“สหรัฐ” ย้ำเส้นตาย 1 ส.ค. เริ่มเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลก รมว.พาณิชย์ชี้ยังเปิดเจรจาหลังเส้นตายได้
"สหรัฐ" ย้ำเส้นตาย 1 ส.ค. เริ่มเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลก รมว.พาณิชย์ชี้ยังเปิดเจรจาหลังเส้นตายได้ พร้อมเผยกลุ่มประเทศเล็กจะถูกเรียกเก็บภาษีขั้นต้น 10% ขณะที่ประเทศเศรษฐกิจใหญ่ต้องเปิดตลาดหรือจ่ายภาษีที่เป็นธรรม”
วันที่ 21 กรกฎาคม 2568 เวลา 02.07 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า นายฮาเวิร์ด ลัทนิค รัฐมนตรีพาณิชย์สหรัฐ กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า วันที่ 1 สิงหาคม 2568 จะเป็นเส้นตายสำหรับประเทศต่าง ๆ ที่ต้องเริ่มชำระภาษีนำเข้าสหรัฐ โดยระบุว่า ไม่มีอะไรหยุดยั้งประเทศเหล่านั้นจากการเจรจากับเราได้หลังวันที่ 1 สิงหาคม
ลัทนิคกล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์กับรายการ CBS News เมื่อถูกถามถึงเส้นตายการเก็บภาษีกับสหภาพยุโรป ว่า “นั่นคือเส้นตายที่ชัดเจน ดังนั้นในวันที่ 1 สิงหาคม อัตราภาษีใหม่จะมีผลบังคับใช้”
เดิมทีโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เคยเลื่อนเส้นตายการเก็บภาษีออกไปนับตั้งแต่ประกาศมาตรการเรียกเก็บภาษีสูงจากประเทศคู่ค้าเมื่อวันที่ 2 เมษายน แต่ล่าสุดเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวยืนยันว่า วันที่ 1 สิงหาคม จะเป็นเส้นตายที่แน่นอน
“ไม่มีอะไรหยุดพวกเขาไม่ให้เจรจากับเราได้หลังวันที่ 1 สิงหาคม แต่พวกเขาจะต้องเริ่มจ่ายภาษีตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นไป” ลัทนิคกล่าวย้ำ และเสริมว่า บางประเทศขนาดเล็ก เช่น ประเทศในละตินอเมริกา แคริบเบียน และแอฟริกาหลายแห่ง จะถูกกำหนดภาษีเบื้องต้นในอัตรา 10%
คำพูดของลัทนิคอาจสร้างความโล่งใจให้กับหลายประเทศที่เฝ้ารอการตัดสินใจอย่างแน่ชัดเกี่ยวกับอัตราภาษีจากทรัมป์ หลังจากก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีแสดงความเห็นว่าภาษีเบื้องต้นสำหรับประเทศเหล่านี้อาจเกิน 10%
ทรัมป์ประกาศเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าจะส่งจดหมายถึงประเทศเล็ก ๆ เหล่านี้ในเร็ว ๆ นี้ โดยกล่าวว่า “เราน่าจะกำหนดอัตราภาษีเดียวสำหรับพวกเขาทั้งหมด… น่าจะมากกว่า 10% เล็กน้อย”
ลัทนิคยังเสริมว่า “ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่จะต้องยอมเปิดตลาดของตน หรือไม่ก็ต้องจ่ายภาษีที่เป็นธรรมให้กับอเมริกา”
คำแถลงของลัทนิคมีขึ้นหลังจากที่ทรัมป์ส่งจดหมายถึงประเทศคู่ค้าหลายแห่งเมื่อต้นเดือนนี้ เพื่อแจ้งอัตราภาษีใหม่ ซึ่งบางประเทศถูกกำหนดไว้สูงถึง 40%
จดหมายเหล่านั้น ซึ่งโพสต์ผ่าน Truth Social ของทรัมป์ ระบุว่า ภาษีจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 สิงหาคม ส่งผลให้หลายประเทศเร่งเจรจาในนาทีสุดท้ายเพื่อลดอัตราภาษีดังกล่าว
อ้างอิง : www.cnbc.com