“พระนักพัฒนา วัดป่าภูกระแต” ปลูกทุเรียนจนสำเร็จหวังเป็นตัวอย่างให้ญาติโยม
ที่วัดอภิธรรมวนาราม หรือที่เรียกันติดปากว่า วัดป่าภูกระแต ตั้งอยู่ที่บ้านขี้ตุ่น หมู่ 10 ต.สำโรง อ.นาเชือก จ.มหาสารคาม เป็นพระสายวัดป่า มีพระ4 รูป บรรยากาศภายในวัด สงบร่มรื่น เย็นสบาย พร้อมล้อมรอบไปด้วยป่าสาธารณะประโยชน์ พื้นที่กว่า 700 ไร่ ที่พระและชาวบ้านช่วยกันอนุรักษ์ ถือเป็นแหล่งอาหารพื้นบ้าน หรือที่เรียกันว่าชุปเปอร์มาร์เก๊ตอีสาน ที่ชาวบ้านได้หาอยู่หากิน อุดมสมบูรณ์ไปด้วยเห็ดป่า พืชสมุนไพร นานาชนิด เป็นการลดค่าใช้จ่ายได้ระดับหนึ่ง
พระครูประภัศร์ธรรมนิวิฐ หรือ พระอาจารย์บานเย็น ปภัสสโร เจ้าอาวาสวัดอภิธรรมวนาราม หรือ วัดป่าภูกระแต ต.สำโรง อ.นาเชือก จ.มหาสารคาม เปิดเผยว่า เดิมทีพื้นที่ตรงนี้เคยมีปัญหาบุกรุกแล้วตัดไม้ทำลายป่า ทำให้พื้นที่ป่าหายไปจำนวนมาก หากยังปล่อยเอาไว้ก็คงไม่เหลือสภาพป่าให้คนรุ่นหลังได้เห็น จึงได้ร่วมกับญาติโยมขอจัดตั้งเป็นวัด เมื่อปี 2545 เพื่อต้องการที่จะอนุรักษ์ป่าที่อุดมสมบูรณ์ไว้ ไม่ให้ถูกบุกรุก แต่ชาวบ้านยังสามารถใช้ประโยชน์จากป่า เข้ามาหาของป่า ได้ตามปกติ แต่ห้ามตัดไม้ทุกชนิด ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือจากชาวบ้านเป็นอย่างดี ทำให้ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าหมดไป ซึ่งป่าไม้ก็เหมือนกับสมบัติที่ไม่มีเจ้าของ ทั้งพระทั้งชาวบ้านก็ต้องช่วยกันดูแล รักษาป่า ให้ทุกคนสามารถหาอยู่หากินได้ ร่วมกันรักษาป่าไปด้วยกัน
โดยทางวัดแบ่งพื้นที่ประมาณ 20 ไร่ มาปลูกไม้ผล อาทิ มะพร้าว เงาะ มังคุด ฝรั่ง น้อยหน่า อโวคาโด้ หมากเม่า และทุเรียน ซึ่งการที่ตัดสินใจปลูกทุเรียน ก็เพราะว่าปลูกตามกระแส ซึ่งปกติก็จะไปหาซื้อพันธุ์ไม้ มาปลูกป่าอยู่แล้ว ทั้ง ไม้ประดู่ ไม้พะยูง ไม้ยางนา โดยคนขายพันธุ์ไม้ยุว่า สนใจปลูกทุเรียนไหมหลวงพ่อ ทุเรียนที่บ้านเราก็ปลูกได้ หลวงพ่อก็เลยซื้อมา 20 ต้น เริ่มต้นปลูกปี 62 ปรากฏว่า ตายหมด ก็เลยมาหาวิธีปลูกใหม่ ลองเปลี่ยนดิน เป็นดินจอมปลวก ก็ปรากฏว่า ดินจอมปลวกเมื่อโดนฝนก็กลายเป็นตม รากเน่า ทุเรียนก็ตายอีก แต่ก็ไม่ยอมแพ้ ก็เลยศึกษาหาวิธีปลูก ซึ่งดินที่ป่าภูกระแตแห่งนี้มีคุณสมบัติพิเศษ เป็นดินแดง คล้าย ๆ กับดินภูเขา ก็เลยนำดินแดง ๆ มาทดลองปลูกทุเรียน ก็ปรากฏว่า ทุเรียนรอดตลอดพรรษา การเจริญเติบโตดี ปุ๋ยที่ใส่ก็เป็นปุ๋ยคอก ลองผิดลองถูกมาตลอด จนกระทั่งพบว่า หากอยากที่จะได้ผลผลิต ก็ต้องมีระบบน้ำ ก็เลยขุดสระขนาด กว้าง 13 เมตร ยาว 30 เมตร ลึก 3 เมตร เอาดินจากสระมาถมปลูกทุเรียน ซึ่งก็ได้ผลผลิตดี ใบงามสดใส แต่พอหน้าแล้ง ทุเรียนก็ตายอีก เพราะแดดจัด ภาษาอีสานาเรียกว่า ตายแดด ก็เลยทำสแลนคลุม ประคบประหงมอย่างดี จนกระทั่งรอดมาได้ ส่วนปุ๋ยได้ทำน้ำหมักใส่ถังไว้ใช้เอง
จากนั้นก็มาดูในเรื่องของโรคและแมลงต่าง ๆ ก็มีลูกศิษย์ลูกหาที่ทำสวนทุเรียน คอยแนะนำให้คำปรึกษา ซึ่งที่นี่จะใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพเป็นหลัก ตอนนี้ปลูกทุเรียนทั้งหมด 66 ต้น มีหลากหลายอายุ เพราะปลูกแล้วตาย ก็จะหาต้นใหม่มาปลูกทดแทน มีหลายสายพันธุ์ อาทิ หมอนทอง ชะนีไข่ ก้านยาว นกหยิบ มูซังคิง หนามดำโอวฉี่ กระดมุทอง หลง-หลินลับแล ทองนวลจันทร์ เป็นต้น นอกจากนี้ก็ยังมี เงาะ ส้มโอ อโวคาโด สะตอ ฝรั่ง กล้วย และมะพร้าว รวมถึงพืชผักสวนครัว ตลอดจนบัวขาว บัวแดง ก็มีรอบบริเวณ ซึ่งปีนี้มีทุเรียนออกลูกทั้งหมด 10 ต้น ติดลูกอยู่ประมาณ 40 ลูก จะเก็บเกี่ยวได้ประมาณเดือน สิงหาคมนี้ ความตั้งใจก็คือจะแบ่งให้ญาติโยมที่มาทำบุญที่วัดประจำได้ลองชิมก่อน
ซึ่งผลไม้ในสวน หากมีผลผลิตเมื่อไหร่ ชาวบ้านอยากได้ อยากกิน ก็มาเอาไปกินได้ สิ่งที่พระอาจารย์ทำ ก็เพียงแต่อยากให้ญาติโยมได้ดูเป็นตัวอย่าง แล้วเอาไปลงมือทำ เมื่อเราทำสำแร็จแล้ว อยากให้ชาวบ้านมาดู ว่าบ้านเราก็สามารถทำได้ ดินตรงไหนก็ทำได้ อยู่ที่ใจของเรา ถ้าใจเรามุ่งมั่นมีความพยายาม ไม่ย้อท้อต่ออุปสรรค ก็จะสามารถฝ่าฟันไปได้ ส่วนต้นกล้าที่เพาะไว้เพื่อให้ชาวบ้านได้นำไปปลูกเพื่อลดค่าใช้จ่ายโดยไม่ต้องไปซื้อ
นอกจากนี้ทางวัดก็ยังได้ติดตั้งแผงโซลาเซลล์ เพื่อใช้สูบน้ำไปเก็บไว้บนแท้งค์ และปล่อยน้ำลงสระ เพื่อให้มีน้ำใช้หมุนเวียนตลอดทั้งปี สามารถแก้ปัญหาภัยแล้งได้ และทำให้สามารถประหยัดค่าไฟของทางวัดได้ถึง 70% จากเดิมที่เคยค่าไฟวัดเดือนละหมื่นกว่าบาท ลดลงเหลือเดือนละประมาณ 3,000-4,000 บาท