ค้าปลีกซึม ‘จีนหาย-ไทยลดซื้อ’ อัดโปรฯ - โหมอีเวนต์ถี่ปั๊มยอด
ความผันผวนและความไม่แน่นอนของหลายปัจจัยเสี่ยง ภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง กระทบการใช้จ่ายของผู้บริโภค “รัดเข็มขัดมากขึ้น” ขณะที่นักท่องเที่ยวต่างชาติมาเยือนไทยไม่ฟื้นตัวตามเป้าหมาย โดยเฉพาะ “นักท่องเที่ยวจีน” ลดลงเท่าตัวจากเป้าหมาย 8 ล้านคน คาดเหลือเพียง 5 ล้านคนในปีนี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจค้าปลีก บรรดาศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าต่างๆ ที่เคยเนืองแน่นไปด้วยลูกค้าชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ วันนี้บางแห่ง “ลูกค้าบางตา” หากแต่ศูนย์การค้าย่านใจกลางเมืองและเมืองท่องเที่ยวหลักบางแห่งมีภาพสวนทาง ปริมาณลูกค้ากลับขยายตัวเพิ่มขึ้น แต่ยอมรับว่าสถานการณ์ในภาพรวมชะลอตัวตามสภาพเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ระมัดระวังมากขึ้น คิดนานขึ้น ก่อนควักเงินจ่าย
นางสาววัลยา จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารศูนย์การค้าเซ็นทรัล กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจชะลอตัว หรือถดถอยในเวลานี้ ทำให้ผู้บริโภคมีความระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ในฐานะผู้ประกอบการต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด พร้อมปรับตัวให้ทัน
“เชื่อว่าสถานการณ์ยังไปได้ สภาพตลาดมีการปรับเปลี่ยนตลอดเวลา ก็ต้องปรับดีมานด์ให้สอดคล้องแต่ละสถานการณ์ แม้เศรษฐกิจไม่เอื้ออะไรมาก แต่เราเป็นบริษัทที่ต้องเติบโตและมั่นใจในกลยุทธ์รีเทลมิกซ์ยูส ทำให้ได้รับผลกระทบน้อย เพราะโครงการมีความสะดวก สบาย ครบวงจร ลูกค้าชอบ”
จีนหาย “1 ล้านคน” ยุโรปพุ่ง 30%
นายณัฐกิตติ์ ตั้งพูลสินธนา กรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาด เซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า จากการประเมินตลาดนักท่องเที่ยวจีน ที่มีการปรับลดลง 1 ล้านคน ไม่กระทบต่อศูนย์การค้าเซ็นทรัลมากนัก เพราะยังมีกลุ่มนักท่องเที่ยวอื่นทดแทนทั้งจากยุโรปเพิ่มขึ้น 30% จากอิตาลี นอร์เวย์ อังกฤษ รวมถึงกลุ่มซีแอลเอ็มวี (กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม) โดยเฉพาะจากมาเลเซีย ทำให้สาขาในเมืองท่องเที่ยวขยายตัวดี ทั้งอุดรธานี อุบลราชธานี หาดใหญ่ และภูเก็ต
โดยเรือธงอย่าง “เซ็นทรัลเวิลด์” ลูกค้าใช้บริการเฉลี่ยมากกว่า 1 แสนคนต่อวัน และเพิ่มขึ้นในช่วงที่งานอีเวนต์ใหญ่ สำหรับภาพรวมทราฟฟิกทุกศูนย์การค้าอยู่ที่ประมาณ 1.4 ล้านคนต่อวัน จากแผนการตลาดเชิงรุกต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลัง เชื่อว่าจะผลักดันทราฟฟิกขยายตัว 25-30%
“วัน แบงค็อก” เดินหน้าดันทราฟิก
นางสาวพลินี คงชาญศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายรีเทล โครงการ วัน แบงค็อก กล่าวว่า ภาพรวม “วัน แบงค็อก” ช่วงไฮซีซันเดือน ธ.ค.ปี 2567 ลูกค้าใช้บริการ 4.5 ล้านคนต่อเดือน แต่เดือน ก.พ. และ มี.ค. 2568 ปรับลดลงมาอยู่ที่ 3 ล้านคนต่อเดือน เป็นไปตามฤดูกาลค้าปลีกและเหตุการณ์แผ่นดินไหวเข้ามากระทบช่วงสั้น โดยเดือน เม.ย. กลับมาเพิ่มขึ้นระดับ 4 ล้านคนต่อเดือน
ประเมินภาพรวมลูกค้าเข้ามาใช้บริการเฉลี่ย 1.2 แสนคนต่อวัน ช่วงวันธรรมดา ส่วนวันหยุด เพิ่มเป็น 1.5 แสนคนต่อวัน ยอดคนเข้ามาทำงานในอาคารสำนักงาน 10,000 คนต่อวัน
“วัน แบงค็อก เดินหน้าตามแผนที่วางไว้ ร้านค้าและแบรนด์ต่างๆ ทยอยเปิด อาจมีดีเลย์ไปบ้าง แต่ไม่มีร้านค้าปิดตามข่าวลือในโซเชียลแต่อย่างใด ทุกแบรนด์ลงทุนไปแล้วและเป็นการลงทุนระยะยาว”
นอกจากนี้ วัน แบงค็อก เน้นทำอีเวนต์ทุกสัปดาห์ มีแคมเปญโปรโมชั่นดึงดูดลูกค้า เดือน มิ.ย.มีอีเวนต์ใหญ่เทศกาลไพร์ดต่อด้วยงานครบรอบ 1 ปี เทศกาลเฟสทีฟ และเคานต์ดาวน์
นางสาวพลินี กล่าวต่อว่า สถานการณ์ภายนอกที่ควบคุมไม่ได้อย่างตลาดนักท่องเที่ยวจีนลดลง มีผลต่อศูนย์การค้าเช่นกัน โดยมุ่งขยายฐานนักท่องเที่ยวจากยุโรป สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอินเดีย ที่เข้ามาท่องเที่ยวไทยในระดับสูง เป็นตลาดที่มีความเข้มแข็ง หนุนให้ภาพรวมศูนย์การค้าสร้างยอดทราฟฟิกกลับมาถึงระดับ 4.5 ล้านคนต่อเดือน
ครึ่งปีแรกลูกค้าเพิ่ม 15%
นางสาววรลักษณ์ ตุลาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มการตลาด บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ เอ็มโพเรียม เอ็มควอเทียร์ เอ็มสเฟียร์ และพารากอน ดีพาร์ทเม้นท์สโตร์ กล่าวว่า จากการประเมินภาพรวมครึ่งปีแรกปริมาณลูกค้าหมุนเวียนขยายตัว 15% โดยเฉพาะสาขารอบนอก เดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ บางกะปิ เติบโตสูงกว่า 20% จากการปรับพื้นที่ เพิ่มแบรนด์ใหม่ และทำตลาดอย่างเข้มข้น โดยเฉลี่ยมีการจัดโปรโปรโมชั่นและแคมเปญการตลาดทุกสัปดาห์
อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจศูนย์การค้าต่างๆ พบว่าลูกค้าใช้บริการต่อเนื่อง โดยกลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ ซึ่งมีโกลบอลเดสติเนชั่นใจกลางกรุงเทพฯ อย่างวันสยาม ประกอบด้วย สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ และสยามดิสคัฟเวอรี่ รวมกว่า 2.5-3 แสนคนต่อวัน ส่วนไอคอนสยาม ปัจจุบัน มีทราฟิก 1-1.2 แสนคนต่อวันในวันธรรมดา และวันหยุด 1.2-1.4 แสนคนต่อวัน เป็นลูกค้าคนไทย 60% ต่างชาติ 40% โดยช่วงไฮซีซันปลายปี สัดส่วนลูกค้าปรับเปลี่ยนเป็นคนไทย 50% ต่างชาติ 50%
ด้านศูนย์การค้าเอ็ม บี เคเซ็นเตอร์ มีทราฟฟิกเฉลี่ย 80,000 คน ถึง 1 แสนคนต่อวัน เป็นคนไทย 60% ต่างชาติ 40% ส่วนใหญ่เป็นยุโรปและอินเดีย จากประเทศจีนมีน้อยมาก
กำลังซื้ออ่อนแรง ภูธรทรุดหนัก
นายสมชาย พรรัตนเจริญ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมค้าส่ง-ค้าปลีกไทย กล่าวว่า จากการสอบถามซัพพลายเออร์สินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของประเทศพบว่า กำลังซื้อลดลงอย่างชัดเจน ทำให้ยอดขายห้างค้าปลีกสมัยใหม่ลดลง 20% ผู้ประกอบค้าส่งและค้าปลีก บางพื้น ยอดขายปรับลดลงเช่นกัน รวมถึงตลาดสดทำเลต่างจังหวัดหลายแห่งค่อนข้างเงียบ และมีหลายทำเลปิดให้บริการ
“ผู้บริโภคต่างปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้จ่าย เน้นเลือกซื้อสินค้าราคาคุ้มค่า สินค้าโปรโมชั่น เลือกซื้อสินค้าผ่านออนไลน์มากขึ้น ผู้ประกอบการทั้งห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ ร้านสะดวกซื้อต่างแข่งขันด้านราคาระดับสูง เพื่อเพิ่มทราฟิกและยอดขาย”
โดยปัจจัยสำคัญที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมีทั้งจากตลาดนักท่องเที่ยวมาเยือนไทยลดลงตามเศรษฐกิจโลก กำลังซื้อในประเทศอ่อนแรงตามราคาสินค้าเกษตรกระทบกำลังซื้อกลุ่มใหญ่ของประเทศโดยเฉพาะเกษตรกร
ดัชนีเชื่อมั่นค้าปลีกดิ่ง-ความถี่ใช้บริการวูบ
ทั้งนี้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ค้าปลีก (RSI) สำรวจโดยสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ร่วมกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่า ความเชื่อมั่นเดือน พ.ค. อยู่ที่ 38.1 จุด ลดลง 9.7 จุด อยู่ในระดับต่ำกว่าระดับ 50 สะท้อนถึงความไม่เชื่อมั่นต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทย รวมถึง ดัชนี 3 เดือนข้างหน้าลดลงจาก 47.0 จุด มาอยู่ที่ 38.8 จุด หรือ ลดลง 8.2 จุด แสดงถึงสัญญาณกำลังซื้อในประเทศไทยที่อยู่ในภาวะถดถอย และความกังวลต่อเศรษฐกิจในระดับสูง
ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นต่อยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการต่อยอดขาย ยอดใช้จ่ายต่อใบเสร็จ (Spending per Bill หรือ Per Basket Size) และความถี่ในการใช้บริการ (Frequency) เดือน พ.ค. เทียบเดือน เม.ย. ปรับลดลงทั้งหมด โดย SSSG จาก 48.8 จุดในเดือน เม.ย. ลดลง 11.3 จุด อยู่ที่ 37.5 จุด ในเดือน พ.ค. ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการต่อยอดขาย ยอดใช้จ่ายต่อใบเสร็จ ลดลงจากเดือน เม.ย. ที่ 47.0 จุด อยู่ที่ 39.2 จุด ในเดือน พ.ค. หรือ ลดลงถึง 7.8 จุด ด้านความถี่ในการใช้บริการ จาก 47.8 จุด ในเดือน เม.ย. อยู่ที่ 37.5 จุดในเดือน พ.ค. ลดลงถึง 10.3 จุด
ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อดัชนีความเชื่อมั่นมาจากตลาดหลักพื้นที่กรุงเทพฯ ที่มีลูกค้าค่อนข้างเบาบางลง จากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง การเข้าสู่ช่วงเปิดเทอม ทำให้ผู้บริโภคระวังการจับจ่าย