โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“พิธีกลบบัตรสุมเพลิง” ธรรมเนียมชาววังสุดเคร่ง เมื่อคนธรรมดาเกิดหรือตายในวังหลวง

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 11 มิ.ย. 2568 เวลา 05.54 น. • เผยแพร่ 10 มิ.ย. 2568 เวลา 06.53 น.
เหล่าหญิงสาวสามัญชนชาวสยามในอดีต

“พิธีกลบบัตรสุมเพลิง” ธรรมเนียมชาววังสุดเคร่ง เมื่อคนธรรมดาเกิดหรือตายในวังหลวง

“พระบรมมหาราชวัง”หรือ “วังหลวง”เป็นศูนย์กลางของราชสำนักที่ใช้บริหารราชการแผ่นดินและเป็นสถานที่ประทับหลักของพระมหากษัตริย์ในพระบรมราชจักรีวงศ์ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 จนถึงรัชกาลที่ 5

แม้ว่าตั้งแต่รัชกาลที่ 6 เป็นต้นมา บทบาทของวังหลวงจะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์จะเสด็จมาประทับในโอกาสพิเศษบ้างเป็นครั้งคราว แต่คุณค่าและความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่แห่งนี้ก็ยังคงอยู่อย่างเต็มเปี่ยมดั่งเช่นแรกสร้าง

เนื่องจากปฐมฤกษ์การก่อร่างสร้างพระบรมมหาราชวังใน พ.ศ. 2325 ในสมัยรัชกาลที่ 1 เมื่อครั้งทรงสถาปนากรุงเทพฯ เป็นเมืองหลวง สิ่งที่ราชสำนักสยามทำเป็นลำดับแรกๆ คือ การทำพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์อย่างการอัญเชิญเทพยดาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาสถิตเพื่อปกปักรักษา รวมถึงเพื่อเป็นสิริมงคลแก่องค์พระมหากษัตริย์และบ้านเมืองตามโบราณราชประเพณี

ด้วยเหตุนี้ พระบรมมหาราชวังจึงเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์กลางทางการเมือง หากแต่ยังเปรียบเสมือนที่ประทับขององค์สมมติเทพ

เมื่อเป็นเช่นนั้น คติความเชื่อที่ว่า ห้ามโลหิตของสามัญชนคนธรรมดาตกลงบนธรณีในเขตพระราชฐานอันศักดิ์สิทธิ์ จึงถือกำเนิดมาคู่กัน

แล้วถ้าเกิดเหตุสุดวิสัยที่ว่านี้ในพระบรมมหาราชวังจะต้องทำอย่างไร ?

ชาววังทุกยุคทุกสมัยจะรู้กันว่า สิ่งที่ต้องทำหากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น คือ การทำพิธี “กลบบัตรสุมเพลิง” หรือที่ในเอกสารโบราณต่างๆ จารึกไว้ว่า พิธี“กลบบาตร”

กลบบัตรสุมเพลิงเป็นธรรมเนียมตามความเชื่อแบบพราหมณ์ในราชสำนักสยาม กระทำเพื่อปัดเป่าเสนียดจัญไรที่เกิดขึ้น เมื่อมีคนธรรมดาสามัญมาเกิด ตาย หรือเหตุใดๆ ก็ตาม อันเป็นเหตุให้โลหิต (เลือด) ต้องตกลงในเขตพระบรมมหาราชวัง และยังถือเป็นการถอนดวงจิตของผู้ตายที่สถิตอยู่ให้ออกไปนอกเขตพระราชฐานอีกด้วย

พราหมณ์ที่รับหน้าที่นี้ในวังหลวงเรียกว่า“พราหมณ์พฤติบาศ”เป็นพราหมณ์กลุ่มหนึ่งที่ดูแลช้างหลวงและจัดการพิธีต่างๆ ที่ใช้สำหรับขับไล่สิ่งอัปมงคลที่เกิดขึ้นในราชสำนัก

ลำดับพิธีการ คือ เริ่มแรกจะต้องสร้างศาลเพียงตาขึ้นมาหลังหนึ่ง ตามด้วยการขุดดินบริเวณที่โลหิตของสามัญชนตกลงให้เป็นหลุมกว้างและยาวอย่างละ 2 ศอก ความลึกประมาณศอกกว่าๆ

เมื่อขุดหลุมเรียบร้อยแล้วให้นำแกลบมาใส่ในหลุมให้เต็ม และจุดไฟเผาทันที เพราะเชื่อว่าไฟคือตัวกลางที่จะเผาไหม้สิ่งอัปมงคลที่ดีที่สุด

จากนั้น พราหมณ์พฤติบาศจะโปรยเครื่องสังเวยจำนวน 7 หยิบมือลงไปในหลุม พร้อมกับอ่านโองการเพื่อปัดเป่าเสนียดจัญไรออกไป และต้องมีการประโคมแตรเป่าสังข์ในขณะทำพิธีไปด้วย เมื่อเสร็จแล้วจึงเอาดินมากลบหลุม ถือว่าพิธีเสร็จเรียบร้อย

หากหาจุดเริ่มต้นของพิธีกลบบัตรสุมเพลิงในภูมิภาคนี้ จะพบหลักฐานที่ย้อนไปได้ถึงครั้งสถาปนากรุงศรีอยุธยาในสมัยพระเจ้าอู่ทอง พ.ศ. 1893 ดังที่มีบันทึกไว้ในพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา ความว่า

ศุภมัสดุศักราช ๗๑๒ ปีขาล โทศก (พศ. ๑๘๙๓) วันศุกร์ ขึ้น ๖ ค่ำเดือน ๕ เพลาสามนาฬิกาเก้าบาท สถาปนากรุงศรีอยุธยา ชีพ่อพราหมณ์ ให้ตั้งฤกษ์ตั้งพิธีกลบบาตร ให้สังข์ทักษิณาวัฏ ใต้ต้นหมันใบหนึ่ง แล้วสร้างพระที่นั่ง ไพฑูรย์มหาปราสาทองค์หนึ่ง สร้างพระที่นั่งไพชยนต์มหาปราสาทองค์หนึ่ง แล้วพระเจ้าอู่ทองก็เสด็จมาเสวยราชสมบัติ”

จากพระราชพงศาวดารจะเห็นได้ว่า ในกรณีนี้ “กลบบัตรสุมเพลิง” มีขึ้นเพื่อปัดเป่าสิ่งไม่ดีที่อยู่ในพื้นที่มาก่อนอยู่แล้ว พระเจ้าอู่ทองจึงทรงให้พราหมณ์ทำพิธี เพื่อเตรียมพื้นที่สร้างพระบรมมหาราชวัง และเพื่อสถาปนากรุงศรีอยุธยาให้เป็นราชธานีที่มิมีมลทิน

หลังจากนั้นยังปรากฏหลักฐานการบันทึกถึงพิธีดังกล่าวเรื่อยมา ในกรณีที่เกิดเหตุสุดวิสัยขึ้นภายในพระบรมมหาราชวัง โดยเฉพาะเมื่อมีเหตุการณ์เลือดตกยางออก แต่เลือดนั้นมิได้มาจากพระมหากษัตริย์ สมเด็จพระบรมราชินี พระราชโอรส พระราชธิดาของพระเจ้าอยู่หัว หรือพระบรมวงศานุวงศ์

อย่างเมื่อครั้งสมัยรัชกาลที่ 4 พ.ศ. 2409 เจ้าจอมเป้าในรัชกาลที่ 4 ขัดเคืองที่“อีกิมจู”ทาสหญิงในเรือนหนีไป พอจับได้ก็สั่งเฆี่ยนจนตายในวังหลวง เมื่อความทราบถึงพระกรรณ พระเจ้าอยู่หัวทรงไม่พอพระทัย เห็นว่าเป็นเรื่องอัปมงคล จึงทรงมีรับสั่งให้เจ้าจอมเป้าจัดละครและทำขวัญ พร้อมทำพิธีกลบบัตรสุมเพลิงขึ้นเพื่อสะเดาะเคราะห์

หรืออีกเหตุการณ์ใหญ่ คือ “กบฏบวรเดช”สมัยรัชกาลที่ 7 ก็มีเรื่องเล่าสุดระทึกที่ทำให้วังหลวงเกือบจะได้จัดพิธีกลบบัตรสุมเพลิงขึ้นอีกครั้ง ดังที่งานเขียน “พ. 27 สายลับพระปกเกล้าฯ และหัวหน้าวิทยุกระจายเสียงภาคไทย ของกองบัญชาการทหารสูงสุดพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 2 เล่ม 2 ตอน ‘ชนะแน่คือหนี’ ” เล่าเอาไว้ว่า

“…เครื่องบินตกลงพังพินาศ สิบตรีแฉล้ม นักบินสลบคาที่และกำลังจะตายเจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังต้องรีบหามออกไปให้สิ้นใจภายนอกกำแพงวัง เพื่อหลีกเลี่ยงการที่จะต้องประกอบพิธี ‘กลบบัตรสุมเพลิง’ ณ จุดที่ถึงแก่กรรม โดยพราหมณ์ราชพิธี จะต้องกระทำในเมื่อมีผู้ที่มิใช่พระราชวงศ์เข้ามาตายในเขตพระบรมมหาราชวัง เป็นการ ‘ปัดรังควาน’ ตามประเพณีของราชสำนัก…”

แม้ว่าหลักฐานที่ชี้ว่าการ “กลบบัตรสุมเพลิง” มีการทำพิธีครั้งล่าสุดในสมัยรัชกาลที่ 6 แต่ปัจจุบันในทางปฎิบัติผู้มีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยในวังหลวงจะยังคงคอยระแวดระวังไม่ให้สามัญชนคนทั่วไปเข้ามาทำการอะไรก็ตามอันเป็นเหตุให้เลือดต้องตกในวังหลวง อย่างที่เคยปฎิบัติกันมาตามโบราณราชประเพณี เพื่อให้พระบรมมหาราชวังอันเป็นศูนย์รวมใจของประชาชนคงความเป็นสิริมงคลและความศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านเมืองต่อไป

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

คณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก . “พราหมณ์พฤฒิบาศ”. พระราชพิธีบรมราชาภิเษก. เข้าถึงเมื่อ 4 มิถุนายน 2568. https://phralan.in.th/coronation/vocabdetail.php?id=368

อ.ก. รุ่งแสง. เรื่องตอนหนึ่งในประวัติชีวิตอันไม่สู้จะราบรื่นของ พ.27 สายลับพระปกเกล้าฯ เนรเทศตนเองไปอยู่ต่างแดน และได้เป็นหัวหน้าวิทยุกระจายเสียงภาคไทยของกองบัญชาการทหารสูงสุดสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ไทยเขษม, 2521.

เกร็ดความรู้.พิมพ์เป็นอนุสรณ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ พันเอก หลวงไกรสงคราม, ณ ฌาปนสถานกองทัพบก วัดโสมนัสวิหาร พระนคร, วันอังคารที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2510. พระนคร: ม.ป.ท., 2510.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 10 มิถุนายน 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “พิธีกลบบัตรสุมเพลิง” ธรรมเนียมชาววังสุดเคร่ง เมื่อคนธรรมดาเกิดหรือตายในวังหลวง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...