โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

[บทความ] Apple พึ่งเปิดตัว iOS 26 ใหม่ แต่ทำไมหุ้นทิ้งดิ่ง -2% ทันทีที่เริ่มอีเวนต์

BT Beartai

อัพเดต 12 มิ.ย. 2568 เวลา 04.31 น. • เผยแพร่ 10 มิ.ย. 2568 เวลา 14.22 น.
[บทความ] Apple พึ่งเปิดตัว iOS 26 ใหม่ แต่ทำไมหุ้นทิ้งดิ่ง -2% ทันทีที่เริ่มอีเวนต์

สาวก Apple จำนวนมากต่างยอมรับว่าบริษัท Apple เคยเป็นดั่งเจ้านวัตกรรมแห่งอุตสาหกรรมสมาร์ตโฟนและเทคโนโลยี สินค้าหลายชิ้นที่ออกมาก็พลิกโฉมโลกมานักต่อนัก ตั้งแต่เปิดตัว iPhone รุ่นแรกเมื่อปี 2007 บนเวทีนั้น สตีฟ จอบส์ (Steve Jobs) โชว์อุปกรณ์เพียงเครื่องเดียวที่รวมโทรศัพท์ iPod และอินเทอร์เน็ตเบราว์เซอร์เข้าไว้ด้วยกัน และเปลี่ยนวิถีชีวิตของผู้คนไปตลอดกาล

ทว่าเวลาผ่านไปกว่า 18 ปี ตำแหน่งผู้นำแห่งนวัตกรรมกำลังถูกสั่นคลอน จนนักลงทุนเริ่มตั้งคำถามว่า Apple กำลังช้ากว่ายุคหรือถึงขั้นถอยหลังลงคลองหรือไม่ ?

หากเรามองย้อนถึงราคาหุ้นในวันที่เปิดตัวผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะซอฟแวร์หรือฮาร์ดแวร์ ซึ่งไร้เทคโนโลยีที่สร้างความเซอร์ไพรส์แก่ผู้ใช้งานในช่วงห้าปีที่ผ่านมา

  • ปี 2020 เปิดตัว iPhone 12 series หุ้นลดลง -2.65%
  • ปี 2021 เปิดตัว iPhone 13 หุ้นขึ้น +0.61 %
  • ปี 2022 เปิดตัว iPhone 14 หุ้นเพิ่มประมาณ +1%
  • ปี 2023 เปิดตัว iPhone 15 หุ้นกลับปรับตัวลดลง -1.7%
  • ปี 2024 เปิดตัว iPhone 16 หุ้นร่วง -0.36 %

ล่าสุดปี 2025 Apple ใช้เวที WWDC 2025 เปิดตัว iOS 26 พร้อมแนวคิด “ฉลาด สวย และเฉพาะตัวกว่าเดิม” โดยปรับโฉมการแสดงผลเป็น Liquid Glass พื้นผิวโปร่งแสงที่ตอบสนองต่อแสงและภาพรอบตัวอย่างมีมิติ

รวมทั้ง Apple Intelligence รุ่นใหม่อยู่ทั่วระบบ ทำให้ iPhone เข้าใจเจตนาและบริบทของผู้ใช้ได้ละเอียดยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแปลเสียง/ข้อความทันทีระหว่าง FaceTime หรือการรู้ว่าคุณกำลังดูบัตรคอนเสิร์ตแล้วเสนอบันทึกนัดหมายให้อัตโนมัติ

แต่ราคาหุ้นของ Apple กลับลดลงอย่างกะทันหันหลังเริ่มนำเสนอมากกว่า 2.5% จากประมาณ 206 เหรียญสหรัฐฯ เหลือต่ำกว่า 201 เหรียญสหรัฐฯ ทำให้บริษัทสูญเสียมูลค่าไปกว่า 75,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในคืนเดียว ถ้านับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาดิ่งลงกว่า -17% สวนทางยักษ์เทคฯ อย่าง NVIDIA หรือ Microsoft ที่พุ่งขึ้นต่อเนื่องในกระแส AI ฟีเวอร์

ทำไมหุ้น Apple ลงแรงตั้งแต่ต้นปี ?

หนึ่งในสาเหตุหลักเลยคือ สินค้าเหล่านั้นอยู่ต่ำกว่าความคาดหวังของนักลงทุน ฝั่งวอลล์สตรีตได้หวังและรอคอยความก้าวหน้าครั้งใหญ่ด้าน AI จาก Apple มาเป็นเวลาประมาณหนึ่งปีแล้ว

แม้ iOS 26 จะดูสวย ดูใหม่ ทันสมัยขึ้นด้วย UI ดีไซน์ แต่ Apple ก็ยังขาดความล้ำอันเป็นดีเอ็นเอประจำบริษัท เพราะพวกลูกเล่นต่าง ๆ ที่ตกแต่งไม่สามารถทดแทนระบบ AI ที่หลายคนรอคอยได้เลย ในช่วงเวลาที่ Generative AI เป็นกระแสร้อนแรงอยู่ในชีวิตประจำวันของใครหลายคน

นักวิเคราะห์หลายสำนักชี้ว่า Apple Intelligence ยังไม่ก้าวหน้ามากพอ แม้จะมีฟีเจอร์ Live Translation แปลเสียงเรียลไทม์ใน FaceTime หรือ Genmoji ที่สร้างอิโมจิตามคำสั่งได้ทันที แต่ระบบยังไม่ครอบคลุมหลาย ๆ ภาษา (รวมถึงภาษาไทย) รวมถึงฝั่ง Siri เวอร์ชันใหม่ก็ยังไม่โชว์ศักยภาพเทียบเท่า ChatGPT หรือ Google Gemini

แดน ไอฟ์ (Dan Ives) นักวิเคราะห์ด้านเทคโนโลยีจาก Wedbush Securities เขียนถึงนักลงทุนว่า “WWDC ได้วางวิสัยทัศน์สำหรับนักพัฒนาไว้ แต่กลับไม่มีความคืบหน้าที่สำคัญใด ๆ เกี่ยวกับ Apple Intelligence”

ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงเดือนมกราคม หน่วยงานกำกับดูแลในสหรัฐฯ เคยสั่งให้ Apple ถอดบางสโลแกนโฆษณาเมื่อพบว่าการเคลมเรื่อง Apple Intelligence ซึ่งรวมถึง Siri รุ่นถัดไปนั้น เกินจริงไปมากเมื่อเทียบกับสิ่งที่ปล่อยออกมาให้ใช้งานจริง

จึงดูเหมือนว่าในสนาม Generative AI ฝั่ง Apple ยังสู้คู่แข่งไม่ได้ เนื่องจาก Apple Intelligence เองยังตามหลังบริษัทเทคฯ อื่น ๆ อาทิ OpenAI, Google และ Microsoft อยู่ไกลมาก โดยงานเมื่อคืนที่ผ่านมา Apple ก็ยังย้ำอีกครั้งว่าฟีเจอร์ AI ของตัวเองยังคงอยู่ในระหว่างการพัฒนาอยู่

ปีที่แล้ว Apple วางแผนใช้ AI Agents ช่วยทำงานเบื้องหลัง แต่ฟีเจอร์สรุปแจ้งเตือนและข้อความสั้น ๆ ที่ปล่อยมาใช้งานจริงกลับไม่สมบูรณ์ แถมบริษัทยังพึ่งโมเดลภายนอก (OpenAI, เจรจากับ Gemini ของ Google ยังไม่จบ) จึงเกิดคำถามว่า Apple จำเป็นต้องมี LLM ของตัวเองเมื่อไร และจะประสาน Siri-Apple Intelligence อย่างไรให้ชัดเจน

ขณะที่ฝั่งคู่แข่งกำลังเร่งเครื่องแบบเต็มสูบ Google เพิ่งโชว์ Gemini 2.5 ที่ฝังผู้ช่วย AI ตอบโต้และจดจำสิ่งที่ผู้ใช้เห็นผ่านกล้องแบบเรียลไทม์ และ OpenAI เปิดตัว GPT-4.1 เก่งงานโคดยิ่งกว่า GPT-4o รวมทั้งมีอัปเดต Advanced Voice Mode สุ้มเสียงเป็นธรรมชาติขึ้น

ผลพวงต่อจากนี้ เมื่อ AI Apple ยังไม่เก่งพอ ทำให้การแข่งในศึกสมาร์ตโฟนคงลำบากขึ้นอีก สัดส่วนรายได้หลัก Apple แบ่งตามประเภทสินค้าและบริการ ปีงบประมาณ 2024

  • มีรายได้จาก iPhone อยู่ที่ 201,183 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็น 51.5%
  • มีรายได้จาก Mac อยู่ที่ 29,984 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็น 8%
  • มีรายได้จาก iPad อยู่ที่ 26,694 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็น 7%
  • มีรายได้จากกลุ่ม Accessories (เช่น Apple Watch, AirPods) อยู่ที่ 37,005 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็น 9.5%
  • มีรายได้จากธุรกิจ Services ซึ่งครอบคลุม App Store, Apple Music, iCloud ฯลฯ อยู่ที่ 96,169 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็น 24%

นอกจากนี้รายได้ Apple ในประเทศจีนยังอาการน่าเป็นห่วง มีการลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของ Apple โดยส่วนแบ่งการตลาดของบริษัทเคยสูงถึง 27% แต่วันนี้หล่นเหลือราว 17% เท่านั้น ซึ่งถูกกดดันจากนโยบายสนับสนุนแบรนด์ท้องถิ่นอย่าง Huawei กับเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ผู้บริโภคจีนนิยมสมาร์ตโฟน Android ราคาย่อมเยา

แฟนคลับ Apple คงรู้กันดีว่า แผนการเก่าของ Apple คือการอยู่เฉย ๆ จนกว่าทุกอย่างจะสมบูรณ์แบบ แต่ในการแข่งขันด้าน AI การรอคอยอาจไม่ได้ชัยชนะ เพราะนวัตกรรมเชิงผลิตภัณฑ์ยุคต่อไป ไม่ได้ชี้วัดด้วยวัสดุชั้นเทพหรือจอ 120 Hz เท่านั้น แต่วัดว่าใครจะจับคู่ AI กับชีวิตประจำวันได้ไร้รอยต่อที่สุด

อย่างไรก็ตาม Apple ยังมีเงินสดสุทธิกว่า 160,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ บวกกับฐานผู้ใช้เกิน 2,000 ล้านเครื่อง และจุดยืนด้านความเป็นส่วนตัวที่ลูกค้าเชื่อถือ จังหวะนี้คงต้องงัดกลยุทธ์อะไรสักอย่างมาใช้ เพราะหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป Apple อาจจะกำลังเสียมูลค่าทางการตลาดลงไปเรื่อย ๆ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...