โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

‘ไทย’ เว้นภาษีคริปโท 5 ปี หวังเป็นฮับดิจิทัลในภูมิภาค

TODAY

อัพเดต 17 มิ.ย. 2568 เวลา 20.43 น. • เผยแพร่ 17 มิ.ย. 2568 เวลา 13.42 น. • workpointTODAY

ถ้าจำกันได้เมื่อต้นปี ‘ทักษิณ ชินวัตร’ อดีตนายกรัฐมนตรี เคยออกมาแสดงความเห็นว่าหนึ่งในโอกาสและอนาตตของการลงทุนในไทย คือ การผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของ ‘ระบบบล็อกเชน’ และ ‘คริปโทเคอร์เรนซี’ เพราะเชื่อว่าไทยมีความพร้อม และบอกด้วยว่าวางแผนนำร่องทำแซนด์บ็อกซ์ที่ภูเก็ต ใช้คริปโทฯ เป็นสกุลเงินในการแลกเปลี่ยน รวมถึงสเตเบิ้ลคอยน์ที่อยากจะผลักดันออกมาด้วย โดยหวังจะพัฒนาเป็นระบบภายในปีนี้

ความคืบหน้าล่าสุด วันนี้ (17 มิ.ย.68) คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอร่างกฎกระทรวงว่าด้วยการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับกำไรจากการขายสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งถือเป็นหนึ่งใน มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Hub) ของโลก

โดยรัฐบาล ระบุว่า มาตรการนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการดันไทยให้เป็นผู้นำในโลกของคริปโทฯ และโทเคนดิจิทัล ซึ่งจะเปิดทางให้นักลงทุนรายย่อยสามารถ ขายคริปโทฯ หรือโทเคนดิจิทัลได้โดยไม่ต้องเสียภาษี ตั้งแต่ปี 2568 ไปจนถึงสิ้นปี 2572 คิดเป็นระยะเวลา 5 ปีเต็ม

[ เงื่อนไขการยกเว้นภาษี ]

สำหรับบุคคลธรรมดาที่ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น คริปโทเคอร์เรนซี หรือโทเคนดิจิทัลจะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับกำไรส่วนทุน (Capital Gains) เฉพาะในกรณีที่ทำธุรกรรมผ่านแพลตฟอร์มที่ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. ได้แก่

  • ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Exchange)
    [    * นายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล \(Broker\) ,     * ผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล \(Dealer\) ]

จากเดิมที่นักลงทุนต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% และต้องนำไปรายงานในภาษีเงินได้ประจำปีอีกครั้ง ตอนนี้ไม่ต้องเสียเลย หากเข้าเงื่อนไขพูดง่ายๆ ว่า ถ้าได้กำไรจากคริปโทไม่ต้องเสียภาษีเลยเหมือนกัน

เงื่อนไขจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2572 และจะต้องทำผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายเท่านั้น

หมายความว่าถ้าเราเทรดหรือขายคริปโตหลังวันที่ 1 มกราคม 2568 โดยผ่านช่องทางที่ได้รับอนุญาตแล้ว ส่วนกำไรจากการขาย (Capital Gains) จะได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่ถ้าเราเทรดหรือขายคริปโตก่อนวันที่ 1 มกราคม 2568 การยกเว้นภาษีนี้จะไม่ครอบคลุม ซึ่งเราจะต้องชำระภาษีตามเกณฑ์ที่มีอยู่ก่อนหน้านี้

ดังนั้น อย่าลืมดูช่วงเวลาที่เราได้ทำธุรกรรมคริปโต หากเป็นหลังวันที่เริ่มมีมาตรการนี้ เราก็จะได้รับประโยชน์จากการยกเว้นภาษีในส่วนของกำไรจากการขาย

[ มาตรการช่วยหนุนไทยเป็นศูนย์กลางสินทรัพย์ดิจิทัล ]

ด้าน ‘จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์’ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง อธิบายว่า มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมการเป็นศูนย์กลางสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Hub) ของโลกเป็นการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับกำไรส่วนทุน (Capital Gains) จากการขายสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลตามพระราชกำหนดการประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 ได้แก่ ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Exchange) นายหน้าซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Broker) และผู้ค้าสินทรัพย์ดิจิทัล (Dealer)

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2572 เพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการเงิน (Financial Hub) ของโลก

[ ระดมทุนเพิ่ม เก็บภาษีได้มากขึ้นไม่น้อยกว่า 1,000 ล้าน ]

ประเทศไทยเป็นประเทศแรกๆ ของโลกที่มีกฎหมายกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลและกฎหมายภาษีสินทรัพย์ดิจิทัล และต่อมาได้มีการปรับปรุงการจัดเก็บภาษีจากสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อส่งเสริมให้มีการระดมทุนด้วยโทเคนดิจิทัลและส่งเสริมให้การซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลเกิดขึ้นผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่อยู่ในการกำกับดูแลของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

การปรับปรุงการจัดเก็บภาษีจากสินทรัพย์ดิจิทัลในคราวนี้จะทำให้ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทย รวมถึงธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลและธุรกิจเกี่ยวเนื่องในประเทศไทยเติบโตเพิ่มขึ้น ตลอดจนการระดมทุนด้วยโทเคนดิจิทัลและการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและนวัตกรรมในประเทศไทยเพิ่มขึ้น จะทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวเพิ่มขึ้นและรายได้ภาษีเพิ่มขึ้นในระยะปานกลางไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านบาท

“มาตรการภาษีนี้เป็นการสนับสนุนการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลไทยที่อยู่ในการกำกับดูแลของ ก.ล.ต. และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ซึ่งมีการดำเนินการตามข้อแนะนำของคณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงิน (Financial Action Task Force (FATF) จึงเชื่อมั่นได้ว่า จะมีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้

นอกจากนี้ กรมสรรพากรอยู่ระหว่างดำเนินการตามกรอบการรายงานข้อมูลสินทรัพย์ดิจิทัลแบบอัตโนมัติ (Crypto-Asset Reporting Framework: CARF) ของ OECD ซึ่งเป็นการเเลกเปลี่ยนข้อมูลสินทรัพย์ดิจิทัลกับประเทศทั่วโลก อันจะทำให้การทำธุรกรรมทางสินทรัพย์ดิจิทัลมีความโปร่งใสเพิ่มขึ้นอีก”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...