล่าวว่า มาตรการกระตุ้นนี้จะช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้ครัวเรือนรายได้น้อย แต่ผลกระทบต่อภาพรวมการบริโภคอาจยังอยู่ในระดับปานกลาง

“ที่สำคัญความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังเปราะบาง ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและตลาดแรงงาน ซึ่งอาจทำให้ครัวเรือนไม่กล้าใช้จ่าย”

เขาสรุปว่า “อินโดนีเซียยังต้องใช้นโยบายการเงินและการคลังที่ขยายตัวมากกว่านี้ เพื่อพยุงเศรษฐกิจและหยุดยั้งการชะลอตัวของโมเมนตัมการเติบโต โดยเฉพาะเมื่อการค้าระหว่างประเทศอาจซบเซาในช่วงครึ่งหลังของปี”

อ้างอิง : ft.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบรั้วอาเซียน ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...