ส่องทางออกปมร้อน พื้นที่พิพาท ‘ไทย-กัมพูชา’
หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการต่อกรณีสถานการณ์บริเวณช่องบก จ.อุบลราชธานี หลังเกิดเหตุปะทะกันระหว่างทหารไทยและกัมพูชา เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา นำมาสู่การปลุกกระแสในโซเชียลมีเดียระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ โดยเสนอแนวทางออกที่ควรดำเนินการเพื่อไม่ให้เกิดการปะทะ หรือป้องกันการสู้รบระหว่างไทยและกัมพูชา
โคทม อารียา
ที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
จากการติดตามการเคลื่อนไหวทางฝ่ายไทย อย่างน้อยรัฐบาลก็บอกว่า ไม่อยากให้มีการสู้รบกันกับทางฝ่ายกัมพูชา ซึ่งจากที่ผมอ่านทางโซเชียล
มีเดียเขาบอกว่า“เชื่อไม่ได้” หมายถึงมองว่าทางกัมพูชาเล่นหมากซ้อนกลของเขาอยู่ เป็นธรรมดาที่จะมีคนมองชาวกัมพูชาเหมือนกับเป็นคู่อริเรา ซึ่งความจริงไม่น่าจะเป็นอย่างนั้น
วิธีที่ดี (ในความเห็นของประชาชนในโซเชียล) คือต้องการให้รัฐบาลไทยแสดงท่าทีที่ชัดเจน ซึ่งส่วนตัวผมมองว่าทางรัฐบาลไทยเองก็แสดงท่าทีที่ชัดเจนอยู่แล้วว่าจะมีการพูดคุยกัน โดยผ่านคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Committee) หรือ JBC เป็นกลไกที่จะดูแลปัญหาในส่วนนี้ไป
ประการแรก ขอให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจคำว่า “ชายแดน” ซึ่งบางทีมันมีเส้นแบ่งที่ไม่ค่อยแน่นอน โดยปกติแล้วชายแดนจะต้องมีเส้นแบ่งที่แน่นอน ถ้าเป็นภูเขาก็บอกว่า “สันปันน้ำ” ถ้าหากเป็นแม่น้ำ ก็คือเส้นตรงกลางระหว่างสายน้ำ ซึ่งสายน้ำอาจจะเลื่อนไหลได้ด้วยซ้ำไป หรือแม้แต่ภูเขาก็อาจจะกร่อนไปจากดินถล่ม เป็นไปได้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ยึดหลักๆ ไว้แล้วกันว่า “ชายแดนมีความไม่แน่นอนอยู่ระดับหนึ่ง” ซึ่งมันเปลี่ยนไปตามธรรมชาติ
ประการที่สอง ชายแดนที่ตกลงกันไว้ในลักษณะที่ยังไม่มีเส้นแบ่งทางภูมิศาสตร์ที่ชัดเจน เราก็อาศัยการปักหมุด ปักปันเขตแดน การทำแผนที่ แต่ต้องอย่าอ้างไปก่อนว่าเป็นของฝ่ายใด อย่าให้ไทยหรือเขมรอ้างก่อนว่าเป็นของตัวเอง ปล่อยให้พื้นที่ตรงไหนที่ยังสงสัย เป็นเรื่องที่จะต้องตกลงกันต่อไประหว่างรัฐบาลทั้งสอง ส่วนคนในพื้นที่ก็ค่อยๆ ปักหมุดไป ว่าหมุดนี้ใช้ได้แล้วนะ ทำไล่ไปเรื่อยๆ ซึ่งก็จะทำให้แผนที่ชายแดนสมบูรณ์ขึ้น และเป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่าย ถ้าตรงไหนที่ไม่แน่ไม่นอน ก็รีบทำเสีย
แต่อย่าอ้างว่า ตรงนี้เป็นของเราแน่นอน ไม่ว่าจะเพราะอะไรก็แล้วแต่ จะเป็นการด่วนสรุปไป เมื่อฝ่ายหนึ่งด่วนสรุปอีกฝ่ายหนึ่งก็ด่วนสรุปอีกแบบ กลายเป็นทะเลาะกัน ผมว่าตอนนี้ “ไม่ต้องด่วนสรุป” ปล่อยให้ค่อยๆ ดำเนินไปด้วยการเจรจา บริเวณที่ยังไม่ชัดเจนส่วนใหญ่เขาก็จะเรียกว่า “No man’s land” เป็นพื้นที่ ที่ไม่มีคน ดังนั้นเมื่อยังไม่มีความชัดเจน เราก็อย่าเพิ่งถือว่าเป็นของใคร ปล่อยให้รกร้างไว้ก่อน
ผมมองว่าการที่ต่างคนต่างถอยออกจากบริเวณที่ต่างฝ่ายต่างอ้างว่าเป็นของฉันทั้งคู่ ถือว่าเป็นแนวปฏิบัติที่เหมาะสมแล้ว ต้องถอยออกมา เมื่อไม่ชัดเจนก็เพิ่งอย่าอ้างกรรมสิทธิ์
โดยหลักแล้วผมมองว่า ไม่ควรที่จะไปยึดว่าเป็นของใคร ยังไม่ใช่ขณะนี้ รอให้มีความชัดเจนก่อนว่าพื้นที่ไหนตกลงกันได้ เดี๋ยวนี้การทำแผนที่ทันสมัยจะตายไป หากแผนที่ชัดเจนแล้ว โอเค คราวนี้ถ้าใครมารุกล้ำเราก็จะได้บอกว่า “เราตกลงกันวันนั้นไว้แล้วนะ”
หากถามถึงเรื่องท่าทีของแม่ทัพภาคที่ 2 ที่บอกว่า “ถอยไม่ได้ ตาเมือนธม ของไทย” สื่อสารแรงไปไหม หรือท่าทีเหมาะสมแล้วด้วยความที่เป็นตัวแทนของหน่วยงานความมั่นคง ในมุมของผม “ปล่อยท่านแม่ทัพฯ”
ส่วนการที่ ฮุน เซน เตือนว่าหากไม่ไปศาลโลก ปัญหาข้อพิพาทนี้อาจจะเหมือน“ฉนวนกาซา” ได้ ประเมินว่ามีโอกาสอาจจะไปถึงขั้นนั้นหรือไม่
สำหรับผมมองว่า เว่อร์ไป อะไรที่เว่อร์ก็ฟังหูไว้หู เก็บไว้ที่หูนั้นไม่ต้องคิดอะไรมาก เวลาคนเขาปลุกความรักชาติ ก็ปลุกได้ด้วยกันทั้งฝ่ายกัมพูชาและฝ่ายไทยนั่นแหละ มันเลยทำให้ใช้ความรุนแรงเอาชนะกันด้วยกำลัง แต่แล้วยังไงต่อ ก็ไม่ได้อะไร อย่าลืมว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นมนุษย์เหมือนกับเรา ที่มีความโลภ มีความหลง มีอะไรเหมือนๆ กัน
ดังนั้น “ขออย่าไปสรุปว่าเราเป็นฝ่ายเทพ อีกฝ่ายเป็นฝ่ายมาร” อย่างนี้ตกลงกันยาก มันจะยิ่งคุยกันไม่ได้
ทางออกตอนนี้มีทางเดียวคือการคุยกัน อาจจะด้วยผ่านกลไก JBC ที่มีอยู่ ทำให้มันชัดเจนและให้เกิดความมั่นคงทางชายแดน ตามที่ตกลงกัน
ในส่วนกระทรวงต่างประเทศของกัมพูชา ก็ได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นที่กัมพูชาจะใช้ความอดกลั้น แก้ปัญหาข้อพิพาทอื่นๆ ทางเขตแดนด้วยแนวทางสันติวิธีและทางการทูตนั้น ผมเห็นว่า เขตแดนมันไม่ได้มีเฉพาะตรงนี้ เขตแดนมันยาว มันยังมีบางจุดที่ไม่ชัด และการที่เราไปศาลโลก ก็เป็นอดีตที่เรารู้สึกไม่น่าพอใจ อารมณ์เราค้างอยู่ตรงนั้นส่วนหนึ่ง ทางนู้นเองเขาก็อารมณ์ค้างอยู่เหมือนกัน เพราะในตอนนั้นเราไม่ค่อยยอมตามคำตัดสินของศาลโลก ทางนั้นก็บอกว่า ถ้าคุณก็ไม่ค่อยยอม เราก็ไม่ยอมคุณอะไรอย่างนี้ คราวนี้ไม่จำเป็นต้องไปศาลโลกหรอกในความเห็นของผม มันน่าจะแก้กันได้ตรงนี้ ผมยังเสนอเลยว่าแก้กันได้ระดับพรมแดนเลยด้วยซ้ำ คือแก้กันที่ JBC ก็ทำตรงนี้ไป เพราะเป็นผู้ที่อยู่ในพื้นที่ น่าจะมีข้อมูลทั้งการอยู่อาศัย ข้อมูลประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์อะไรที่เพียงพอ
เรียกว่ากลไกหรือช่องทางให้ไป ก็มีรองรับอยู่แล้วยังไม่จำเป็นต้องไปพึ่งมือคนนอก หรือระดับที่ไปไกลกว่านั้น ในมุมมองของผมขั้นนี้ยังไม่ต้องพึ่งศาลโลก สามารถตกลงกันได้ในระดับพื้นที่ก่อน ระดับคนที่รู้ภูมิศาสตร์ ความเป็นมาอะไรต่างๆ หรืออย่าง “การปิดด่านการค้าชายแดน” ผมมองว่าจะเป็นการทำให้เกิดผลเสียให้เกิดแก่ตน เพราะว่าการค้าขายชายแดน เป็นผลประโยชน์ที่ตกลงกันได้ดีทั้งสองฝ่ายโดยปกติ ผู้ค้าก็ได้ประโยชน์ทั้งคู่ คนค้าคนขาย คนซื้อ ก็ได้ประโยชน์ทั้งนั้น
สำหรับรัฐบาลไทย ผมพยายามชมเขาอยู่นะ อาจจะมีหัวร้อนบ้าง แต่ส่วนใหญ่ยังตั้งสติได้อยู่ ก็อยากจะให้ตั้งสติ แล้วก็อดทนอดกลั้นต่อไป ไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ ใครจะมายั่วยุเราก็ให้เขายั่วยุไป ใครที่เขาต้องการลุย ก็ปล่อยไป
เรามีหน้าที่รับผิดชอบ จะไปลุยให้เกิดความเสียหายทำไม มันจะกระเทือนภาพใหญ่ ไม่ได้ประโยชน์
ธนเชษฐ วิสัยจร
หัวหน้าสาขาวิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ชายแดนไม่ใช่แค่เส้นเขตแดน : เสียงจากคนชายแดนไทย-กัมพูชาที่ถูกละเลย ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาต้องเผชิญกับความผันผวนในประเด็นการเมืองและเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นกรณีข้อพิพาทเรื่องปราสาทพระวิหาร การเผาสถานทูตไทยในกรุงพนมเปญ หรือการปะทะทางทหารบริเวณชายแดน ณ บริเวณปราสาทพระวิหาร ที่ติดกับอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เมื่อ พ.ศ.2551 และ 2554 และเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา เกิดเหตุปะทะที่พื้นที่ช่องบกซึ่งเป็นจุดบรรจบกันของจังหวัดอุบลราชธานีของไทย จังหวัดพระวิหารของกัมพูชาและแขวงจำปาสัก ของ สปป.ลาว จนมีทหารกัมพูชาเสียชีวิต 1 นาย ทุกครั้งที่เกิดความขัดแย้ง ระดับนโยบายมักขับเคลื่อนจาก เสียงเมืองหลวง มากกว่าจะรับฟัง เสียงชายแดน ที่เป็นมุมมองของพ่อค้าประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่มีเหตุปะทะอย่างแท้จริง
กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ราชอาณาจักรไทย ระบุว่าไทยมีพรมแดนติดกับกัมพูชายาวถึง 798 กิโลเมตร แต่การรับรู้และการกำหนดนโยบายส่วนใหญ่กลับกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯและพนมเปญ ขณะที่ผู้คนในพื้นที่จริงกลับไม่มีบทบาทในโต๊ะเจรจามากเท่าที่ควร
หากจะกล่าวย้อนถึงปัญหาเรื่องชายแดนในพื้นที่ย้อนหลังในรอบสามสิบปี การกำหนดนโยบายชายแดน เช่น โครงการปักปันเขตแดนของคณะกรรมการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Committee) มักขับเคลื่อนโดยรัฐบาลกลางเป็นหลัก แม้จะมีเจตนาดีในการลดความคลุมเครือของเขตแดน แต่กลับละเลยผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนในพื้นที่ เช่น ความตึงเครียดบริเวณปราสาทพระวิหารในปี 2551 และ 2554 ส่งผลให้เกิดการสู้รบ กระทบต่อชีวิต การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจท้องถิ่น
แม้จะมีจุดผ่านแดนถาวร 7 แห่ง และด่านผ่อนปรนอีกมากมาย ชายแดนยังทำหน้าที่เป็นพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ เช่น การค้าชายแดนปี พ.ศ.2564 มีมูลค่าส่งออกกว่า 143,000 ล้านบาท และนำเข้า 26,000 ล้านบาท ด่านที่มีมูลค่าสูงสุดอยู่ที่สระแก้ว ตราด จันทบุรี สุรินทร์ และศรีสะเกษ ส่วนด่านที่ติดกับจังหวัดพระวิหารอย่างในอุบลราชธานีกลับยังคงสถานะเป็นเพียง ด่านประเพณี ทั้งที่มีศักยภาพมหาศาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการบริการสุขภาพชายแดนในจังหวัดอุบลราชธานีที่แต่ละปีมีชาวกัมพูชาเข้ามาใช้บริการหลายหมื่นคน ถือว่ามากกว่า สปป.ลาวทั้งที่ทั้งสองพื้นที่มีชายแดนติดกันและ สปป.ลาวมีจุดผ่านแดนถาวรกับอุบลราชธานีถึงสองแห่งแต่กัมพูชายังไม่มี
คนชายแดนไม่ใช่เพียงผู้สังเกตการณ์ แต่คือผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง พวกเขาพึ่งพาการค้าชายแดน การท่องเที่ยว และบริการสาธารณสุขข้ามพรมแดน ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ชาวกัมพูชาจำนวนมากข้ามแดนมาใช้บริการสาธารณสุขในอุบลราชธานี ผ่านด่านถาวรในสุรินทร์ หรือศรีสะเกษ แม้จะอยู่คนละจังหวัด เพราะโรงพยาบาลในอุบลราชธานีมีความพร้อมมากกว่า ทั้งด้านเทคโนโลยีและการบริการ รวมถึงมีรถโดยสารที่สะดวก ราคาถูก
ก่อนการระบาดใหญ่ของโควิดในปี 2563 กล่าวคือย้อนไปปี 2562 มีชาวกัมพูชาราว 17,000 คนต่อปีมาใช้บริการที่โรงพยาบาลในอุบลราชธานี ตัวเลขนี้ไม่เพียงสะท้อนความเป็นไปได้ของความร่วมมือชายแดนอย่างเป็นรูปธรรม ถ้าหากรัฐไทยมองเห็น ชายแดน ในฐานะพื้นที่แห่งความสัมพันธ์ ไม่ใช่เพียงแนวกันชนแห่งความมั่นคง หากต้องการสร้าง ชายแดนแห่งความร่วมมือ แทน ชายแดนแห่งความหวาดระแวง รัฐไทยจำเป็นต้องเปิดพื้นที่ให้คนชายแดนมีบทบาทในการกำหนดนโยบายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในระดับท้องถิ่น ข้ามชาติ หรือในเวทีเจรจาอย่างเป็นทางการ ประเด็นเร่งด่วนที่มีศักยภาพในการพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างไทยกับกัมพูชาคือการยกระดับให้มีจุดผ่านแดนถาวรที่อุบลราชธานีติดกับจังหวัดของกัมพูชาคือจังหวัดพระวิหาร ที่ปัจจุบันเป็นเพียงจุดผ่อนปรนช่องอานม้าเท่านั้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนชาวกัมพูชาได้เดินทางผู้ข้ามแดนชาวกัมพูชาจะไม่ได้รับการอำนวยความสะดวกในเชิงกฎหมายหากต้องการเดินทางเข้ามาในใจกลางเมืองอุบลราชธานีซึ่งอยู่ไกลจากด่านประมาณ 114 กิโลเมตร
ดังนั้นอีกช่องทางในการพัฒนาศักยภาพทางเศรษฐกิจของจังหวัดอุบลราชธานีคือการยกระดับด่านบริเวณช่องอานม้าให้เป็นจุดผ่านแดนถาวรให้ได้ชายแดนไม่ใช่แค่เส้น แต่คือชีวิต คือเศรษฐกิจ คือความสัมพันธ์ข้ามชาติที่ซับซ้อน การละเลยเสียงชายแดนจึงไม่ใช่แค่ความอยุติธรรม แต่คือการพลาดโอกาสในการสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา-ลาว โดยเฉพาะบริเวณช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นจุดบรรจบของสามประเทศ ได้กลายเป็นจุดที่มีความตึงเครียดทางทหารและความขัดแย้งที่ซับซ้อน ประชาชนในพื้นที่ชายแดนเหล่านี้มีความรู้และความเข้าใจในภูมิประเทศและประวัติศาสตร์ของพื้นที่เป็นอย่างดี พวกเขาเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้งและการปะทะทางทหารที่เกิดขึ้นปัจจุบันมีกลไกที่อำนวยการจัดการชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านอยู่สามระดับคือ การประชุมคณะกรรมการชายแดนร่วม (Joint Border Committee) การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee) ที่ผู้เข้าร่วมประชุมเป็นแกนนำระดับรัฐมนตรีจากส่วนกลางของรัฐ และคณะกรรมการชายแดนภูมิภาค (Regional Border Committee-RBC) ซึ่งเป็นกลไกที่เน้นการแก้ไขปัญหาในระดับท้องถิ่น โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารในพื้นที่เป็นผู้ดำเนินการหลัก RBC มีบทบาทสำคัญในการประสานงานและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดน โดยเน้นการเจรจาและความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่ทหารของทั้งสองประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งลุกลามและส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่
นอกจากนี้ RBC ยังมีบทบาทในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น การลักลอบตัดไม้ การค้ายาเสพติด และการค้ามนุษย์
โดยการจัดตั้งหน่วยลาดตระเวนร่วมและการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน การดำเนินงานของ RBC เป็นตัวอย่างของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง
ในพื้นที่ชายแดนที่เน้นการมีส่วนร่วมของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่และประชาชนในท้องถิ่น ซึ่งสามารถนำไปสู่การสร้างสันติภาพและความมั่นคงอย่างยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การดำเนินงานของทั้ง JBC, GBC และ RBC มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จำเป็นต้องมีการสนับสนุนจากรัฐบาลกลางในการจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรที่เพียงพอ และที่สำคัญคือมีการ
ส่งเสริมให้ประชาชนในพื้นที่มีทั้งในบริเวณชายแดนที่เป็นประเด็นปัญหา และเมืองชายแดนที่มีส่วนได้ส่วนเสียและการผลักดันทางธุรกิจอย่างจังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดพระวิหารของกัมพูชา ส่วนร่วมในการตัดสินใจและกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ชายแดนการรับฟังเสียงของประชาชนในพื้นที่ชายแดนและการให้ความสำคัญกับความต้องการและความเป็นอยู่ของพวกเขา จะช่วยให้การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน ชายแดนไม่ใช่เพียงเส้นแบ่งเขตแดน
แต่คือพื้นที่ที่เต็มไปด้วยชีวิต เศรษฐกิจ และความสัมพันธ์ข้ามชาติ การให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชนในพื้นที่ชายแดนจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในพื้นที่นี้
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ส่องทางออกปมร้อน พื้นที่พิพาท ‘ไทย-กัมพูชา’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th