โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ทริส เผยลูกค้าหุ้นกู้โดนพิษภาษีทรัมป์ 7 บริษัท จากทั้งหมด 225 บริษัท

การเงินธนาคาร

อัพเดต 16 ก.ค. 2568 เวลา 10.51 น. • เผยแพร่ 16 ก.ค. 2568 เวลา 03.51 น.

ทริส เผยลูกค้าหุ้นกู้ 225 บริษัท ได้รับผลกระทบจากภาษีทรัมป์ 7 บริษัท มีรายได้รวมกัน 1 ล้านล้านบาท ส่งออกไปสหรัฐฯแค่ 6% และมีเพียง 4.4% ของรายได้รวมที่คาดว่าจะอยู่ภายใต้อัตราภาษีใหม่

ทริสเรทติ้ง ประเมินการปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยของสหรัฐฯ ที่อาจเกิดขึ้น คาดว่าจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ออกตราสารหนี้ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตในวงจำกัด แต่ผลกระทบทางอ้อมรุนแรงกว่า

ลูกค้าที่ทริสจัดเรทติ้ง 225 บริษัท มียอดขายรวม 1 ล้านล้านบาท กระทบ 7 บริษัท

สำหรับผู้ออกตราสารหนี้น้อยกว่า 5% มีการส่งออกไปยังสหรัฐฯ โดยตรง จากบริษัทจำนวน 225 แห่งที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตโดยทริสเรทติ้ง มีเพียง 7 แห่งที่มีการส่งออกไปยังสหรัฐฯ โดยตรงซึ่งครอบคลุม 3 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่

  • อาหารแปรรูป (รวมถึงเนื้อสุกร เนื้อไก่ อาหารทะเล และอาหารสัตว์เลี้ยง)
  • ผลิตภัณฑ์จากยางพารา
  • อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า

โดยบริษัทเหล่านี้มีรายได้รวมกันประมาณ 1 ล้านล้านบาทในปี 2567 โดยการส่งออกไปยังสหรัฐฯ คิดเป็นเพียง 6% ของรายได้รวม และมีเพียง 4.4% ของรายได้รวมที่คาดว่าจะอยู่ภายใต้อัตราภาษีใหม่ ในบรรดาบริษัทที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตนั้น SNC มีการพึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐฯ มากที่สุด รองลงมาคือ STGT และ TU

อย่างไรก็ตามทริสประเมินว่าด้วยบริบททางเศรษฐกิจในภาพรวมซึ่งประกอบด้วยการบริโภคภายในประเทศที่ซบเซา การลงทุนภาคเอกชนที่ชะลอตัว รวมถึงความกังวลจากปัจจัยภายนอกประเทศยังคงเป็นปัจจัยที่ส่งผลกดดันต่อคุณภาพเครดิตในระยะสั้นถึงระยะปานกลาง

บริษัทขนาดใหญ่ปรับตัวไป ส่วนเอสเอ็มอีน่าห่วง

ในรายงานของทริสเปิดเผยว่าบริษัทขนาดใหญ่ส่วนใหญ่ได้มีการปรับตัวเชิงรุกมาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของความตึงเครียดทางการค้าภายใต้รัฐบาลทรัมป์ชุดแรก โดยบริษัทเหล่านี้ได้มีการกระจายแหล่งจัดหาวัตถุดิบให้หลากหลายขึ้น รวมถึงขยายธุรกิจไปในตลาดที่มีลูกค้าหลัก

รวมทั้งแสวงหาฐานลูกค้าใหม่ เพื่อบรรเทาความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก ด้วยเหตุนี้ ผลกระทบระยะสั้นจากการปรับขึ้นภาษีศุลกากรจึงคาดว่าจะยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้สำหรับบริษัทเหล่านี้

ในทางตรงกันข้าม ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ซึ่งมีความคล่องตัวทางการเงินและความยืดหยุ่นในการดำเนินงานที่จำกัดนั้นยังคงมีความเปราะบางและต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐทั้งในแง่ของความช่วยเหลือด้านการเงิน การอำนวยความสะดวกในการส่งออก และการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต

ตัวชี้วัดด้านเครดิตผู้ออกตราสารหนี้อ่อนแอตั้งแต่ปี 2566

แม้ว่าบริษัทจะมีการปรับตัวโดยใช้มาตรการต่าง ๆ แล้ว แต่ตัวชี้วัดด้านเครดิต (Credit Metrics) ของผู้ออกตราสารหนี้ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตหลาย ๆ รายก็มีความอ่อนแอลงมาตั้งแต่ปี 2566 ซึ่งส่งผลให้เกิดแรงกดดันด้านลบต่ออันดับเครดิต

แม้ว่าผลกระทบโดยตรงจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ จะยังมีจำกัด แต่การบริโภคภายในประเทศที่ยังคงอ่อนแอจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างช้าและระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังคงสูงได้ส่งผลกระทบต่อทั้งการบริโภคและการลงทุนในภาคเอกชนมาระยะหนึ่ง

ผู้ออกตราสารหนี้เงินตึงเสี่ยงถูกหั่นเรทติ้ง

ทริสประเมินว่าแรงกดดันที่เพิ่มเติมจากภายนอกจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการที่สหรัฐฯ อาจขึ้นภาษีสินค้าส่งออกจากไทยเพิ่มขึ้นอีกก็อาจส่งผลให้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศชะลอตัว และการขยายกำลังการผลิตต้องเลื่อนออกไป ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการจ้างงานและการเติบโตของรายได้ซึ่งจะยิ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลงไปอีก

ดังนั้นผู้ออกตราสารหนี้ที่มีข้อจำกัดด้านการเงินอาจเผชิญกับการปรับลดอันดับเครดิตหากกระแสเงินสดและตัวชี้วัดด้านหนี้สินเสื่อมถอยลงไปอย่างมาก

“ในอนาคตการมีฐานรายได้ที่หลากหลาย สภาพคล่องที่แข็งแกร่ง และโครงสร้างเงินทุนที่ระมัดระวังจะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความแตกต่างด้านคุณภาพเครดิตระหว่างบริษัทแต่ละราย”

ผลกระทบทางอ้อมรุนแรงกว่า

อย่างไรก็ตามทริสประเมินผลกระทบในทางอ้อมที่อาจเกิดขึ้นจากมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ และความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจในภาพรวมเป็นความท้าทายที่รุนแรงกว่า

แม้ว่าผลกระทบโดยตรงจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯอาจจำกัดอยู่แค่เพียงไม่กี่บริษัท แต่ผลกระทบในทางอ้อมอาจสร้างความท้าทายต่อเศรษฐกิจไทยที่อ่อนแออยู่

ทั้งนี้ สภาพแวดล้อมด้านเศรษฐกิจมหภาคโดยรวมอาจมีอิทธิพลต่ออันดับเครดิตของผู้ออกตราสารหนี้ที่ได้รับการจัดอันดับมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ

โดยผลกระทบในระยะสั้นอาจรวมถึงการชะลอตัวของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และการเลื่อนการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่

การลดลงของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ

ในไตรมาสแรกของปี 2568 การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศลดลงประมาณ 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการลงทุนจากจีนก็ลดลงในระดับใกล้เคียงกัน เนื่องจากนักลงทุนยังคงมีความระมัดระวัง

อย่างไรก็ตาม ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา การลงทุนจากจีนได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากกลยุทธ์ “China+1”

การปรับขึ้นภาษีของสหรัฐฯ สำหรับประเทศที่มีดุลการค้าเกินดุลหรือมีความเชื่อมโยงกับการส่งผ่านสินค้าจากจีนอาจส่งผลให้การลงทุนในประเทศไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือถูกเลื่อนออกไปหากสินค้าจากไทยมีอัตราภาษีที่สูงกว่าประเทศอื่นในอาเซียน

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจลงทุนในระยะยาวจะขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ปัจจัย เช่น ขนาดของตลาด คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ กฎระเบียบ และต้นทุนในการดำเนินงาน

คาดไม่มีการย้ายฐานผลิต เหตุลงทุนไปมากแล้ว

ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งมิได้คาดว่าจะเกิดการย้ายฐานการผลิตที่มีอยู่แล้วเนื่องจากมีการลงทุนไปแล้วเป็นจำนวนมากประกอบกับยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าระหว่างประเทศในอนาคต

ผลกระทบที่อาจมีต่ออันดับเครดิต

การลดลงของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศอาจส่งผลให้การสร้างงานใหม่และการถ่ายทอดเทคโนโลยีเกิดขึ้นช้าลง ซึ่งอาจส่งผลต่อผลิตภาพในระยะยาว

ผู้ส่งออกที่มีแผนจะสร้างความร่วมมือกับต่างประเทศหรือการร่วมทุนอาจเผชิญกับความล่าช้าในการขยายธุรกิจ ซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของบริษัทดังกล่าว

ส่วนผู้ประกอบการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมก็อาจเผชิญกับยอดขายที่ดินในประเทศที่ลดลง เนื่องจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอัตราภาษี

อย่างไรก็ตาม ผู้ออกตราสารหนี้ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตในกลุ่มนี้ได้ขยายการดำเนินงานไปยังประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย และลาว ซึ่งอาจช่วยลดผลกระทบโดยรวมลงได้

การลงทุนภาคเอกชนชะลอตัวตั้งแต่ปี 2566

ในรายงานของทริสเปิดเผยว่าการลงทุนของภาคเอกชนชะลอตัวมาตั้งแต่ปี 2566 จากผลของระดับความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่ลดลงและความไม่แน่นอนด้านนโยบาย

ทั้งนี้ การใช้จ่ายของภาคธุรกิจยังคงอยู่ในระดับจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการก่อสร้าง การปรับปรุงการผลิต และการขยายโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

ในขณะที่ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น บริษัทในไทยมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นและความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทาน ปัจจัยภายนอกเหล่านี้อาจส่งผลให้อุปสงค์ภายในประเทศลดลงและทำให้บางบริษัทต้องตัดสินใจเลื่อนแผนการใช้เงินลงทุนออกไป

ผู้ออกตราสารหนี้หลายรายเลือกที่จะเก็บเงินสดเอาไว้และทบทวนกลยุทธ์การลงทุนใหม่ โดยตัวเลขเงินลงทุนได้ลดลงในหลายภาคอุตสาหกรรมหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ปี 2567 จนถึงไตรมาสแรกของปี 2568

กลุ่มวัสดุ-รับเหมาก่อสร้าง น่าห่วง

ทริสประเมินว่าการชะลอการลงทุนของภาคเอกชนคาดว่าจะสร้างแรงกดดันในเชิงลบต่ออันดับเครดิตของภาคธุรกิจที่พึ่งพาการใช้เงินลงทุนและการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม บริษัทในกลุ่มวัสดุก่อสร้างและกลุ่มรับเหมาก่อสร้างอาจเผชิญกับคำสั่งซื้อที่ลดลงและโครงการที่ถูกเลื่อนออกไปซึ่งจะส่งผลให้รายได้และการสร้างกระแสเงินสดลดลง

ด้านผู้ผลิตในภาคอุตสาหกรรมและผู้จำหน่ายสินค้าทุน (Capital Goods) มีแนวโน้มที่จะเผชิญกับความต้องการเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ลดลง ซึ่งจะกระทบต่อรายได้และความสามารถในการทำกำไร

ในขณะที่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เน้นด้านพื้นที่อุตสาหกรรมหรือพาณิชยกรรม (Industrial and Commercial Property Developers) อาจเผชิญกับยอดขายที่ดินที่ลดลงและกิจกรรมการให้เช่าที่ชะลอตัว ซึ่งแนวโน้มเหล่านี้อาจนำไปสู่การเสื่อมถอยของตัวชี้วัดด้านเครดิต (Credit Metrics) โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ออกตราสารหนี้ที่มีต้นทุนคงที่สูง มีภาระหนี้สินอยู่ในระดับสูง หรือมีความยืดหยุ่นทางการเงินที่จำกัด

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์หุ้นไทย-ตลาดหุ้นไทย ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...