โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เรียงประวัติการประชุม JBC 10 ครั้ง ไทย-กัมพูชาตกลงกันเรื่องอะไร ?

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 14 มิ.ย. 2568 เวลา 04.55 น. • เผยแพร่ 14 มิ.ย. 2568 เวลา 01.29 น.

ไล่เรียงประวัติศาสตร์การประชุม JBC ทั้ง 10 ครั้ง ไทย-กัมพูชาถกกันประเด็นไหน พร้อมจับตาการประชุมวันนี้ ไทยเตรียมพร้อมแค่ไหนสำหรับการเจรจาดึงสถานการณ์ชายแดนกลับสู่ปกติ ด้านฮุน มาเนต ประกาศชัด ไม่ใช้ JBC คุยพื้นที่พิพาท เตรียมส่งเรื่องขึ้นศาลโลก 15 มิถุนายนนี้

การปะทะกันของทหาร บริเวณช่องบก จ.อุบลราชธานี เมื่อ 28 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา เป็นจุดเริ่มต้นของความไม่สงบระหว่างชายแดนไทย-กัมพูชาทั้ง 7 จังหวัด นำมาสู่ข้อกังวลในความปลอดภัย และการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดของประชาชนทั้งประเทศ

หลังจากนั้นไม่นาน รัฐบาลของไทยออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการว่า จะใช้วิธีการเจรจาด้วยหลักสันติวิธีภายใต้ความเคารพในอธิปไตยและดินแดนของกันและกัน แม้ว่ากัมพูชาเสนอให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) เข้ามามีบทบาท แต่ทางรัฐบาลไทยประกาศชัดว่า ไม่ยอมรับเขตอำนาจศาลโลกในกรณีพิพาทต่าง ๆ ตั้งแต่ปี 2503 จนถึงปัจจุบัน

ต่อมารัฐบาลตอกย้ำแนวทางนี้อีกครั้ง ด้วยผลการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และเสนอให้ใช้กลไกทวิภาคี ให้ผู้นำทั้งสองฝ่ายได้พูดคุยในการใช้ “การประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC ” ซึ่งจะเกิดขึ้นในวันนี้ (14 มิถุนายน 2568)

กลไกเจรจา-สำรวจเขตแดนทางบก

คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (Joint Boundary Commission หรือ JBC ) จัดตั้งเมื่อ 21 มิถุนายน 2540 เพื่อเป็นกลไกหลักในการเจรจาและการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชา ประกอบด้วยผู้แทนจากหลายส่วนราชการ อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย และสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ

ซึ่งหลังจากการจัดตั้งจนถึงปี 2554 มีการจัดการประชุม JBC แล้ว 10 ครั้ง ได้แก่

ครั้งที่ 1 (30 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2542) ตกลงกันในประเด็นพื้นฐาน เช่น การจัดตั้งคณะอนุกรรมาธิการเทคนิคร่วม และการกำหนดพื้นฐานทางกฎหมายที่จะนำไปใช้ในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก อาทิ เอกสารหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดเขตแดนทางบกระหว่างสยาม – ฝรั่งเศส (อนุสัญญาปี 1904 และสนธิสัญญาปี 1907 รวมทั้งเอกสารอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง)

โดยทั้งสองประเทศหลีกเลี่ยงการกระทำใด ๆ ที่จะ เป็นการกระทบต่อเขตแดน และหากมีความขัดแย้งเกิดขึ้นจะพยายามแก้ไขความขัดแย้งโดยสันติ

MOU 43

ครั้งที่ 2 (5 – 7 มิถุนายน 2543) ณ กรุงพนมเปญ ตกลงกันว่า หากมีปัญหาเรื่องเขตแดน ที่ประชุมเห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยและกัมพูชาว่าด้วย การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก

ต่อมาเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2543 ประธานการประชุมทั้งสองฝ่าย “ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ณ เวลานั้น กับ “นายวาร์ กิมฮง” ที่ปรึกษารัฐบาลกัมพูชารับผิดชอบกิจการชายแดน

ทั้งคู่ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก (Memorandum of Understanding between the Government of the Kingdom of Thailand and the Government of the Kingdom of Cambodia on the Survey and Demarcation of Land Boundary) หรือ MOU 2543

ฝ่ายไทยเห็นว่า บันทึกความเข้าใจฉบับนี้จะช่วยลดความขัดแย้งตามแนวชายแดนที่มีอยู่ในปัจจุบันอันอาจเกิดจากความเข้าใจผิดเรื่องแนวเขตแดน และจะเป็นปัจจัยสำคัญในการแก้ปัญหาเขตแดน ระหว่างกันอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

โดยจะวางกรอบและกลไกในการปฏิบัติงานบนพื้นฐานของการเคารพเส้นเขตแดนระหว่างประเทศ ทันที่ได้จัดทำขึ้นระหว่างสยามกับฝรั่งเศสเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 และจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไขเส้นเขตแดนแต่อย่างใดเพราะทั้งสองฝ่ายไม่ประสงค์ให้มีการได้หรือเสียดินแดน

ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายจะสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนในภูมิประเทศเพื่อให้เห็นแนวเขตแดนอย่างชัดเจนเท่านั้น

การประชุมสมัยวิสามัญ (25 สิงหาคม 2546) ทั้งสองฝ่ายได้รับรองแผนแม่บทและข้อกำหนดอำนาจหน้าที่ (TOR 2546) ในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกร่วมระหว่างไทย – กัมพูชา เพื่อเป็นแนวทางในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนระหว่างกัน

ครั้งที่ 3 (31 สิงหาคม 2547) ทั้งสองฝ่ายได้รับรองผลการดำเนินงานในสำนักงาน เกี่ยวกับการปักหลักเขตแดน ซ่อมแซม และการสร้างทดแทนหลักเขตแดนที่เคยปักไว้แล้ว ทั้ง 73 หลัก รวมทั้งจะส่งชุดสำรวจร่วมไทย – กัมพูชาลงไปปฏิบัติงานภาคสนามในต้นปี 2547

การประชุมสมัยวิสามัญ (11 – 15 มีนาคม 2549) ทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบร่วมกันให้ชุดสำรวจร่วมเริ่มต้นสำรวจหาที่ตั้งหลักเขตแดนเดิมจำนวน 73 หลัก โดยเริ่มลงพื้นที่ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2549 จนถึงปัจจุบัน ชุดสำรวจร่วมได้ดำเนินการสำรวจหาที่ตั้งหลักเขตแดนไปแล้ว 48 หลัก (จากหลักที่ 23 – 70) มีความเห็นตรงกันจำนวน 33 หลัก และมีความเห็นไม่ตรงกัน 15 หลัก

JBC หลังใช้รัฐธรรมนูญ 50

การประชุม JBC ครั้งที่ 4 เป็นต้นไปเกิดขึ้นภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 จึงต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ตามมาตรา 190 วรรคสอง และต้องดำเนินการตามมาตรา 190 วรรคสาม คือ ต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และต้องชี้แจงต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญา นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรีต้องเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบก่อนดำเนินการเจรจาด้วย

ต่อมาเมื่อ 28 ตุลาคม 2551 รัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบกรอบการเจรจาในคราวประชุมร่วมกันของรัฐสภา (สมัยสามัญนิติบัญญัติ) ตามที่คณะรัฐมนตรีเสนอด้วยคะแนน 406 ต่อ 8 (จาก 418 เสียงของผู้เข้าร่วม ประชุม) ทำให้การเจรจาของฝ่ายไทยฝ่ายกัมพูชาเป็นไปตามเอกสารดังต่อไปนี้

1. อนุสัญญาระหว่างสยามกับฝรั่งเศสแก้ไขข้อบทเพิ่มเติม ข้อบทแห่งสนธิสัญญา ฉบับลงวันที่ 3 ตุลาคม ร.ศ. 112 (ค.ศ. 1893) ว่าด้วยดินแดนกับข้อตกลงอื่น ๆ ฉบับลงนาม ณ กรุงปารีสเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ร.ศ. 122 (ค.ศ. 1904)

2. สนธิสัญญาระหว่างพระเจ้าแผ่นดินสยามกับประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศสฉบับลงนาม ณ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 23 มีนาคม ร.ศ. 125 (ค.ศ. 1907) กับพิธีสารว่าด้วยการปักปันเขตแดนแนบท้ายสนธิสัญญา ฉบับลงวันที่ 23 มีนาคม ร.ศ. 125 (ค.ศ. 1907)

3. แผนที่ที่จัดทำขึ้นตามผลงานการปักปันเขตแดนของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีนที่จัดตั้งขึ้นตามอนุสัญญา ค.ศ. 1904 และสนธิสัญญา ค.ศ. 1907 กับเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้อนุสัญญา ค.ศ. 1904 และสนธิสัญญา ค.ศ. 1907 ระหว่างสยามกับฝรั่งเศส

นับตั้งแต่รัฐสภาให้ความเห็นชอบกรอบการเจรจาดังกล่าวจนถึงพฤษภาคม 2554 คณะกรรมาธิการร่วมฯ ได้มีการประชุมกันต่อมาอีก 5 ครั้ง ดังนี้ คือ

การประชุมสมัยวิสามัญ (10 – 12 พฤศจิกายน 2551) ที่เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา

การประชุม JBC ครั้งที่ 4 (3 – 4 กุมภาพันธ์ 2552) ที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย

การประชุมสมัยวิสามัญ (6 – 7 เมษายน 2552) ที่ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา

การประชุม JBC ครั้งที่ 5 (7-8 เมษายน 2554) ที่เมืองโบกอร์ ประเทศอินโดนีเซีย

และการประชุม JBC ครั้งล่าสุด จัดขึ้นที่กรุงเทพฯ ประเทศไทย เมื่อปี 2555

และการประชุม JBC ครั้งที่ 11 ที่จะเกิดขึ้นในวันนี้มีประธานร่วมของทั้งสองประเทศได้แก่

  • ประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย อดีตเอกอัครราชทูตไทย ที่ปรึกษากระทรวงการต่างประเทศด้านเขตแดน
  • ฬา เจีย (Lam Chea) รัฐมนตรีรับผิดชอบกิจการชายแดน หัวหน้าสำนักงานเลขาธิการกิจการชายแดนแห่งกัมพูชา

ไทยพร้อมลุยเจรจา

สำหรับความพร้อมของประเทศไทยในการประชุมครั้งนี้ที่คาดหวังว่า จะช่วยลดอุณหมิเดือดของสถานการณ์ชายแดนระหว่างสองประเทศได้ ล่าสุดกระทรวงการต่างประเทศ แจ้งว่า “เอกอัครราชทูตประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย” ประธานกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชาฝ่ายไทย เป็นผู้นำทัพจากประเทศไทย

พร้อมตัวแทนจากหลากหลายหน่วยงานความมั่นคง กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ และกองทัพ เดินทางถึงกรุงพนมเปญ เพื่อเข้าร่วมการประชุมกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ครั้งที่ 6 (JBC) ซึ่งก่อนหน้านี้มีการประชุมวงเล็กภายในกระทรวงต่างประเทศล่วงหน้า เพื่อเตรียมข้อมูลและยุทธศาสตร์เจรจาอย่างรอบด้าน โดยมี พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นที่ปรึกษา

ฮุน มาเนต ประกาศชัด ไม่ใช้ JBC เจรจาพื้นที่พิพาท

ขณะที่เมื่อเวลา 22.18 น. (13 มิถุนายน 2568) นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก Hun Manet ระบุว่า “วันพรุ่งนี้ คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมกัมพูชา-ไทย (JBC) จะประชุมกันอีกครั้ง หลังจากหยุดประชุมไป 12 ปี

กัมพูชาจะทำงานร่วมกับฝ่ายไทยต่อไปเพื่อดำเนินการสำรวจเขตแดนและกำหนดแนวเขตแดนที่เหลือระหว่างสองประเทศ (ยกเว้นพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาเมือนโต๊ด ปราสาทตาควายและสามเหลี่ยมมรกต หรือช่องบก) โดยใช้กลไก JBC

“ขอแจ้งให้เพื่อนร่วมชาติของผมทราบว่าในการประชุม JBC พรุ่งนี้ จะไม่มีการเจรจาใน 2 ประเด็น ได้แก่

1. ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาเมือนโต๊ด ปราสาทตาควายและสามเหลี่ยมมรกต จะไม่ถูกนำมาหารือในการประชุม JBC เนื่องจากกัมพูชาได้ตัดสินใจที่จะส่งประเด็น 4 พื้นที่ดังกล่าวไปยังศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) หรือศาลโลก

ฝ่ายกัมพูชากำลังรอท่าทีของฝ่ายไทยในการประชุม JBC พรุ่งนี้ว่าไทยจะร่วมกับกัมพูชาในการนำประเด็นใน 4 พื้นที่ดังกล่าวไปยังศาลโลกหรือไม่ ผมขอชี้แจงให้พี่น้องชาวกัมพูชาทราบว่า แม้ฝ่ายไทยจะปฏิเสธหรือไม่ให้คำตอบ กัมพูชาจะยื่นคำร้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศใน 4 ประเด็นนี้ฝ่ายเดียว

และกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศ จะส่งหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการถึงศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในวันอาทิตย์ที่ 15 มิถุนายน 2568

2. การปิดพรมแดนจะไม่เป็นประเด็นที่ต้องหารือกันในการประชุม JBC พรุ่งนี้ เนื่องจากการปิด-เปิดจุดผ่านแดนไม่ใช่เขตอำนาจของ JBC ในทางกลับกัน ซึ่งจะแก้ไขได้ง่ายหากกองทัพไทยที่เริ่มปิดจุดผ่านแดนฝ่ายเดียวตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน เปิดพรมแดนกลับคืนสู่สถานะเดิม

กัมพูชาไม่มีเจตนาที่จะก่อปัญหาที่จะส่งผลกระทบต่อการเดินทางหรือการค้าของคนไทยและกัมพูชาตามแนวชายแดน อย่างไรก็ตามกัมพูชายังสามารถดำเนินมาตรการตอบโต้ภัยคุกคามหรือแรงกดดันจากภายนอกได้

“ผมขอเน้นย้ำว่ากัมพูชาไม่ได้เป็นผู้ก่อปัญหา ดังนั้นกัมพูชาไม่ควรเป็นผู้ยุติปัญหานี้ก่อน สิ่งที่เกิดขึ้นโดยฝ่ายเดียวต้องยุติโดยฝ่ายเดียว ไม่จำเป็นต้องมีการเจรจา ใครเป็นคนเริ่มคนนั้นต้องทำให้มันจบ” นายฮุน มาเนตระบุ

อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยจะเตรียมตัวเพื่อใช้พื้นที่การประชุมในครั้งนี้เพื่อเจรจาให้สถานการณ์กลับมาสู่ความปกติ แต่ภายหลังโพสต์ดังกล่าวของนายกรัฐมนตรีกัมพูชาก็ทำให้ประชาชนทั้งสองประเทศต้องคอยจับตาสถานการณ์เกิดขึ้นได้ในประการประชุมในครั้งนี้มากขึ้น

ข้อมูลจาก กระทรวงการต่างประเทศ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เรียงประวัติการประชุม JBC 10 ครั้ง ไทย-กัมพูชาตกลงกันเรื่องอะไร ?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...