โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ลูกคาใจ พ่อถูกครูขับเก๋งชนเสียชีวิต สุดท้ายกลายเป็นผู้ต้องหา แถม ตร.สั่งไม่ให้เปิดเผยวงจรปิด

Khaosod

อัพเดต 11 มิ.ย. 2568 เวลา 14.27 น. • เผยแพร่ 11 มิ.ย. 2568 เวลา 13.25 น.

ลูกคาใจ พ่อถูกครูขับเก๋งชนเสียชีวิต สุดท้ายกลายเป็นผู้ต้องหา ทั้งที่ถูกชนท้าย แถมไปหาวงจรปิด เจ้าของร้านกลับบอกว่า ตำรวจสั่งห้ามให้เด็ดขาด

วันที่ 11 มิ.ย.68 นายรณกร (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 33 ปี พร้อมครอบครัว เดินทางมาที่ บก.ภ.จว.กาญจนบุรี เพื่อยื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อ ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 24 ม.ค.68 ระหว่างที่ นายจิตติน อายุ 71 ปี ซึ่งเป็นพ่อของตน ขี่รถจยย.ออกจากบ้านเพื่อไปรับหลานสาว วัย 5 ขวบ จากโรงเรียน โดยใช้เส้นทางถนนสายเลี่ยงเมืองกาญจนบุรี ช่วงหน้าสถานธนานุบาลของเทศบาลเมืองปากแพรก ต.ปากแพรก อ.เมืองกาญจนบุรี

ระหว่างขี่รถจยย.อยู่ในเลนขวาเพื่อเตรียมจะกลับรถ ก็ถูกครูหนุ่มของโรงเรียนแห่งหนึ่งขับรถเก๋งพุ่งชนท้าย จนร่างของพ่อ กระเด็นตกกระแทกพื้นเสียชีวิตคาที่ ส่วนหลานสาววัย 5 ขวบ ได้รับบาดเจ็บสาหัส

หลังจากเกิดอุบัติเหตุ เวลาผ่านมานานหลายเดือน ปรากฏว่า พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี ได้สรุปสำนวนส่งพนักงานอัยการ และชี้ว่า พ่อของตนซึ่งเป็นผู้ขับขี่รถจยย.มาในทางตรงตามปกติ และถูกรถพุ่งชนท้ายจนเสียชีวิต กลายเป็นฝ่ายผิด และกลายเป็นจำเลย ในความผิดฐานขับรถโดยประมาท สร้างความสงสัย ให้กับครอบครัวเป็นอย่างมาก จึงตัดสินใจเดินทางมายื่นหนังสือร้องขอความเป็นธรรมกับ ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี ในวันนี้

แต่เนื่องจาก ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี เดินทางไปราชการที่ จ.นครปฐม จึงได้มอบหมายให้ พ.ต.อ.อภิชาติ ศรีทองกุล รอง ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี เป็นผู้รับเรื่องร้องเรียนจาก นายรณกร โดยหลังจากได้รับทราบข้อมูลจาก นายรณกร พร้อมคลิปกล้องวงจรปิดที่ทางครอบครัวผู้เสียชีวิตไปเสาะหามาจากจุดเกิดเหตุ รอง ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี รับปากว่า จะเร่งรัดตรวจสอบคดีนี้อย่างละเอียดอีกครั้ง และจะให้ความเป็นธรรมกับครอบครัวของผู้เสียชีวิตอย่างแน่นอน

ขณะที่ นายรณกร ให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวว่า ตนและครอบครัวรู้สึกว่าคดีนี้ไม่ได้รับความเป็นธรรม เนื่องจากตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี ไม่ยอมให้ตนและคนในครอบครัว ได้เห็นสำนวนการสอบสวนคดีนี้แม้แต่ครั้งเดียว โดยบอกว่าให้รอไปดูสำนวนที่อัยการเลยทีเดียว

ซึ่งคดีนี้ ในวันเกิดเหตุ ตนได้มีโอกาสพูดคุยกับคนขับรถเก๋งคันก่อเหตุ ซึ่งเป็นครูโรงเรียนชื่อดังแห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรี และตัวคนขับรถเก๋ง ยังกล่าวคำขอโทษพร้อมแสดงความเสียใจ และบอกว่า ไม่ทันสังเกตเห็นรถจยย.ของพ่อตนที่ขี่อยู่ด้านหน้า จึงชนท้ายเข้าอย่างจัง เป็นเหตุให้พ่อของตนเสียชีวิต และหลานสาวได้รับบาดเจ็บหนัก

เมื่อคนขับ ยอมรับว่าเป็นฝ่ายผิด ตนจึงคิดว่าคดีไม่น่าจะมีปัญหาอะไร กระทั่งมาทราบจากอัยการว่า พนักงานสอบสวนเจ้าของคดี นำสำนวนส่งอัยการ โดยสรุปว่าพ่อของตนเป็นฝ่ายผิด ขี่รถตัดหน้ารถเก๋ง และกลายเป็นผู้ต้องหาในคดี ทำให้ตนและครอบครัวรู้สึกเกิดความสงสัยเป็นอย่างมาก

จึงได้พยายามออกติดตามเสาะหากล้องวงจรปิดบริเวณจุดเกิดเหตุ แต่ก็ได้รับการปฏิเสธจากเจ้าของร้านที่มีกล้องวงจรปิดอยู่บริเวณจุดเกิดเหตุ โดยเจ้าของร้านบอกว่า ตำรวจสั่งไว้ว่าไม่ให้มอบคลิปวงจรปิดนี้กับใครอย่างเด็ดขาด ตนและครอบครัวจึงพยายามขอร้องเจ้าของร้าน จนเจ้าของร้านยอมมอบคลิปวงจรปิดให้มา

เมื่อตรวจสอบคลิปวิดีโอจากกล้องวงจรปิดแล้ว จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ในช่วงที่เกิดเหตุนั้น พ่อของตนขี่รถจยย.อยู่ในเลนขวามาตามปกติเพื่อรอที่จะกลับรถ แต่รถเก๋งของผู้ก่อเหตุที่ขับมาจากด้านหลัง กลับพุ่งชนรถจยย.ของพ่อตนอย่างจัง โดยไม่มีแม้แต่การพยายามเบรกรถ ซึ่งสอดคล้องกับร่องรอยบนพื้นถนนที่ไม่มีร่องรอยการเบรครถแต่อย่างใด

จึงตัดสินใจเดินทางเข้าร้องเรียนต่อ ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี เพื่อให้ช่วยตรวจสอบการทำหน้าที่ของพนักงานสอบสวนในคดีนี้ และให้ช่วยพิจารณาจากหลักฐานคลิปวิดีโอกล้องวงจรปิด ที่ตนและครอบครัวไปเสาะหามาได้ ว่าในลักษณะการชนแบบนี้ พ่อของตนที่เป็นฝ่ายเสียชีวิตและหลานสาววัย 5 ขวบได้รับบาดเจ็บสาหัส กลับเป็นฝ่ายผิดต้องถูกดำเนินคดี เป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือไม่อย่างไร

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ลูกคาใจ พ่อถูกครูขับเก๋งชนเสียชีวิต สุดท้ายกลายเป็นผู้ต้องหา แถม ตร.สั่งไม่ให้เปิดเผยวงจรปิด

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...