โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ปฐมบทนางร้าย

นิยาย Dek-D

อัพเดต 19 มิ.ย. 2568 เวลา 01.05 น. • เผยแพร่ 24 มี.ค. 2568 เวลา 09.09 น. • ล้านปีแสง
ในเมื่อเป็นคนดีแล้วต้องถูกรังแก นางก็ขอเป็นคนเลวก็แล้วกัน

ข้อมูลเบื้องต้น

บทนำ #1

บทนำ

หรัวเอ๋อ ปิ่นหยกนี้ข้ามอบให้เจ้า มันคือของแทนใจของข้า ข้าสาบานว่าชั่วชีวิตนี้จะมีเพียงเจ้าคนเดียวตราบนิจนิรันดร์

คำพูดของคนรักยังคงดังก้องอยู่ในโสตประหนึ่งประทับตราเอาไว้ในจิตวิญญาณ

ท่ามกลางหิมะโปรยปรายในวันที่หนาวเหน็บที่สุดของฤดูกาล ร่างบอบบางยืนร่ำไห้ ความเย็นราวกับจะแทงลึกเข้าไปในกระดูก หากแต่ความหนาวเหน็บยังมิอาจเทียบได้กับความเย็นเยียบที่กรีดลึกลงกลางใจ

ในอกราวกับมีเข็มนับหมื่นมาทิ่มแทง เจ็บปวดจนยากที่จะบรรยายออกมา แม้แต่ความเหน็บหนาวยังทำอันใดนางไม่ได้

ปิ่นหยกในมือเริ่มมีหิมะลงมาปกคลุม

ถ้อยคำเหล่านั้นเคยเป็นคำสัญญาที่นางเชื่อมั่น เคยเป็นความหวังเดียวในชีวิตของนาง แต่บัดนี้ มันกลับกลายเป็นเพียงสายลม

ใครจะคิดว่าแค่สาดชาร้อนใส่สตรีนางนั้น แล้วตนเองจะถึงขั้นถูกคนรักไล่ลงมาจากรถม้า

มันกลายเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร ตั้งแต่เมื่อใดที่เขาเริ่มมีใจเป็นอื่น

มุมปากของมู่ซางหรัวเหยียดขึ้นเป็นรอยยิ้มหยัน ก่อนจะปักปิ่นกลับเข้าไปบนมวยผมเช่นเดิม แล้วหมุนตัวเดินฝ่าหิมะกลับไปทางเดิม ตำหนักฤดูหนาวนั้นอยู่ไกล นางไม่มีทางไปถึง หรือต่อให้ไปถึงได้ ก็ไม่อยากทนเห็นภาพบาดตา มิสู้กลับไปที่จวนจะดีกว่า

หลี่เหรินเซียว หากข้าตายท่านคงพอใจกระมัง

ทันทีที่มู่ซางหรัวมีความคิดเช่นนี้ รถม้าคันหนึ่งก็แล่นมาจอดเทียบ

รถม้าคันนี้คือรถม้าของสาวใช้ที่มาพร้อมขบวน

สาวใช้สองนางก้าวลงมา มู่ซางหรัวมองไปที่พวกนาง คิดไปแล้วก็น่าขัน ตอนที่นางแต่งเข้าจวนมาใหม่ ๆ เขายกสาวใช้สี่คนมาให้นาง เพราะต้องการยกย่องพระชายารองเช่นนางให้เหนือกว่าพระชายาเอกอย่างเจียวเพ่ยอิน แต่สุดท้ายแล้ว ทุกอย่างก็ไร้ความหมาย

“พระชายารองเพคะ ท่านอ๋องให้บ่าวมาพาพระชายากลับจวนเพคะ” สาวใช้คนหนึ่งกล่าว

มู่ซางหรัวพาจิตใจอันบอบช้ำเดินขึ้นไปบนรถม้า ไม่คิดพูดจากับผู้ใด

วันนี้เมื่อปีที่แล้ว เขายังเป็นคนคลุมเสื้อกันหนาวให้นางอยู่เลย ไม่นึกว่าผ่านมาเพียงปีเดียว เขากลับเป็นคนผลักไสให้นางตกอยู่ในความหนาวเหน็บ คำว่ารักของเขาช่างเป็นเรื่องหลอกลวง

ดวงตาบวมช้ำของมู่ซางหรัวที่เพิ่งผ่านการร้องไห้มามองไปที่หิมะด้านนอก พลางคิดย้อนไปถึงอดีต

คราแรกที่ได้พบฉู่อ๋องเป็นวันที่ฝนตกหนัก เขายืนอยู่ท่ามกลางสายฝนบนถนนเงียบงัน วันนั้นนางเองก็ประสบปัญหาชีวิตจิตใจกำลังห่อเหี่ยว

ครั้นเห็นว่าเขาเอาแต่ยืนนิ่งไม่ขยับ จึงนำร่มเข้าไปให้ แล้วบอกกับเขาว่า

ไม่ว่าใครต่างก็เคยพบเจอปัญหาในชีวิตทั้งนั้น เขาไม่ควรทำร้ายตัวเอง ต้องทำตัวเองให้แข็งแกร่งเข้าไว้จะได้สู้กับปัญหาเหล่านั้นได้

ฉู่อ๋องหันมามองนางอยู่นาน สุดท้ายก็ยอมรับร่มไป นางยิ้มให้เขาแล้วหมุนตัวเดินจากมา อีกสามวันให้หลังนางถึงได้ทราบว่าเขาคือฉู่อ๋องโอรสองค์โตของฮ่องเต้ เพราะเจ้าตัวมาเยือนที่จวน และตั้งแต่บัดนั้น ความสัมพันธ์ของเราก็เริ่มแน่นแฟ้นจนกลายเป็นความรัก

ฉู่อ๋องนำราชโองการมาขอหมั้นหมายกับนางก่อนจะถึงวัยปักปิ่นหนึ่งเดือน กำหนดการอภิเษกเป็นหลังจากนางครบวัยปักปิ่น

ทว่า จู่ ๆ หลังจากนางครบวัยปักปิ่นเพียงสามวัน กลับเกิดเรื่องไม่คาดฝัน

ในคืนงานเลี้ยงฉลองวันคล้ายวันเกิดของไทเฮา ฉู่อ๋องถูกพบว่าอยู่ในห้องกับสตรีนางหนึ่งสองต่อสองในสภาพล่อแหลม หญิงสาวนางนั้นคือเจียวเพ่ยอินหลานสาวของฮองเฮา

ตามที่เขาเล่าให้นางฟัง คือ เขาถูกวางแผนร้ายใส่

ฮองเฮาหลอกใช้ขันทีข้างพระวรกายฮ่องเต้ให้เชิญเขาไปที่ตำหนักจิ๋นเซิ่ง เจียวเพ่ยอินเป็นคนเปลือยกายวิ่งเข้ามากอดเขาเอง ขณะที่กำลังยื้อยุดกันอยู่นั้น เจียวฮองเฮาก็พาคนเปิดประตูเข้ามา

หญิงชายอยู่ด้วยกันสองต่อสองอีกทั้งยังอยู่ในสภาพที่ผู้คนเห็นแล้วชวนให้คิดเป็นอื่นไม่ได้ ฮองเฮาจึงทรงนำเรื่องนี้ไปทูลฟ้องฮ่องเต้ และขอพระราชโองการประทานสมรส

หลักฐานพยานคาตาเช่นนั้น ฉู่อ๋องไม่อาจปฏิเสธการแต่งงานครั้งนี้ได้ จำใจต้องรับคำแต่งให้เจียวเพ่ยอิน

ฉู่อ๋องมาหานางแต่เช้า อธิบายเรื่องราวทุกอย่างให้นางฟัง อีกทั้งยังมอบปิ่นหยกให้นางและสาบานว่าจะรักนางเพียงผู้เดียวไปชั่วชีวิต ขอให้นางยอมแต่งเป็นชายารองของเขา

ด้วยความที่นางต้องการจะพาพี่ชายออกจากจวนกอปรกับความรักที่มีต่อฉู่อ๋อง ที่สุดนางก็ยินยอม หากแต่เรื่องเลวร้ายไม่ได้จบเพียงเท่านั้น

หลังจากแต่งเข้าจวนอ๋องยังไม่ถึงเดือน เจียวเพ่ยอินกลั่นแกล้งนางสารพัด จนนางทนไม่ไหว ฮึดสู้ขึ้นมา ผลักอีกฝ่ายตกน้ำไปด้วยกัน พวกเรานอนป่วยอยู่เจ็ดวันเต็ม ทว่าหลังจากฟื้นขึ้นมาเจียวเพ่ยอินกลับเปลี่ยนเป็นคนละคน

จากสตรีร้ายกาจ เอาแต่ใจ กลับกลายเป็นสตรีอ่อนหวานสดใสน่ารักซุกซน ที่สำคัญเลยคือท่านอ๋องที่เคยเกลียดชังอีกฝ่ายกลับเริ่มเปลี่ยนไป

สัญชาตญาณของอิสตรีนั้นแรงกล้ากับเรื่องเช่นนี้ นางย่อมต้องสัมผัสได้ว่าคนรักเริ่มมีใจเป็นอื่น

ด้วยความที่ถูกรังแกมามากบวกกับคนรักกำลังปันใจ ความอิจฉาริษยาทำให้นางคิดเอาคืน ทว่า ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็เล่นงานเจียวเพ่ยอินไม่ได้ หากแต่ถูกท่านอ๋องจับได้แทน

เขาต่อว่านาง ว่านางเป็นสตรีใจทราม มีนิสัยร้ายกาจ เป็นสตรีจอมเสแสร้ง ซ่อนตัวตนที่แท้จริง เขาผิดหวังในตัวนาง ท่านอ๋องโกรธจนถึงขั้นไม่ยอมมาเหยียบเรือนของนางอีกเลย

แต่ยิ่งเขาทำเช่นนี้ นางยิ่งเกลียดชังเจียวเพ่ยอิน วันนี้เป็นวันที่ฮ่องเต้กับฮองเฮาทรงเสด็จไปพำนักในตำหนักฤดูหนาว โอรสที่พระองค์ทรงให้ติดตามไปมีเพียงฉู่อ๋อง เขาจำใจต้องพานางไปด้วย แต่นางทนนั่งรถม้าคันเดียวกับเจียวเพ่ยอินไม่ได้ จึงสาดชาร้อนใส่อีกฝ่าย

บทนำ #2

ท่านอ๋องได้ยินเสียงร้องโวยวาย พอทราบว่าเกิดอันใดขึ้น ก็ไล่นางลงจากรถม้าอย่างไม่คิดลังเล

นี่หรือคนที่เคยสาบานว่าจะรักมั่นเพียงนาง ช่างน่าขันสิ้นดี

หิมะเริ่มตกหนัก มู่ซางหรัวกลับถึงจวนเดินตรงไปยังเรือนของตนเอง ไม่ยอมให้สาวใช้สองนางนั้นกางร่มให้ “พวกเจ้าแยกย้ายไปพักเถิด”

“เจ้าค่ะ” เถียนถิงกับเถียนมู่รับคำ ไม่คิดเอ่ยวาจารบเร้า พวกนางเป็นสาวใช้จวนอ๋อง ในใจยังคงมีฉู่อ๋องเป็นเจ้านายเพียงคนเดียว ในเมื่อท่านอ๋องมิทรงโปรดปรานพระชายารอง ทั้งสองจึงเพียงให้ความเคารพตามส่วน มู่ซางหรัวดูออก เพราะเช่นนี้ นางถึงไม่เคยคิดว่าสาวใช้ทั้งสี่เป็นคนของตนตั้งแต่แรก

ร่างบอบบางเดินตรงกลับเรือนพร้อมความรู้สึกสิ้นหวัง กระทั่งมาถึงลานกว้าง

“คุณชายหิมะตกแล้ว กลับเข้าเรือนเถิดขอรับ” บ่าวชายคนหนึ่งพยายามขอร้องเจ้านายเบื้องหน้า แต่เจ้าตัวกลับนั่งยองใช้มือกอบหิมะที่พื้นมาก่อเป็นกอง

“ข้าไม่กลับ ข้าจะปั้นหิมะเอาไว้ให้หรัวเอ๋อ”

ภาพนี้ทำให้ความเจ็บปวดของมู่ซางหรัวค่อย ๆ เจือจางไป ชีวิตนางไม่ได้โดดเดี่ยวเสียหน่อย อย่างน้อยก็ยังมีพี่ชายคนนี้ที่ยังรักและเป็นห่วงนาง ร่างบอบบางเดินฝ่าหิมะโปรยปรายเข้าไปหา

ครั้นชายหนุ่มหันมาเห็น พลันรีบลุกขึ้นมากระโดดโลดเต้น “หรัวเอ๋อเจ้ามาแล้ว”

ตั้งแต่ท่านพ่อท่านแม่กับพี่ใหญ่เสียไป นางเหลือพี่ชายคนรองคนนี้คนเดียว จวนและสมบัติถูกท่านปู่เข้ามาครอบครอง พี่ชายของนางไม่สมประกอบมีสติปัญญาเท่ากับเด็กสี่ขวบไม่อาจสืบทอดวงศ์ตระกูลได้ ทรัพย์สมบัติจึงตกเป็นของท่านปู่ตามกฎหมาย ด้วยกลัวว่าพี่ชายจะถูกรังแก นางจึงขอร้องท่านอ๋อง ขอพาพี่ชายมาอยู่ด้วย โชคดีที่นางทำเช่นนั้น ไม่อย่างนั้นตอนนี้นางคงไม่มีที่ให้ยึดเหนี่ยวจิตใจ

“พี่รอง” น้ำในตาของมู่ซางหรัวเอ่อคลอ ขานเรียกพี่ชายเสียงเครือ ถึงแม้ว่ามู่ฉางชิงจะมีสติปัญญาเหมือนเด็ก แต่เขายังพอรู้ว่าอะไรเป็นอะไร เมื่อเห็นน้องสาวร้องไห้ เจ้าตัวรีบเข้ามาดึงร่างบอบบางเข้าไปกอด

“หรัวเอ๋อ อย่าร้อง เดี๋ยวพี่ชายปั้นหิมะให้เจ้าเอง”

ภาพนี้ทำให้สาวใช้สองนางรวมถึงบ่าวชายที่ดูแลมู่ฉางชิงพากันน้ำตาเอ่อคลอ

ซูหลันเดินถือร่มมากางให้เจ้านาย ส่วนอาจิ่วรับร่มจากซูยี่มากางให้คุณชาย พวกเขาไม่อยากขัดจังหวะสองพี่น้อง ได้แต่ยืนมองภาพนี้ด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง

ผ่านไปพักใหญ่ หลังจากจิตใจสงบแล้ว มู่ซางหรัวหันมาชักชวนพี่ชายกลับเรือน หิมะทำให้ตัวพวกเขาเปียกชื้น นางจึงกล่อมให้พี่ชายกลับไปอาบน้ำ

ในเรือนเยว่เลี่ยง หลังจากได้แช่น้ำอุ่น อารมณ์ของมู่ซางหรัวไม่ได้หมองมัวเหมือนก่อนหน้านี้อีกแล้ว ซูยี่ที่กำลังช่วยพัดเส้นผมให้เจ้านายเอ่ยถาม

“พระชายาไฉนจึงกลับมาเล่าเพคะ”

“ข้าไม่อยากไป ก็เลยขอท่านอ๋องกลับมาก่อน” มู่ซางหรัวตัดสินใจโกหกออกไป ก่อนจะมองสาวใช้ของตนผ่านกระจกทองเหลือง

ซูหลันกับซูยี่เป็นสาวใช้ที่รับใช้นางมาตั้งแต่เจ็ดขวบ นิสัยค่อนข้างอ่อนแอขี้ขลาด หากทราบว่านางถูกท่านอ๋องไล่ลงกลางทาง สองคนนี้คงเสียใจยิ่งกว่านางเป็นแน่ ลำพังตัวนางเองก็ปวดใจพออยู่แล้ว ไม่อยากให้ผู้อื่นต้องรู้สึกเจ็บช้ำน้ำใจไปด้วย พวกเขาไม่รู้น่ะดีแล้ว

ซูหลันยกน้ำขิงร้อน ๆ เข้ามาวาง แล้วไปช่วยซูยี่แต่งตัวให้เจ้านาย

ตั้งแต่ท่านพ่อท่านแม่และพี่ชายคนโตเสียไปตอนอายุสิบสอง ในแต่ละวันล้วนยากเย็นแสนเข็ญ ท่านปู่พาท่านย่าเลี้ยงพร้อมบุตรชายบุตรสาวที่เกิดจากภรรยาใหม่เข้ามายึดสมบัติ ด้วยความที่ท่านปู่แค้นเคืองท่านพ่อ จึงพาลมาเกลียดชังพวกนางสองพี่น้อง ชีวิตในจวนสกุลมู่จึงไม่ใคร่จะสุขสบายนัก

สาเหตุของเรื่อง มันเกิดจากเมื่อครั้งอดีต บิดาของนางประกาศตัดขาดกับท่านปู่เรื่องที่ท่านปู่พาสตรีเข้าบ้านเป็นเหตุให้ท่านย่าตาย สองพ่อลูกประกาศตายไม่เผาผี ท่านพ่อของนางพาท่านแม่ระเห็จระเหเร่ร่อนจนกระทั่งมาถึงเมืองหลวง จากนั้นสมัครไปเป็นทหาร ใช้เวลาเพียงเจ็ดปีก็ได้เป็นแม่ทัพใหญ่ ครอบครัวใช้ชีวิตสุขสบาย

จนมาเมื่อสามปีก่อน ท่านพ่อกับพี่ชายคนโตของนางตายในสนามรบ และมารดามาตรอมใจตาย ท่านปู่พาครอบครัวมางานศพราวกับรู้ล่วงหน้า สุดท้ายทรัพย์สมบัติที่ท่านพ่อหามาด้วยความยากลำบากก็ถูกพวกเขายึดครอง โชคดีที่ตอนนางอายุสิบสี่ได้พบฉู่อ๋อง และกลายมาเป็นคู่หมั้นของเขา คนพวกนั้นถึงได้ไม่กล้ารังแก เพราะเช่นนี้ นางถึงได้ไม่มีทางเลือก ต้องยอมแต่งเป็นชายารอง เพื่อจะได้พาพี่ชายออกมาจากจวน

คิดมาถึงตรงนี้ ในอกของมู่ซางหรัวพลันรู้สึกเจ็บแปลบ

สุดท้ายแล้วเป็นอย่างไร นางก็ต้องมาถูกเจียวเพ่ยอินรังแกอยู่ดี ถ้าแค่ลำพังเจียวเพ่ยอินนั้นไม่เท่าไหร่ แต่นี่ท่านอ๋องกลับปันใจให้หญิงอื่น แต่งงานยังไม่ถึงปี นางกลับกลายเป็นหญิงไร้ค่าในสายตาของเขาไปเสียแล้ว

นางผิดเองที่คิดพึ่งพาผู้อื่นมากเกินไป

ตลอดเดือนสุดท้ายของฤดูเหมันต์ ฉู่อ๋องกับเจียวเพ่ยอินพำนักอยู่ในตำหนักฤดูหนาวกับฮ่องเต้และฮองเฮา กระทั่งวันแรกของฤดูใบไม้ผลิ พระองค์ถึงได้เสด็จกลับมา ในจวนเริ่มตกแต่งประดับประดาโคมแดงเพื่อเตรียมฉลองปีใหม่

มู่ซางหรัวไม่ได้ออกไปต้อนรับพวกเขา เพราะตลอดเดือนที่ผ่านมา นางเริ่มคิดตก คนเราเมื่อหมดใจ ไม่ว่าจะยื้ออย่างไรก็ไม่มีทางกลับมา ป่วยการที่จะต้องมานั่งหาเหตุผลว่าเพราะอะไรเขาจึงเปลี่ยนใจ คนไม่รักก็คือไม่รัก นางต่างหากที่ควรต้องทำใจแล้วเดินหน้าต่อ อย่างน้อยนางยังมีพี่ชายที่รักนาง

ใจร้ายใจดำ #3

ตอนที่ 1 ใจร้ายใจดำ

ยามบ่ายหน้าลานน้ำพุในวันเริ่มต้นฤดูใบไม้ผลิ หลังลงมาจากรถม้า สิ่งแรกที่เจียวเพ่ยอินกระทำคือเดินเข้ามาหาพระสวามี

ร่างบอบบางในชุดขาวบริสุทธิ์มีสีหน้ากังวล ดวงตากลมโตที่มีแต่ความจริงใจมองไปยังบุรุษที่เพิ่งลงมาจากหลังม้า รอให้เขาเข้ามาหาแล้ว นางถึงได้เอ่ย

“ท่านอ๋องเพคะ จะไม่ไปดูนางหน่อยหรือเพคะ” นางที่เจียวเพ่ยอินเอ่ยถึงย่อมหมายถึงมู่ซางหรัว

ตลอดเดือนมานี้ ใช่ว่าเจียวเพ่ยอินจะมีความสุข นางเป็นสตรี ย่อมต้องเข้าใจความรู้สึกของมู่ซางหรัว หากเป็นนางถูกคนรักไล่ลงจากรถม้าท่ามกลางความหนาวเหน็บเช่นนั้น คงเจ็บปวดใจไม่น้อย

ฉู่อ๋องส่ายหน้า คล้ายไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้ “เจ้าไปพักเถิด เดินทางมาเหนื่อย ๆ อย่าไปสนใจเรื่องของผู้อื่นเลย”

หากว่ามู่ซางหรัวสำนึกผิดสมควรต้องออกมาต้อนรับเขา นางทำเช่นนี้ แปลว่าเจ้าตัวไม่เคยสำนึก แล้วเช่นนี้ จะให้เขาเป็นฝ่ายไปง้องอนนางได้อย่างไร

ในเมื่อเจ้าตัวไม่อยากพูดถึง เจียวเพ่ยอินไม่รู้จะทำอย่างไรเช่นกัน จำต้องให้สาวใช้ประคองกลับเรือน

ฉู่อ๋องไม่ได้เดินไปพร้อมนางแต่แยกไปที่เรือนกลางน้ำซึ่งเป็นเรือนที่มีไว้เก็บสรรพาวุธและตำรับตำรา ยามที่เขาอารมณ์ไม่คงที่มักจะขลุกตัวอยู่ที่นี่เป็นประจำ แน่นอนว่าเรื่องที่ทำให้ฉู่อ๋องอารมณ์ไม่ดี เป็นเพราะไม่เห็นมู่ซางหรัวมารอรับหน้าจวน เขากำลังรอ รอให้นางสำนึกผิดและปรับปรุงตัว แต่เหมือนว่าเขาจะคาดหวังกับนางมากเกินไป

แต่ไหนแต่ไรมาที่เขาเกลียดที่สุดคือสตรีที่มีใจอิจฉาริษยา เพราะสตรีเหล่านี้เป็นสาเหตุทำให้มารดาของเขาต้องตาย ไม่นึกว่าเด็กสาวที่มีจิตใจดีงามในวันนั้นจะกลายเป็นคนเช่นนี้ไปได้ เขารู้สึกผิดหวังในตัวนางจริง ๆ

ฉู่อ๋องนั้น นิยมชมชอบสตรีอ่อนแอบอบบาง ในตอนที่เจียวเพ่ยอินกลั่นแกล้งรังแกมู่ซางหรัว เจ้าตัวคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะนิสัยของเจียวเพ่ยอินเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว แต่พอถึงคราวมู่ซางหรัวเอาคืนบ้าง เขากลับคิดต่างออกไป ด้วยความฝังใจเรื่องมารดา ทำให้เขารับไม่ได้ มิหนำซ้ำยังไม่คิดจะเปิดโอกาสให้มู่ซางหรัวอธิบาย แต่ใช้วิธีลงโทษให้นางรู้สำนึก ยิ่งเห็นว่านางไม่ยอมสำนึกผิดเขายิ่งโกรธ

ขณะที่อารมณ์ของฉู่อ๋องกำลังขุ่นมัว ในเรือนเยว่เลี่ยง มู่ซางหรัวกำลังนั่งเย็บเสื้อตัวหนึ่งอย่างขะมักเขม้นธรรมดาแล้วเสื้อตัวนี้นางต้องการตัดเย็บให้ฉู่อ๋อง แต่ในเมื่อเรื่องกลายเป็นเช่นนี้ จึงเย็บให้พี่ชายแทน

ไม่รู้ว่ามู่ฉางชิงไปดูการกัดจิ้งหรีดมาจากที่ใด ถึงไปจับจิ้งหรีดมาสองตัวหวังจะให้มันกัดกัน รออยู่นานไม่เพียงพวกมันจะไม่ยอมกัดกัน ยังทำท่าคลอเคลียกันราวกับคู่รัก

“ไฉนมันถึงไม่กัดกันเหมือนในตลาดเล่า หรือพวกเราต้องไปจับมาใหม่”

อาจิ่วนั่งขัดสมาธิอยู่ด้านข้างเกาหัวแกรก ๆ เขาไม่รู้จะตอบอย่างไรเช่นกัน

มู่ซางหรัวเหลือบมอง เห็นแล้วอดสงสารอาจิ่วไม่ได้ จึงกล่าว “สัตว์มันมีเลือดเนื้อ ให้กัดกันมันคงเจ็บ อีกอย่างมันอาจมีครอบครัวรออยู่ พี่รองไม่สงสารพวกมันหรือเจ้าคะ”

มู่ฉางชิงได้ยินอย่างนั้นก็อึ้งงันไป คล้ายกำลังทบทวนคำพูดของน้องสาว พักหนึ่งก็สั่งให้อาจิ่วเอาจิ้งหรีดไปปล่อย แล้วเดินเข้ามานั่งลงบนเบาะรองเบื้องหน้า “หรัวเอ๋อทำอันใด”

มู่ซางหรัวคลี่ยิ้ม “ข้ากำลังเย็บเสื้อให้ท่าน ชอบหรือไม่”

พูดแล้วนางก็นำเสื้อไปทาบบนร่างของเขา ปีนี้มู่ฉางชิงอายุสิบแปดร่างกายสูงใหญ่ขึ้นมาก เจ้าตัวตบมือแปะ ๆ ท่าทางดีใจสุดแสน “ข้าชอบ ข้าชอบมาก”

ในช่วงที่ลำบากเช่นนี้ อย่างน้อยนางยังมีรอยยิ้มของพี่ชายช่วยประโลมจิตใจ วันข้างหน้าไม่แน่นอน จวนอ๋องแห่งนี้ไม่รู้จะเป็นที่พักพิงให้นางอีกนานเท่าใด คงต้องเริ่มหาทางขยับขยาย คิดได้ดังนั้นแล้ว มู่ซางหรัวตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะพาพี่ชายออกไปเที่ยวชมดูในเมือง

“อาจิ่ว ซูหลัน ซูยี่ ประเดี๋ยวเจ้าเก็บสินเดิมของข้าทั้งหมดใส่หีบให้เรียบร้อย เหลือเพียงเงินกับข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นก็พอ”

“พระชายาจะทำอันใดหรือเพคะ”

“พรุ่งนี้ข้าจะเอาของไปขาย อีกสามวันจะปีใหม่ประเดี๋ยวร้านรวงปิด”

บ่าวทั้งสามฟังแล้วพากันประหลาดใจ แต่ไม่มีผู้ใดกล้าถาม มู่ซางหรัวราวกับรู้ความคิดของพวกเขาจึงกล่าว “เป็นข้าวของไม่ได้ใช้ประโยชน์ ข้าจะเอาไปขายแล้วแลกมาเป็นทองคำฝากไว้ที่โรงฝากเงินหลวง”

ทั้งสามคนพยักหน้ารับรู้ไม่ได้ถามอันใดอีก

จะว่าไป การได้แต่งกับฉู่อ๋องยังมีเรื่องดีอยู่อย่างหนึ่ง เพราะนางได้สินเดิมออกมาค่อนข้างมาก หากแต่งให้ผู้อื่นอย่าหวังว่านางจะได้อะไรติดตัวมาเลย ดีไม่ดีอาจถูกท่านปู่ขายเพื่อแลกเงิน เรื่องนี้ต้องขอบคุณฉู่อ๋อง

ยามกลางวัน มีพี่ชายอยู่ด้วย มู่ซางหรัวยังพอยิ้มได้ ทว่าเมื่อต้องอยู่ลำพังในยามกลางคืน ความเจ็บปวดความเหงาความเศร้าที่พยายามปิดกั้นเอาไว้ก็ไหลทะลักออกมา

ร่างบอบบางยืนพิงกรอบหน้าต่างแหงนมองพระจันทร์ ในหัวมีแต่ภาพคนรักพะเน้าพะนอเอาอกเอาใจหญิงอื่น ในอกคล้ายกำลังจะแหลกลาญเสียให้ได้ น้ำตาของนางไหลออกมาอย่างเงียบเชียบ

ตอนแต่งงานใหม่ ๆ ท่านอ๋องไม่เคยไปเหยียบเรือนใหญ่เลยสักครั้ง เขาย้ายตัวเองมาอยู่กับนาง แต่หลังจากที่เห็นนางตบเจียวเพ่ยอินวันนั้น เขาก็ไม่มาที่เรือนนางอีกเลย เมื่อเดือนก่อนเขาเพิ่งจะไปนอนที่เรือนใหญ่กับเจียวเพ่ยอิน แล้วก็อยู่ที่นั่นตั้งแต่บัดนั้น

“ตัวข้ายังจะหวังอันใดอีก ฮึก”

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...