โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

จาก UX ที่ทำให้ติดใจ... สู่ UX ที่ช่วยให้เราพักบ้าง สำรวจเทคนิคการออกแบบที่ไม่มอมเมา ตั้งแต่การสร้างตัวติดตามพฤติกรรม ไปจนถึงการจำกัดเวลาเข้าใช้งาน

นิตยสารคิด

อัพเดต 13 ก.ค. 2568 เวลา 20.28 น. • เผยแพร่ 13 ก.ค. 2568 เวลา 20.28 น.
ux-design-detox-cover

…เครื่องปั่นสล็อตในกาสิโนคงจะไม่เย้ายวนเท่าทุกวันนี้ หากมันไม่มีคันโยกให้ผู้เล่นโยกเล่นได้เอง จะออกหน้าไหนก็แล้วแต่มือเรา…

ย้อนกลับไปในครั้งแรกที่ โลเรน บริชเตอร์ (Loren Brichter) คิดค้นกลไก “ดึงเพื่อรีเฟรช" (pull-to-refresh) เพื่ออัปเดตฟีดบน Twitter (ก่อนถูกเปลี่ยนชื่อเป็น X ในปี 2023) เขาได้รับเสียงชื่นชมหนาหูว่าเป็นการออกแบบที่เรียบง่าย ใช้งานได้อย่างเป็นธรรมชาติ และให้ความรู้สึกสนุกในการใช้เหมือนเวลาที่เราดึงคันโยกสล็อตแมชชีน แต่โลเรนกลับชอบการเปรียบเทียบอีกแบบหนึ่งมากกว่าว่า มันเหมือนกับ “ปุ่มปิดประตู” ในลิฟต์บางตัวที่จริง ๆ แล้วประตูปิดเองได้อยู่แล้ว แต่เราแค่ชอบกดมันก็เท่านั้นเอง

เหตุผลอันเรียบง่ายเบื้องหลังกลไกดังกล่าวเกิดมาจากข้อจำกัดทางเทคนิค นั่นคือการที่เขาไม่สามารถหาพื้นที่ในแอปฯ เพื่อวางปุ่ม “รีเฟรช” ได้พอดี จึงเลือกแก้ปัญหาด้วย “วิธีที่น่ารักและฉลาด” นี้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป กลไกดังกล่าวก็กลายเป็นหนึ่งในท่าทาง “การรีเฟรช” ที่ฝังลึกอยู่กับผู้ใช้ทั่วโลกไปตลอดกาล อย่างการแค่ “ไถลง”

การไถหน้าจอกลายเป็นอีกหนึ่งการเคลื่อนไหวอันสามัญของมนุษย์ยุคใหม่ ถึงอย่างนั้น กลไกการออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้ (UX) อย่างการดึงเพื่อรีเฟรชก็ยังเป็นเพียงเฟืองเล็ก ๆ ในชุดกลไกอีกมากมายที่ทำงานร่วมกันอย่างลงตัว เพื่อมัดใจให้ผู้ใช้อยู่กับแอปพลิเคชันนานขึ้นอีกนิด…แล้วก็อีกนิด

(Rizki Kurniawan / Unsplash)

ปัจจุบัน เราสามารถพบลูกเล่น UX ใหม่ ๆ แบบนี้ที่ถูกออกแบบมาไม่หยุด ไม่ว่าจะเป็นการสะสมคะแนนทุกครั้งที่เข้าใช้ การสร้างปุ่มไลก์เพื่อกระตุ้นโดปามีน หรือการแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ เพื่อหวังให้ผู้ใช้เกิดแรงกระตุ้นให้กลับมาเช็กและโพสต์เนื้อหาใหม่อีกครั้ง

บรูซ นูสบาม (Bruce Nussbaum) ผู้เขียนหนังสือ Creative Intelligence: Harnessing the Power to Create, Connect, and Inspire เคยกล่าวไว้ในนิตยสาร Fast Company ถึงการออกแบบ UX ว่า “การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ทำให้วงการออกแบบได้รับความสนใจจากซิลิคอนแวลลีย์ในที่สุด ก็คือการเกิดขึ้นของ UX ความสามารถในการออกแบบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ใช้งานมือถือ ซึ่งได้สร้างมูลค่ามหาศาลให้กับบริษัทเทคโนโลยีและต่อวงการออกแบบเองด้วยเช่นกัน”

มูลค่ามหาศาลที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้มาจากอะไรที่ซับซ้อนนัก แต่มาจากความสามารถในการช่วงชิงความสนใจของมนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพได้สำเร็จ และการออกแบบ UX ก็กลายเป็นหนึ่งในอาวุธหลักเพื่อจูงความสนใจของผู้ใช้ในยุคนี้

(pikisuperstar / Freepik)

เมื่อทุกคนกำลังจมอยู่ในทะเลแห่งสัญญาณเตือน
ในชีวิตประจำวันของเราทุกวันนี้ เต็มไปด้วยเสียงเตือนและการสั่นแจ้งเตือน ตั้งแต่รถยนต์ที่แจ้งเตือนเราเมื่อน้ำมันกำลังจะหมด ปรินเตอร์ที่แจ้งเตือนเมื่อน้ำหมึกกำลังจะหมด โทรศัพท์ที่สั่นเมื่อมีสายเรียกเข้า หรือแจ้งเตือนแบตเตอรี่ใกล้หมด นัดหมายสำคัญกำลังจะเริ่ม หรือบางครั้งก็ถึงขั้นการแจ้งเตือนภัยพิบัติ

มนุษยชาติกำลังว่ายอยู่ในทะเลแห่ง “สัญญาณเตือน” และเมื่อสิ่งเหล่านี้ผสมโรงกับ “ปัญญาประดิษฐ์” แล้ว ผลลัพธ์ก็อาจน่าหวาดหวั่นกว่าที่คิด แต่บรูซกลับไม่ได้คิดแบบนั้น เขาเสนอว่า แทนที่เราจะมองสัญญาณเตือนเป็น “ผู้ร้าย” ที่ทำให้เราเสพติด อาจถึงเวลาแล้วที่ต้องใช้มันเป็น เครื่องมือ ในการปลดล็อกจากพฤติกรรมเสพติดเหล่านั้น

“เสียงแจ้งเตือน คำเตือน และการสั่นทั้งหลาย ที่ทุกวันนี้มักถูกใช้เพื่อดึงให้เราอยู่กับอุปกรณ์ จริง ๆ แล้วมันสามารถพลิกมาใช้เพื่อลดหรือแม้แต้เลิกพฤติกรรมเสพติดนั้นได้ เพราะเครื่องมือเหล่านี้มีพร้อมอยู่แล้ว เราแค่ต้องใช้มันอย่างตั้งใจ”

ในทางคณิตศาสตร์ “ลบเจอลบ อาจกลายเป็นบวก” ฉันใดก็ฉันนั้น ในแนวทางการออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้หรือ UX เอง เทคนิคที่เคยใช้ล่อให้เราเสพติด ก็อาจกลายเป็นกลไกเพื่อ “ปลดพันธนาการ” ได้เช่นกัน

(Reddit : txteeslim)

4 เทคนิค UX แบบไม่มอมเมา
เมื่อการ “เลิกเล่น” กลายเป็นโจทย์ใหม่ของนักออกแบบที่อยากคืนอำนาจให้ผู้ใช้

  • ใส่อุปสรรคเข้าไปบ้าง การเสพติดอุปกรณ์ดิจิทัลนั้น พึ่งพาการเชื่อมต่อที่รวดเร็วและการตอบสนองที่ฉับไว ดังนั้นให้ชะลอทุกอย่างลง เพิ่มขั้นตอนในการใช้งานอีกสักเล็กน้อย ลดความไหลลื่นลงเพียงนิดเดียว ก็จะสามารถทำให้ “ความฟิน” จากการใช้งานลดลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ
  • ใช้สัญญาณเตือนให้ชัดเจน คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าตัวเอง “เสพติด” อุปกรณ์มากแค่ไหนในแต่ละวัน ดังนั้นการให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา เช่น เวลาและความถี่ของการใช้งาน อาจช่วยให้ผู้ใช้เกิดการตระหนักรู้ พร้อมกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยสีและเสียงคือเครื่องมือที่ดีสำหรับจุดประสงค์นี้ เช่น ลองออกแบบเส้นแถบสีเขียว เหลือง หรือแดงข้างหน้าจอเพื่อแสดงระดับการใช้งาน หรือใส่เสียงเตือนที่ค่อย ๆ ดังขึ้นเมื่อผู้ใช้เริ่มใช้งานเกินขีดจำกัดหรือออกแบบอีโมจิที่ร้องขอให้ผู้ใช้ “หยุดพักบ้าง” ก็ล้วนเป็นกลยุทธ์ที่ใช้งานได้จริง
  • สร้างตัวติดตาม "ความเสพติด" เช่นเดียวกับที่แอปติดตามจำนวนก้าวหรือระยะทางช่วยให้คุณรักษาสุขภาพ UX ก็สามารถออกแบบให้มี “ตัวติดตามการใช้งาน” (Tracker) ที่แสดงเวลาและระดับความเข้มข้นของการติดดิจิทัลของผู้ใช้ได้เช่นกัน การเห็นตัวเลขนาทีที่เสียไป ก็อาจช่วยลดความอยากในการใช้งานและดึงสติก่อนจะไถฟีดต่อแบบไม่หลับไม่นอน
  • เสนอทางเลือกแบบ “เลิกเด็ดขาด” วิธีสุดท้ายที่อาจเรียกได้ว่า “สายแข็ง” ก็คือตัวตั้งเวลาปิดการใช้งานอุปกรณ์หลังจากผ่านไป 1, 2 หรือ 10 ชั่วโมง ใส่นาฬิกานับถอยหลังที่แสดงเวลานาทีและชั่วโมงจนกว่าจะหมดเวลาก็อาจเป็นกลไกเรียบง่ายที่ทรงพลังยิ่งกว่าที่คิด

(seven39.com)

seven39…โซเชียลมีเดียที่ขอแค่ 3 ชั่วโมงต่อวัน
จาก 4 ข้อที่กล่าวมาข้างต้น เราลองมาดูตัวอย่างจริงของโซเชียลมีเดียอย่าง seven39 ที่เลือกออกแบบโดยไม่มอมเมาด้วยการนำเทคนิค 4 ข้อข้างต้นมาปรับใช้

โซเชียลมีเดียที่เราใช้กันทุกวันนี้ ถูกพัฒนามาอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง กลเม็ดให้ผู้ใช้อยู่กับแอปพลิเคชันของตัวเองถูกพัฒนาอย่างไม่หยุดหย่อน จนทำให้ชุมชนทางอินเทอร์เน็ตแบบเว็บบอร์ดสมัยก่อนเลือนหายไป แต่ก็ยังมีบางคนที่คิดถึงมัน

“มีช่วงเวลาหนึ่งหลังเลิกเรียน ที่คุณจะเข้าไปเล่นเกมออนไลน์ หรือตอนที่เพื่อน ๆ ของคุณก็ออนไลน์และใช้ AIM (โปรแกรมส่งข้อความโต้ตอบแบบทันทีที่ได้รับความนิยมมากในช่วงปลายยุค 1990s ถึงต้นยุค 2000s) พร้อมกัน มันเป็นวงจรที่ต่อเนื่องและมีอะไรที่น่าตื่นเต้นอยู่เสมอ แล้วสุดท้าย ทุกคนก็ออกจากระบบไป” มาร์ก ลีออนส์ (Mark Lyons) ผู้สร้าง seven39 เว็บไซต์โซเชียลที่เปิดให้ใช้แค่วันละ 3 ชั่วโมง (เริ่มตั้งแต่เวลา 7:39 PM – 10:39 PM เทียบเป็นเวลาไทยคือ 7:39 AM – 10:39 AM) เล่าถึงความตั้งใจเบื้องหลังการสร้าง seven39

“เป้าหมายสูงสุดของผมในการสร้าง seven39 คือการสำรวจว่า มีวิธีอื่นในการสร้างสังคมออนไลน์อีกไหม วิธีที่คล้ายกับช่วงเวลาที่เราเคยใช้อินเทอร์เน็ตก่อนยุคที่สมาร์ตโฟนจะเข้ามาเปลี่ยนทุกอย่าง” เขากล่าวกับ The Verge

(Freepik)

สนุกได้ แต่ต้องรู้จักเลิก
จากความตั้งใจที่จะรื้อฟื้นช่วงเวลาอันหอมหวานในอดีตและความต้องการท้าทายขนบดั้งเดิมของสื่อสังคมออนไลน์ นำมาซึ่ง seven39 พร้อมความเชื่อที่ว่า “เพราะโซเชียลมีเดียนั้นดีกว่า…เมื่อพวกเราทุกคนออนไลน์พร้อมกัน ไม่มีการเลื่อนดูแบบไม่รู้จบ ไม่ต้องกลัวตกกระแส (FOMO) แค่มาสนุกด้วยกันเพียง 3 ชั่วโมงทุกเย็นเท่านั้น”

วิคตอเรีย ซอง (Victoria Song) นักข่าวจาก The Verge ตั้งข้อสังเกตถึงแอปฯ โซเชียลปัจจุบันว่า “โซเชียลมีเดียทุกแพลตฟอร์มในสมัยนี้มีสูตรเดียวกัน คือการไถหน้าจอแบบไม่รู้จบ ทำให้คุณติดอยู่ในแอปฯ นาน ๆ ยิ่งคุณเลื่อนดูนานและมีส่วนร่วมกับคอนเทนต์ดึงดูดความสนใจ (clickbait) หรือเรื่องราวของ “ดาราหลัก” ประจำวันมากเท่าไร ก็ยิ่งถูกส่งโฆษณาและลิงก์พันธมิตรมากขึ้นเท่านั้น พอถึงเวลานอน สมาธิของคุณก็แทบจะหายไป คุณได้รับความบันเทิงในระดับหนึ่ง แต่บางครั้ง คุณก็จะรู้สึกโกรธโดยไม่มีเหตุผลที่ชัดเจนเช่นเดียวกัน”

แต่สำหรับ seven39 ความไม่สิ้นสุดรูปแบบเดิมกลายเป็นความสิ้นสุดที่มีข้อจำกัดอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดให้เข้าใช้ได้แค่ 3 ชั่วโมงต่อวัน กำหนดตัวอักษร 200 ตัวอักษรต่อหนึ่งโพสต์ พูดอย่างง่าย ๆ ตามคำของวิคตอเรีย seven39 ก็คือ “การตั้งเคอร์ฟิวให้โซเชียลมีเดีย”

วิคตอเรียเล่าถึงประสบการณ์การใช้ seven39 ของตัวเธอเองว่า ผู้ใช้ส่วนใหญ่ที่เธอได้เห็นและมีปฏิสัมพันธ์ด้วย ดูจะชอบและยังแฮปปี้กับแนวคิดของเว็บไซต์นี้

วิคตอเรียตั้งคำถามในเว็บไซต์ว่า “ทำไมทุกคนถึงชอบเว็บนี้” มีผู้ใช้ชื่อ CameronBanga ตอบกลับว่า “มันเป็นที่ที่สนุก และผู้คนก็น่ารักดี” ผู้ใช้บางคนยังบอกด้วยว่า โซเชียลมีเดียยุคปัจจุบันเริ่มแย่ลง ตั้งแต่ตอนที่ “ผู้คนเริ่มให้ความสำคัญกับการดูเท่ในโลกออนไลน์” ดังนั้นผู้ใช้ seven39 ตามความคิดของวิคตอเรีย ส่วนใหญ่ดูเหมือนจะโหยหาช่วงเวลาที่ทุกอย่างรู้สึกอบอุ่น และผู้คนเชื่อมโยงกันอย่างจริงใจ

ว่ากันที่จริง การออกแบบโซเชียลมีเดียแบบไม่ให้คนเสพติดนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่ออกแบบไม่ให้เสพติดและยังมีคนมาใช้อย่างต่อเนื่องก็ไม่ใช่เรื่องง่าย นักข่าวจาก The Verge พบ 2 ปัญหาหลักของ seven39 ที่ผู้สร้างต้องพร้อมรับมือในอนาคต ได้แก่ การคงผู้ใช้ให้อยู่กับเว็บ และ การควบคุมแนวทางเนื้อหาบนเว็บ

ด้านการรักษาจำนวนผู้ใช้ วิคตอเรียเล่าว่า เธอเองมักจะลืมเข้าเว็บไซต์ในหลาย ๆ คืน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงเวลาที่เว็บไซต์เปิดเป็นช่วงเวลาที่เธอมักจะกินข้าวอยู่กับเพื่อนฝูง นั่นอาจกลายเป็นปัญหาได้ในอนาคตที่อาจทำให้คนเลิกใช้ไปเรื่อย ๆ

อีกปัญหาก็คือ การกลั่นกรองเนื้อหาบนเว็บ วิคตอเรียตั้งข้อสังเกตว่า ตอนนี้ seven39 ยังพอจัดการได้ แต่แม้แต่ในช่วงแรก ๆ ผู้ใช้บางคนก็เริ่มตั้งคำถามแล้วว่า ควรโพสต์เนื้อหาการเมืองหรือเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม (NSFW) ดีหรือไม่ ด้วยความที่ seven39 ขณะนี้เปรียบเสมือนหมู่บ้านน้องใหม่ที่อยู่กันอย่างอบอุ่น ข้อดีของแพลตฟอร์มเล็ก ๆ ที่ผู้ใช้สนิทกันก็คือ คนส่วนใหญ่ยังเห็นพ้องต้องกันว่า ควรเลี่ยงเนื้อหาล่อแหลมไว้ก่อนจะดีกว่า แต่แนวทางแบบนี้อาจใช้ไม่ได้ตลอดไป โดยเฉพาะถ้ามีผู้ใช้เพิ่มมากขึ้นในอนาคต

(Wikimedia Commons)

อาจไม่ใช่โมเดลธุรกิจ แต่คือการทดลองที่มีความหมาย
สำหรับในขณะนี้ ผู้คิดค้น seven39 ยังมองเว็บไซต์นี้ในฐานะ “การทดลอง” เขาบอกว่า ไม่เป็นไรเลยหากเว็บไซต์นี้จะยังคงเล็กอยู่ เขายืนยันว่าถ้าผู้ใช้มีอย่างอื่นที่อยากทำมากกว่า ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี

“บางทีนี่อาจไม่ใช่ธุรกิจที่ทำเงินได้จริง แต่มันคือไอเดียและโปรเจ็กต์ที่ผมภูมิใจ เพราะมันถูกสร้างขึ้นจากคำถามว่า ถ้าเราจะมีโซเชียลมีเดียที่เป็น ‘สังคม’ จริง ๆ เราควรใช้มันให้น้อยลงไหม?” มาร์ค ลีออนส์ กล่าว

ย้อนกลับไปที่ ฌอน พาร์เกอร์ (Sean Parker) ผู้ร่วมก่อตั้ง Napster และอดีตประธานบริษัท Facebook เขาเคยพูดถึงช่วงแรกตอนที่เขาเข้ามาบริหารว่า เป้าหมายของ Facebook ในตอนแรกเริ่มคือ “เราจะใช้เวลาของคุณและคว้าความสนใจที่คุณมีมาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

แต่เมื่อเวลาผ่านไป นักออกแบบและพัฒนาแอปฯ เหล่านั้นกลับเริ่มออกมาแสดงความเสียใจถึงสิ่งที่พวกเขาได้สร้างไว้

“สมาร์ตโฟนเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์” ผู้ออกแบบกลไกเลื่อนฟีดลงเพื่อรีเฟรชกล่าว “แต่พวกมันทำให้เราติดงอมแงม สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องดีเลย ตอนที่ผมทำงานกับสิ่งเหล่านี้ ผมยังไม่มีวุฒิภาวะพอที่จะคิดถึงผลกระทบของพวกมัน ผมไม่ได้บอกว่าผมโตขึ้นเต็มที่แล้ว แต่ผมโตขึ้นมาบ้าง และผมก็เสียใจกับผลเสียที่ตามมา”

การเกิดขึ้นของ seven39 คือการทดลองบางอย่างที่สำคัญ เสมือนการท้าทายต่อขนบดั้งเดิมว่า UX ไม่จำเป็นต้องออกแบบเพื่อจับให้เราอยู่กับหน้าจอตลอดเวลา แต่สร้างอยู่บนฐานคิดที่อยากเห็นชุมชนออนไลน์ที่จริงใจ เสมือนยุคแรกของอินเทอร์เน็ตที่ทุกคนมาสนุกกันอย่างแท้จริง

โดยเฉพาะในยุคที่บริษัทเทคโนโลยีแข่งกันแย่ง “ความสนใจ” ของผู้คน บางทีโจทย์ใหม่ที่สำคัญกว่าก็คือ จะออกแบบอย่างไรให้เรา “ละสายตา” จากจอได้บ้าง?

ที่มา : เว็บไซต์ “seven39” จาก https://www.seven39.com/
บทความ “How To Design Non-Addictive UX (It’s Really Not Hard)” โดย Bruce Nussbaum
บทความ “Ex-Facebook president Sean Parker: site made to exploit human 'vulnerability'” โดย Olivia Solon
บทความ “'Our minds can be hijacked': the tech insiders who fear a smartphone dystopia” โดย Paul Lewis
บทความ “This ’90s-esque social media site only works for three hours a day” โดย Victoria Song

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...

วิดีโอแนะนำ

ข่าว ไลฟ์สไตล์ อื่น ๆ

14 มกราคม 2545 ประธานาธิบดีบุช เกือบเสียชีวิต เพราะขนมเพร็ทเซิล?!?

ศิลปวัฒนธรรม

บอลวันนี้ โปรแกรมบอล ดูบอลสด ถ่ายทอดสด วันพุธที่ 14 ม.ค. 69

PostToday

Drag & Dazzle Sunday Brunch: ประสบการณ์บรันช์สุดอลังการที่โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์

Ticy City

"โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล กรุงเทพฯ" เปิดตัว Fitness and Wellness Centre โฉมใหม่

Manager Online

เอาใจสายชีส เสิร์ฟฟรีไม่อั้น "ดูโอ้ชีสดิป" ดิปกับอะไรๆ ก็อร่อย ที่ ชาบูชิ

Manager Online

ต้อนรับปีใหม่กับบุฟเฟต์นานาชาติ ที่ โรงแรม มิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น

Manager Online
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...