ความเสี่ยงข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ผลกระทบต่อ บริษัทจดทะเบียน
วันที่ 5 พ.ค.2568 บล.เอเซีย พลัส ประเมินความเสี่ยงข้อพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชาส่งผลต่อ บริษัทจดทะเบียน (บจ.) กลุ่มเครื่องดื่ม คาด CBG ได้รับผลกระทบด้านลบ กลุ่มโรงพยาบาล ไม่กระทบ กลุ่มพลังงาน OR ยืนยันดำเนินงานปกติ และยังไม่ได้รับผลกระทบ กลุ่มค้าปลีก คาดกระทบน้อย
- กลุ่มเครื่องดื่ม คาด CBG ได้รับผลกระทบด้านลบ เนื่องจากมียอดขายเครื่องดื่มชูกำลังจากต่างประเทศหลักมาจากประเทศกัมพูชา คิดเป็นสัดส่วนราว 37% ของยอดขายเครื่องดื่มชูกำลัง และ 21% ของยอดขายทั้งหมด นอกจากนี้ CBG ยังมีแผนเข้าไปลงทุนสร้างโรงงานในกัมพูชาในรูปแบบกิจการร่วมค้า (JV) ซึ่งตามแผนจะเริ่มผลิตได้ในต้นปี 2569 ส่วน OSP คาดได้รับผลกระทบน้อย เนื่องจากยอดขายในกัมพูชา คิดเป็นเพียง 1-2% ของยอดขายรวม
- กลุ่มโรงพยาบาล คาดไม่กระทบ เนื่องจากค้นไข้กัมพูชาที่เข้ามาใช้บริการส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่ทำงานในไทย ส่วนคนไข้กัมพูชาที่บินเข้ามารักษาในโรงพยาบาที่่ไทยเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง และการรักษาพยาบาลยังเป็นสิ่งที่จำเป็นแต่ฐานคนไข้กลุ่มนี้ชะลอลงติดต่อกันหลายไตรมาสก่อนหน้า ทำให้เทียบสัดส่วนต่อรายได้ปัจจุบันไม่ได้มีนัย ส่วนโรงพยาบาลที่อยู่ตามขอบชายแดนไทย-กัมพูชา อาจทำให้ลูกค้าชะลอเข้าใช้บริการบ้างเล็กน้อย สร้าง Sentiment เชิงลบต่อ BCH เนื่องจากมีโรงพยาบาล 1 แห่ง ที่อรัญประเทศ สำหรับ BDMS มีโรงพยาบาล 2 แห่งที่อยู่ในกัมพูชา แต่กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติที่อาศัยหรือทำงานในกัมพูชา จึงคาดไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัย ทั้งนี้ 2 โรงพยาบาลดังกล่าวคิดเป็นเพียง 1% ของรายได้ธุรกิจโรงพยาบาลของ BDMS
- กลุ่มโรงไฟฟ้า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ที่ฝ่ายวิจัยศึกษาไม่ได้มีการเข้าลงทุนในประเทศกัมพูชา มีเพียง BGRIM ที่มีโรงไฟฟ้า SOLAR 39MWE คิดเป็นสัดส่วนเพียง 1% ของกำลังการผลิตทั้งหมดที่จำหน่ายกระแสไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) ในปัจจุบัน จึงคาดจะไม่มีนัยต่อกำไรของ BGRIM
- กลุ่มพลังงาน OR มีธุรกิจในประเทศเวียดนามผ่านสถานีบริการน้ำมันในกัมพูชา 186 สถานี(จากทั้งหมด 2,761 สถานีในไทย+ต่างประเทศ) ร้าน CAFE AMAZON 254ร้านค้า (จากทั้งหมด 4,898 ร้านค้า) และร้านสะดวกซื้อ 71 ร้านค้า(จากทั้งหมด 2,421 ร้านค้า) โดยในปี 2567 มีส่วนแบ่ง EBITDA มาจากประเทศเวียดนามราว1,200 ล้านบาท หรือราว 7.0% ของ EBITDA รวมของ OR ปัจจุบัน OR ยืนยันการดำเนินงานเป็นไปตามปกติ และยังไม่ได้รับผลกระทบ จึงยังอยู่ในช่วงของการติดตามสถานการณ์ต่อไป
- กลุ่ม ICT คาดไม่กระทบ เพราะการให้บริการหลักอยู่ในไทย
- กลุ่มค้าปลีก คาดผลกระทบน้อย แม้มี CPALL, CPAXT และ BJC ที่มีการไปเปิดสาขาในกัมพูชา แต่ถือเป็นสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับสาขาทั้งหมด
- กลุ่มมีเดีย MAJOR มีโรงหนัง 6 แห่ง รวม 33 จอในประเทศกัมพูชา คิดเป็น 3.8% ของจำนวนจอภาพยนตร์ทั้งหมด
- กลุ่มวัสดุก่อสร้าง บริษัทในกลุ่มวัสดุก่อสร้างส่วนใหญ่จะมีการขายสินค้าวัสดุก่อสร้างเช่น ปูนซีเมนต์ กระเบื้องไปในประเทศกลุ่ม CLMV ซึ่งกัมพูชา ถือเป็นหนึ่งในประเทศสำคัญที่มีการค้าชายแดนกับไทย โดย SCCC มีบริษัทร่วมทุนในกัมพูชา คือ CHIPMONG INSEE CEMENT CORPORATION สัดส่วน 40% โดยมีส่วนแบ่งกำไรประมาณปีละ 200-250 ล้านบาท คิดเป็น 5-8% ของกำไรทั้งหมด ขณะที่ SCC มีรายได้จากกัมพูชาประมาณ 5-7% ของรายได้ทั้งหมด
- กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ คาดไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากกลุ่มผู้พัฒนาที่อยู่อาศัยทั้งเพื่อขาย และเพื่อเช่า รวมถึงผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม ไม่มีการลงทุนในประเทศกัมพูชา และไม่มีการพัฒนาโครงการที่ตั้งอยู่ใกลัชายแดนไทย-กัมพูชา
- กลุ่มเกษตรอาหาร แม้ CPF มีการลงทุนในกัมพูชา แต่เป็นฐานการผลิตเพื่อขายในประเทศกัมพูชาเป็นหลัก และคิดเป็นสัดส่วนรายได้เพียง 3-4% ของรายได้รวม จึงไม่กระทบอย่างมีนัย ขณะที่บริษัทอื่น เช่น TU ,ITC และ GFPT ไม่มีการลงทุนในกัมพูชา จึงไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด