จาก UX ที่ทำให้ติดใจ... สู่ UX ที่ช่วยให้เราพักบ้าง สำรวจเทคนิคการออกแบบที่ไม่มอมเมา ตั้งแต่การสร้างตัวติดตามพฤติกรรม ไปจนถึงการจำกัดเวลาเข้าใช้งาน
…เครื่องปั่นสล็อตในกาสิโนคงจะไม่เย้ายวนเท่าทุกวันนี้ หากมันไม่มีคันโยกให้ผู้เล่นโยกเล่นได้เอง จะออกหน้าไหนก็แล้วแต่มือเรา…
ย้อนกลับไปในครั้งแรกที่ โลเรน บริชเตอร์ (Loren Brichter) คิดค้นกลไก “ดึงเพื่อรีเฟรช" (pull-to-refresh) เพื่ออัปเดตฟีดบน Twitter (ก่อนถูกเปลี่ยนชื่อเป็น X ในปี 2023) เขาได้รับเสียงชื่นชมหนาหูว่าเป็นการออกแบบที่เรียบง่าย ใช้งานได้อย่างเป็นธรรมชาติ และให้ความรู้สึกสนุกในการใช้เหมือนเวลาที่เราดึงคันโยกสล็อตแมชชีน แต่โลเรนกลับชอบการเปรียบเทียบอีกแบบหนึ่งมากกว่าว่า มันเหมือนกับ “ปุ่มปิดประตู” ในลิฟต์บางตัวที่จริง ๆ แล้วประตูปิดเองได้อยู่แล้ว แต่เราแค่ชอบกดมันก็เท่านั้นเอง
เหตุผลอันเรียบง่ายเบื้องหลังกลไกดังกล่าวเกิดมาจากข้อจำกัดทางเทคนิค นั่นคือการที่เขาไม่สามารถหาพื้นที่ในแอปฯ เพื่อวางปุ่ม “รีเฟรช” ได้พอดี จึงเลือกแก้ปัญหาด้วย “วิธีที่น่ารักและฉลาด” นี้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป กลไกดังกล่าวก็กลายเป็นหนึ่งในท่าทาง “การรีเฟรช” ที่ฝังลึกอยู่กับผู้ใช้ทั่วโลกไปตลอดกาล อย่างการแค่ “ไถลง”
การไถหน้าจอกลายเป็นอีกหนึ่งการเคลื่อนไหวอันสามัญของมนุษย์ยุคใหม่ ถึงอย่างนั้น กลไกการออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้ (UX) อย่างการดึงเพื่อรีเฟรชก็ยังเป็นเพียงเฟืองเล็ก ๆ ในชุดกลไกอีกมากมายที่ทำงานร่วมกันอย่างลงตัว เพื่อมัดใจให้ผู้ใช้อยู่กับแอปพลิเคชันนานขึ้นอีกนิด…แล้วก็อีกนิด
(Rizki Kurniawan / Unsplash)
ปัจจุบัน เราสามารถพบลูกเล่น UX ใหม่ ๆ แบบนี้ที่ถูกออกแบบมาไม่หยุด ไม่ว่าจะเป็นการสะสมคะแนนทุกครั้งที่เข้าใช้ การสร้างปุ่มไลก์เพื่อกระตุ้นโดปามีน หรือการแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ เพื่อหวังให้ผู้ใช้เกิดแรงกระตุ้นให้กลับมาเช็กและโพสต์เนื้อหาใหม่อีกครั้ง
บรูซ นูสบาม (Bruce Nussbaum) ผู้เขียนหนังสือ Creative Intelligence: Harnessing the Power to Create, Connect, and Inspire เคยกล่าวไว้ในนิตยสาร Fast Company ถึงการออกแบบ UX ว่า “การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ทำให้วงการออกแบบได้รับความสนใจจากซิลิคอนแวลลีย์ในที่สุด ก็คือการเกิดขึ้นของ UX ความสามารถในการออกแบบประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ใช้งานมือถือ ซึ่งได้สร้างมูลค่ามหาศาลให้กับบริษัทเทคโนโลยีและต่อวงการออกแบบเองด้วยเช่นกัน”
มูลค่ามหาศาลที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้มาจากอะไรที่ซับซ้อนนัก แต่มาจากความสามารถในการช่วงชิงความสนใจของมนุษย์อย่างมีประสิทธิภาพได้สำเร็จ และการออกแบบ UX ก็กลายเป็นหนึ่งในอาวุธหลักเพื่อจูงความสนใจของผู้ใช้ในยุคนี้
(pikisuperstar / Freepik)
เมื่อทุกคนกำลังจมอยู่ในทะเลแห่งสัญญาณเตือน
ในชีวิตประจำวันของเราทุกวันนี้ เต็มไปด้วยเสียงเตือนและการสั่นแจ้งเตือน ตั้งแต่รถยนต์ที่แจ้งเตือนเราเมื่อน้ำมันกำลังจะหมด ปรินเตอร์ที่แจ้งเตือนเมื่อน้ำหมึกกำลังจะหมด โทรศัพท์ที่สั่นเมื่อมีสายเรียกเข้า หรือแจ้งเตือนแบตเตอรี่ใกล้หมด นัดหมายสำคัญกำลังจะเริ่ม หรือบางครั้งก็ถึงขั้นการแจ้งเตือนภัยพิบัติ
มนุษยชาติกำลังว่ายอยู่ในทะเลแห่ง “สัญญาณเตือน” และเมื่อสิ่งเหล่านี้ผสมโรงกับ “ปัญญาประดิษฐ์” แล้ว ผลลัพธ์ก็อาจน่าหวาดหวั่นกว่าที่คิด แต่บรูซกลับไม่ได้คิดแบบนั้น เขาเสนอว่า แทนที่เราจะมองสัญญาณเตือนเป็น “ผู้ร้าย” ที่ทำให้เราเสพติด อาจถึงเวลาแล้วที่ต้องใช้มันเป็น เครื่องมือ ในการปลดล็อกจากพฤติกรรมเสพติดเหล่านั้น
“เสียงแจ้งเตือน คำเตือน และการสั่นทั้งหลาย ที่ทุกวันนี้มักถูกใช้เพื่อดึงให้เราอยู่กับอุปกรณ์ จริง ๆ แล้วมันสามารถพลิกมาใช้เพื่อลดหรือแม้แต้เลิกพฤติกรรมเสพติดนั้นได้ เพราะเครื่องมือเหล่านี้มีพร้อมอยู่แล้ว เราแค่ต้องใช้มันอย่างตั้งใจ”
ในทางคณิตศาสตร์ “ลบเจอลบ อาจกลายเป็นบวก” ฉันใดก็ฉันนั้น ในแนวทางการออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้หรือ UX เอง เทคนิคที่เคยใช้ล่อให้เราเสพติด ก็อาจกลายเป็นกลไกเพื่อ “ปลดพันธนาการ” ได้เช่นกัน
4 เทคนิค UX แบบไม่มอมเมา
เมื่อการ “เลิกเล่น” กลายเป็นโจทย์ใหม่ของนักออกแบบที่อยากคืนอำนาจให้ผู้ใช้
- ใส่อุปสรรคเข้าไปบ้าง การเสพติดอุปกรณ์ดิจิทัลนั้น พึ่งพาการเชื่อมต่อที่รวดเร็วและการตอบสนองที่ฉับไว ดังนั้นให้ชะลอทุกอย่างลง เพิ่มขั้นตอนในการใช้งานอีกสักเล็กน้อย ลดความไหลลื่นลงเพียงนิดเดียว ก็จะสามารถทำให้ “ความฟิน” จากการใช้งานลดลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ
- ใช้สัญญาณเตือนให้ชัดเจน คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าตัวเอง “เสพติด” อุปกรณ์มากแค่ไหนในแต่ละวัน ดังนั้นการให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา เช่น เวลาและความถี่ของการใช้งาน อาจช่วยให้ผู้ใช้เกิดการตระหนักรู้ พร้อมกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยสีและเสียงคือเครื่องมือที่ดีสำหรับจุดประสงค์นี้ เช่น ลองออกแบบเส้นแถบสีเขียว เหลือง หรือแดงข้างหน้าจอเพื่อแสดงระดับการใช้งาน หรือใส่เสียงเตือนที่ค่อย ๆ ดังขึ้นเมื่อผู้ใช้เริ่มใช้งานเกินขีดจำกัดหรือออกแบบอีโมจิที่ร้องขอให้ผู้ใช้ “หยุดพักบ้าง” ก็ล้วนเป็นกลยุทธ์ที่ใช้งานได้จริง
- สร้างตัวติดตาม "ความเสพติด" เช่นเดียวกับที่แอปติดตามจำนวนก้าวหรือระยะทางช่วยให้คุณรักษาสุขภาพ UX ก็สามารถออกแบบให้มี “ตัวติดตามการใช้งาน” (Tracker) ที่แสดงเวลาและระดับความเข้มข้นของการติดดิจิทัลของผู้ใช้ได้เช่นกัน การเห็นตัวเลขนาทีที่เสียไป ก็อาจช่วยลดความอยากในการใช้งานและดึงสติก่อนจะไถฟีดต่อแบบไม่หลับไม่นอน
- เสนอทางเลือกแบบ “เลิกเด็ดขาด” วิธีสุดท้ายที่อาจเรียกได้ว่า “สายแข็ง” ก็คือตัวตั้งเวลาปิดการใช้งานอุปกรณ์หลังจากผ่านไป 1, 2 หรือ 10 ชั่วโมง ใส่นาฬิกานับถอยหลังที่แสดงเวลานาทีและชั่วโมงจนกว่าจะหมดเวลาก็อาจเป็นกลไกเรียบง่ายที่ทรงพลังยิ่งกว่าที่คิด
seven39…โซเชียลมีเดียที่ขอแค่ 3 ชั่วโมงต่อวัน
จาก 4 ข้อที่กล่าวมาข้างต้น เราลองมาดูตัวอย่างจริงของโซเชียลมีเดียอย่าง seven39 ที่เลือกออกแบบโดยไม่มอมเมาด้วยการนำเทคนิค 4 ข้อข้างต้นมาปรับใช้
โซเชียลมีเดียที่เราใช้กันทุกวันนี้ ถูกพัฒนามาอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง กลเม็ดให้ผู้ใช้อยู่กับแอปพลิเคชันของตัวเองถูกพัฒนาอย่างไม่หยุดหย่อน จนทำให้ชุมชนทางอินเทอร์เน็ตแบบเว็บบอร์ดสมัยก่อนเลือนหายไป แต่ก็ยังมีบางคนที่คิดถึงมัน
“มีช่วงเวลาหนึ่งหลังเลิกเรียน ที่คุณจะเข้าไปเล่นเกมออนไลน์ หรือตอนที่เพื่อน ๆ ของคุณก็ออนไลน์และใช้ AIM (โปรแกรมส่งข้อความโต้ตอบแบบทันทีที่ได้รับความนิยมมากในช่วงปลายยุค 1990s ถึงต้นยุค 2000s) พร้อมกัน มันเป็นวงจรที่ต่อเนื่องและมีอะไรที่น่าตื่นเต้นอยู่เสมอ แล้วสุดท้าย ทุกคนก็ออกจากระบบไป” มาร์ก ลีออนส์ (Mark Lyons) ผู้สร้าง seven39 เว็บไซต์โซเชียลที่เปิดให้ใช้แค่วันละ 3 ชั่วโมง (เริ่มตั้งแต่เวลา 7:39 PM – 10:39 PM เทียบเป็นเวลาไทยคือ 7:39 AM – 10:39 AM) เล่าถึงความตั้งใจเบื้องหลังการสร้าง seven39
“เป้าหมายสูงสุดของผมในการสร้าง seven39 คือการสำรวจว่า มีวิธีอื่นในการสร้างสังคมออนไลน์อีกไหม วิธีที่คล้ายกับช่วงเวลาที่เราเคยใช้อินเทอร์เน็ตก่อนยุคที่สมาร์ตโฟนจะเข้ามาเปลี่ยนทุกอย่าง” เขากล่าวกับ The Verge
(Freepik)
สนุกได้ แต่ต้องรู้จักเลิก
จากความตั้งใจที่จะรื้อฟื้นช่วงเวลาอันหอมหวานในอดีตและความต้องการท้าทายขนบดั้งเดิมของสื่อสังคมออนไลน์ นำมาซึ่ง seven39 พร้อมความเชื่อที่ว่า “เพราะโซเชียลมีเดียนั้นดีกว่า…เมื่อพวกเราทุกคนออนไลน์พร้อมกัน ไม่มีการเลื่อนดูแบบไม่รู้จบ ไม่ต้องกลัวตกกระแส (FOMO) แค่มาสนุกด้วยกันเพียง 3 ชั่วโมงทุกเย็นเท่านั้น”
วิคตอเรีย ซอง (Victoria Song) นักข่าวจาก The Verge ตั้งข้อสังเกตถึงแอปฯ โซเชียลปัจจุบันว่า “โซเชียลมีเดียทุกแพลตฟอร์มในสมัยนี้มีสูตรเดียวกัน คือการไถหน้าจอแบบไม่รู้จบ ทำให้คุณติดอยู่ในแอปฯ นาน ๆ ยิ่งคุณเลื่อนดูนานและมีส่วนร่วมกับคอนเทนต์ดึงดูดความสนใจ (clickbait) หรือเรื่องราวของ “ดาราหลัก” ประจำวันมากเท่าไร ก็ยิ่งถูกส่งโฆษณาและลิงก์พันธมิตรมากขึ้นเท่านั้น พอถึงเวลานอน สมาธิของคุณก็แทบจะหายไป คุณได้รับความบันเทิงในระดับหนึ่ง แต่บางครั้ง คุณก็จะรู้สึกโกรธโดยไม่มีเหตุผลที่ชัดเจนเช่นเดียวกัน”
แต่สำหรับ seven39 ความไม่สิ้นสุดรูปแบบเดิมกลายเป็นความสิ้นสุดที่มีข้อจำกัดอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดให้เข้าใช้ได้แค่ 3 ชั่วโมงต่อวัน กำหนดตัวอักษร 200 ตัวอักษรต่อหนึ่งโพสต์ พูดอย่างง่าย ๆ ตามคำของวิคตอเรีย seven39 ก็คือ “การตั้งเคอร์ฟิวให้โซเชียลมีเดีย”
วิคตอเรียเล่าถึงประสบการณ์การใช้ seven39 ของตัวเธอเองว่า ผู้ใช้ส่วนใหญ่ที่เธอได้เห็นและมีปฏิสัมพันธ์ด้วย ดูจะชอบและยังแฮปปี้กับแนวคิดของเว็บไซต์นี้
วิคตอเรียตั้งคำถามในเว็บไซต์ว่า “ทำไมทุกคนถึงชอบเว็บนี้” มีผู้ใช้ชื่อ CameronBanga ตอบกลับว่า “มันเป็นที่ที่สนุก และผู้คนก็น่ารักดี” ผู้ใช้บางคนยังบอกด้วยว่า โซเชียลมีเดียยุคปัจจุบันเริ่มแย่ลง ตั้งแต่ตอนที่ “ผู้คนเริ่มให้ความสำคัญกับการดูเท่ในโลกออนไลน์” ดังนั้นผู้ใช้ seven39 ตามความคิดของวิคตอเรีย ส่วนใหญ่ดูเหมือนจะโหยหาช่วงเวลาที่ทุกอย่างรู้สึกอบอุ่น และผู้คนเชื่อมโยงกันอย่างจริงใจ
ว่ากันที่จริง การออกแบบโซเชียลมีเดียแบบไม่ให้คนเสพติดนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่ออกแบบไม่ให้เสพติดและยังมีคนมาใช้อย่างต่อเนื่องก็ไม่ใช่เรื่องง่าย นักข่าวจาก The Verge พบ 2 ปัญหาหลักของ seven39 ที่ผู้สร้างต้องพร้อมรับมือในอนาคต ได้แก่ การคงผู้ใช้ให้อยู่กับเว็บ และ การควบคุมแนวทางเนื้อหาบนเว็บ
ด้านการรักษาจำนวนผู้ใช้ วิคตอเรียเล่าว่า เธอเองมักจะลืมเข้าเว็บไซต์ในหลาย ๆ คืน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ช่วงเวลาที่เว็บไซต์เปิดเป็นช่วงเวลาที่เธอมักจะกินข้าวอยู่กับเพื่อนฝูง นั่นอาจกลายเป็นปัญหาได้ในอนาคตที่อาจทำให้คนเลิกใช้ไปเรื่อย ๆ
อีกปัญหาก็คือ การกลั่นกรองเนื้อหาบนเว็บ วิคตอเรียตั้งข้อสังเกตว่า ตอนนี้ seven39 ยังพอจัดการได้ แต่แม้แต่ในช่วงแรก ๆ ผู้ใช้บางคนก็เริ่มตั้งคำถามแล้วว่า ควรโพสต์เนื้อหาการเมืองหรือเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม (NSFW) ดีหรือไม่ ด้วยความที่ seven39 ขณะนี้เปรียบเสมือนหมู่บ้านน้องใหม่ที่อยู่กันอย่างอบอุ่น ข้อดีของแพลตฟอร์มเล็ก ๆ ที่ผู้ใช้สนิทกันก็คือ คนส่วนใหญ่ยังเห็นพ้องต้องกันว่า ควรเลี่ยงเนื้อหาล่อแหลมไว้ก่อนจะดีกว่า แต่แนวทางแบบนี้อาจใช้ไม่ได้ตลอดไป โดยเฉพาะถ้ามีผู้ใช้เพิ่มมากขึ้นในอนาคต
(Wikimedia Commons)
อาจไม่ใช่โมเดลธุรกิจ แต่คือการทดลองที่มีความหมาย
สำหรับในขณะนี้ ผู้คิดค้น seven39 ยังมองเว็บไซต์นี้ในฐานะ “การทดลอง” เขาบอกว่า ไม่เป็นไรเลยหากเว็บไซต์นี้จะยังคงเล็กอยู่ เขายืนยันว่าถ้าผู้ใช้มีอย่างอื่นที่อยากทำมากกว่า ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี
“บางทีนี่อาจไม่ใช่ธุรกิจที่ทำเงินได้จริง แต่มันคือไอเดียและโปรเจ็กต์ที่ผมภูมิใจ เพราะมันถูกสร้างขึ้นจากคำถามว่า ถ้าเราจะมีโซเชียลมีเดียที่เป็น ‘สังคม’ จริง ๆ เราควรใช้มันให้น้อยลงไหม?” มาร์ค ลีออนส์ กล่าว
ย้อนกลับไปที่ ฌอน พาร์เกอร์ (Sean Parker) ผู้ร่วมก่อตั้ง Napster และอดีตประธานบริษัท Facebook เขาเคยพูดถึงช่วงแรกตอนที่เขาเข้ามาบริหารว่า เป้าหมายของ Facebook ในตอนแรกเริ่มคือ “เราจะใช้เวลาของคุณและคว้าความสนใจที่คุณมีมาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”
แต่เมื่อเวลาผ่านไป นักออกแบบและพัฒนาแอปฯ เหล่านั้นกลับเริ่มออกมาแสดงความเสียใจถึงสิ่งที่พวกเขาได้สร้างไว้
“สมาร์ตโฟนเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์” ผู้ออกแบบกลไกเลื่อนฟีดลงเพื่อรีเฟรชกล่าว “แต่พวกมันทำให้เราติดงอมแงม สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องดีเลย ตอนที่ผมทำงานกับสิ่งเหล่านี้ ผมยังไม่มีวุฒิภาวะพอที่จะคิดถึงผลกระทบของพวกมัน ผมไม่ได้บอกว่าผมโตขึ้นเต็มที่แล้ว แต่ผมโตขึ้นมาบ้าง และผมก็เสียใจกับผลเสียที่ตามมา”
การเกิดขึ้นของ seven39 คือการทดลองบางอย่างที่สำคัญ เสมือนการท้าทายต่อขนบดั้งเดิมว่า UX ไม่จำเป็นต้องออกแบบเพื่อจับให้เราอยู่กับหน้าจอตลอดเวลา แต่สร้างอยู่บนฐานคิดที่อยากเห็นชุมชนออนไลน์ที่จริงใจ เสมือนยุคแรกของอินเทอร์เน็ตที่ทุกคนมาสนุกกันอย่างแท้จริง
โดยเฉพาะในยุคที่บริษัทเทคโนโลยีแข่งกันแย่ง “ความสนใจ” ของผู้คน บางทีโจทย์ใหม่ที่สำคัญกว่าก็คือ จะออกแบบอย่างไรให้เรา “ละสายตา” จากจอได้บ้าง?
ที่มา : เว็บไซต์ “seven39” จาก https://www.seven39.com/
บทความ “How To Design Non-Addictive UX (It’s Really Not Hard)” โดย Bruce Nussbaum
บทความ “Ex-Facebook president Sean Parker: site made to exploit human 'vulnerability'” โดย Olivia Solon
บทความ “'Our minds can be hijacked': the tech insiders who fear a smartphone dystopia” โดย Paul Lewis
บทความ “This ’90s-esque social media site only works for three hours a day” โดย Victoria Song