โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ร่องรอย “พระมหามงกุฎ” และของที่ราชวงศ์ไทยพระราชทานกษัตริย์กัมพูชา สมัยรัตนโกสินทร์

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 29 ก.ค. 2568 เวลา 03.30 น. • เผยแพร่ 27 ก.ค. 2568 เวลา 17.43 น.
[ซ้าย] สมเด็จพระนโรดมบรมรามเทวาวตาร ทรงพระมหามงกุฏ ในพระหัตถ์ทรงพระแสงกระบี่ ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งของที่ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้เมื่อครั้งอภิเษกสมเด็จพระหริรักษรามาอิศราธิบดี (พระองค์ด้วง) [กลาง] พระมหามงกุฎที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทาน สมเด็จพระนโรดมบรมรามเทวาวตารกษัตริย์กัมพูชาและเครื่องทรงพระเศียรพระเจ้ากรุงกัมพูชา ภาพถ่ายเก่าในสมัยอาณานิคมของฝรั่งเศส [ขวา] สมเด็จพระศรีสวัสดิ์ ทรงพระมหามงกุฎ (ภาพจาก ศิลปวัฒนธรรม, มิถุนายน 2558)

ร่องรอย “พระมหามงกุฎ” และของที่ราชวงศ์ไทยพระราชทานกษัตริย์กัมพูชา สมัยรัตนโกสินทร์

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ประเทศกัมพูชามีสงครามความวุ่นวายภายในหลายครั้ง เป็นเหตุให้พระราชวงศ์กัมพูชาหลายพระองค์ได้เสด็จเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ได้แก่ พระองค์เอง (นักองค์เอง) ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระองค์สงวน พระองค์พิม พระองค์อิ่ม และพระองค์ด้วง ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยและรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รวมทั้ง พระองค์ราชาวดี และ พระองค์ศรีสวัสดิ์ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ปรากฏหลักฐานเป็นธรรมเนียมว่า ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 เป็นต้นมา เมื่อถึงเวลาอันสมควรที่พระราชวงศ์กัมพูชาจะกลับไปครองราชสมบัติในกัมพูชา ก็จะมีการอภิเษกพระราชวงศ์กัมพูชาโดยมีการพระราชทานพระสุพรรณบัฏ และสิ่งของพระราชทานต่างๆ ที่เป็นเครื่องประกอบอิสริยยศ เช่น มหามงกุฎ พระมาลา ฯลฯ รวมทั้งเครื่องราชูปโภคต่างๆ ออกไปยังกัมพูชาด้วย

ทั้งนี้เนื่องจากในเวลานั้นกัมพูชามีฐานะเป็นประเทศราชของไทย ธรรมเนียมนี้ได้มีการปฏิบัติสืบเนื่องมาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งถือเป็นครั้งสุดท้ายที่ไทยได้มีส่วนร่วมในการอภิเษกกษัตริย์กัมพูชา เนื่องจากหลังจากนั้นกัมพูชาได้ตกเป็นรัฐในอารักขาและอาณานิคมของฝรั่งเศสตามลำดับ

บทความนี้จึงเป็นการศึกษาเกี่ยวกับ “พระมหามงกุฎ” และสิ่งของพระราชทานกษัตริย์กัมพูชาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น อันแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างไทยกับกัมพูชาในสมัยนั้น และน่าจะเป็นข้อมูลที่แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างธรรมเนียมการพระราชทาน “พระมหามงกุฎ” และสิ่งของอื่นๆ ที่พระราชทานไปยังกัมพูชา กับสิ่งของที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานไปยังประเทศต่างๆ ในตะวันตก ในเวลาต่อมา

สิ่งของพระราชทานสมเด็จพระนารายณ์รามาราชาธิบดี (พระองค์เอง)

ในปี พ.ศ. 2337 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมีพระราชดำริว่า พระองค์เองมีพระชนม์ได้ 21 พรรษา ควรเสด็จกลับออกไปครองราชย์ในกรุงกัมพูชา จึงพระราชทานนามและพระสุพรรณบัฏ รวมทั้งสิ่งของต่างๆ สำหรับการอภิเษกพระองค์เองให้เป็นกษัตริย์กัมพูชา ดังปรากฏความในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 ของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ว่า

“…ครั้นออกพรรษานักพระองค์เองลาสิกขาบทแล้ว ทรงพระราชดำริจะให้นักพระองค์เองออกไปครองกรุงกัมพูชาสืบวงศ์ต่อไป จึงพระราชทานนามแก่นักพระองค์เอง ให้เป็นสมเด็จพระนารายณ์รามาธิบดีศรีสุริโยพรรณ บรมสุรินทรามหาจักรพรรดิราช บรมนารถบพิตร เจ้ากรุงกัมพูชา…” [1]

นอกจากนี้ยังปรากฏรายละเอียดเกี่ยวกับพระสุพรรณบัฏและสิ่งของพระราชทานพระองค์เองในจดหมายเหตุรัชกาลที่ 1 เรื่อง “ตั้งให้พระองเอง เป็นพระนารายน์ราชาธิราชกรุงกัมพูชา” ว่า

“วัน ๖ ฯ๑๐ ๖ ค่ำ จุลศักราช ๑๑๕๖ ปีขาลฉ้อศก เพลา ๒ โมงเช้า สมเด็จพระพุทธิเจ้าอยู่หัวเสด็จออกขุนนาง ณ ชาลาฝ่ายประจิมทิศ ริมพระธินั่งจักรพรรดิพิมาน ทรงขนานพระนามพระองเองพระราชทานให้ออกไปครองราษฎร ณ กรุงกำภูชาธิบดี พระญาพระคลังได้ทูลอองฯ ด้วยลักษณพระนามในพระสุพรรณบัตร…

ครั้น ณ วัน ๕ ฯ๑ ๗ ค่ำ ปีขาล ฉ้อศก เพลาเชา อาลักษณเชิญพานพระสุพรรณบัตรมาไว้ศาลาลูกขุน ครั้นเพลาบ่ายในวันนั้น พญาพระเขมนแต่งดอกไม้ทูปเทียนมาถวายบังคม แล้วเชิญพานพระสุพรรณบัตรแห่ไป ณ ตำหนักเจ้าพระองเอง

อนึ่งสมเดจบรมนารถบรมบพิตรพระเจ้ายุหัวบรมธรรมมฤกมหาราชาธิราชเจ้าพระราชทาน พระสาริกะบรมธาตุหย่างกลาง อย่างน้อย 10 พระองค์ใส่พระโกฏนาคชั้นนอก พระโกฏทองคำชั้นในไว้สำหรับได้นมัศการบูชาเปนมหาสวัสดิมงคลอันประเสริฐ แล้วนิมนตรพระสงฆเขมนซึ่งเข้ามาอยู่กรุงเทพมหานคร ได้เรียนพระไตรปิฎกธรรมชำนาญออกไปชำระพระพุทธสาศนา ณ กรุงกำภูชาธิบดี 21 รูป มีมหาเอกเปนปรทาน

อนึ่งพระราชทานเรือพระธินั่งศรีสักหลาด ผูกเครื่องครบ ให้เจ้าพระองคเองผู้เปนสมเดจพระเจ้ารามาธิบดี ทรงพระราชทานเรือดั้งชักสามคู่ อนึ่งพระราชทานปืนคาบศิลา ๓๐๐ บอก ปากนกกสุน ดินปสิวพร้อม ไปไว้สำหรับเมือง…” [2]

สิ่งของพระราชทานสมเด็จพระอุทัยราชา (พระองค์จันท์)

เมื่อสมเด็จพระนารายณ์รามาราชาธิบดี ครองกรุงกัมพูชาได้เพียง 3 ปี ก็ทิวงคต พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จฟ้าทะละหะ (ปก) เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินกัมพูชา และทำนุบำรุงพระโอรสทั้ง 4 พระองค์ของสมเด็จพระนารายณ์รามาราชาธิบดี

จนถึงปี พ.ศ. 2349 สมเด็จฟ้าทะละหะ (ปก) เห็นว่าตนเองชราลงแล้ว พระองค์จันท์พระโอรสองค์ใหญ่ในสมเด็จพระนารายณ์รามาราชาธิบดี (พระองค์เอง) มีอายุได้ 16 ปีแล้ว สมควรว่าราชการแผ่นดินได้ สมเด็จฟ้าทะละหะ (ปก) จึงพาพระองค์จันท์และพระองค์สงวนพระอนุชา เข้ามาที่กรุงเทพมหานคร ขอให้ทรงตั้งพระองค์จันท์เป็นกษัตริย์ปกครองกัมพูชา

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช จึงทรงพระกรุณาตั้งพระองค์จันท์เป็นสมเด็จพระอุทัยราชาธิราชรามาธิบดี และพระราชทานชฎาเครื่องยศ และเครื่องสูงตามอย่างเจ้าประเทศราชให้ออกไปครองกรุงกัมพูชา ดังปรากฏความในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 ของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ ว่า

“…ครั้นมาถึง ณ วันจันทร์ เดือน ๘ ทุติยาษาฒ ขึ้น ๕ ค่ำ จึงทรงพระกรุณาตั้งนักพระองค์จันท์เป็นองค์สมเด็จพระอุทัยราชาธิราชรามาธิบดี ศรีสุริโยพรรณ บรมสุรินทรามหาจักรพรรดิราช บรมนารถบพิตร สถิตเป็นอิศวรกัมพุชรัฐราชโอภาสชาติวรวงศ์ ดำรงกรุงกัมพูชาธิบดี ศรียโสธรนครอินทปัตถ์ กุรุรัฐบุรีรมย์ อุดมมหาสถาน เจ้ากรุงกัมพูชา พระราชทานชฎาเครื่องยศ เครื่องสูงตามอย่างเจ้าประเทศราช โปรดให้ไปครอบครองบ้านเมืองต่อไป…” [3]

นอกจากนี้ยังปรากฏในจดหมายเหตุรัชกาลที่ 1 เรื่อง “ตั้งให้พระองคจัน เป็นพระองคอุไทยธิราช กรุงกำภูชา” ว่า “…ฝ่ายพญาพระเขมนแต่งดอกไม้ทูบเทียนมากราบถวายบังคม แล้วเชิญพานพระสุพรรณบัตรแห่ไปตำหนักพระองคจันที่เสดจอยู่นั้น พระราชทานเครื่องราชบริโภค…” [4]

จากหลักฐานในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 1 ของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) แสดงให้เห็นว่า ในสมัยรัชกาลที่ 1 เมื่อมีการสถาปนาพระองค์จันท์ไปเป็นกษัตริย์กัมพูชา ได้พระราชทานเครื่องยศเพียง “ชฎา” ซึ่งเป็นเครื่องยศของเจ้าประเทศราช ยังไม่ได้พระราชทาน “พระมหามงกุฎ” ออกไปแต่อย่างใด

สิ่งของพระราชทานสมเด็จพระหริรักษรามาอิศราธิบดี (พระองค์ด้วง)

ในรัชกาลที่ 3 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เป็นแม่ทัพใหญ่ผู้สำเร็จราชการยกทัพไปรบกับเวียดนามในกัมพูชา และโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระหริรักษรามาอิศราธิบดี (พระองค์ด้วง) ออกไปในกองทัพด้วย ในครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานสิ่งของต่างๆ หลายอย่างให้กับสมเด็จพระหริรักษรามาอิศราธิบดี

โดยเฉพาะเมื่อปี พ.ศ. 2390 เมื่อเสร็จสงครามกับเวียดนาม มีการอภิเษกพระองค์ด้วงเป็นสมเด็จพระหริรักษรามาอิศราธิบดี พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยาเพชรพิไชยคุมเครื่องซึ่งในบรรดาสิ่งของที่พระราชทานในคราวนี้มีพระมหามงกุฎ และพระมาลาพระเส้าสะเทิ้นขนยอดเกี้ยวยี่กาลงยาราชาวดีประดับพลอย ฯลฯ รวมอยู่ด้วย ดังปรากฏหลักฐานในจดหมายเหตุรัชกาลที่ 3 เรื่อง “บัญชีรายชื่อสิ่งของพระราชทานองค์พระหริรักษ์ทั้ง 3 คราว จ.ศ. 1202-1209” ว่า

“…พระราชทานองค์ด้วงเป็นพระหริรักษรามาอิศราธิบดี วันพุธ เดือน ๒ ขึ้น ๑๔ ค่ำ ปีมะแม นพศก พระมหามงกุฎองค์ ๑ พระมาลาพระเส้าสะเทิ้นขนยอดเกี้ยวยี่กาลงยาราชาวดีประดับพลอยองค์ ๑ พระธำมรงค์รังแตน เพชร ๒ ทับทิม ๑ มรกฎ ๑ (รวม) ๔ วง พระแสงกระบี่ฝักด้ามทอง กรงมือทอง ๑ ธารพระกรเครื่องทอง ๑ เครื่องสูงตีพิมพ์ สำรับหนึ่ง (มี) เครื่อง ๕ ชั้น ๕ คู่ ขาว แดง เขียว ม่วง น้ำเงิน สิ่งละคู่ บังแทรก ๓ คู่ ขาว แดง ม่วง สิ่งละคู่ (รวม) ๑ บังพระสูรย์ องค์ ๑ พระกลดกำมะหยี่ปักทองแผ่ลวด ๑ พระราชยานมีเบาะกำมะหยี่ ๑ หมอนอิงผ้าขาว ๑ (รวมเป็น) ๑ พระเสลี่ยงมีเบาะกำมะหยี่ ๑ หมอนอิงโหมด ๑ (รวมเป็น) ๑ เสื้อทรงประพาสกำมะหยี่แดงเครื่องทรง ๑ ตาดระกำไหมอย่างน้อย แดง ๑ ครุยกรองทองพื้นขาว ๑ (รวมเป็น) ๔ เจียระบาดเข้มขาบสาย ๑ สนับเพลาเข้มขาบริ้วม่วงมีเชิงงอน ๑ เข้มขาบสังเวียน กรวยเชิงแดงผืน ๑ ผ้าลายพระกระบวรกรวยเชิงพื้นขาวผืน ๑ (รวมเป็น) ๑๗ (รายการ)…” [5]

พงศาวดารเขมร ฉบับพระยาราชเสนา (เดช) ได้กล่าวถึงเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ว่า

“…เจ้าพญาบดินเดชาฯ บอกข้อราชการเข้ามาว่ารบกับญวรมีชัยชนะที่อุดง และญวรทำสัญญากับเขมรมา ณ กรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวยกความชอบเจ้าพญาบดินเดชาแล้วให้นามเมืองอุดงเป็นเมืองอุดงมีไชย [6] โปรดเกล้าให้พระองค์ดวงเป็นเจ้าประเทศราช ณ วัน จันทร์ แรม ๕ ค่ำ เดือน ๒ ศักราช ๑๒๐๙ ปีมะแม นพศก เวลาเช้า ๓ โมง กับบาทหนึ่ง อาลักษณ์จารึกพระนามพระองค์ดวงลงพระสุพรรณบัตร ลงกล่องเงินถมยาดำ กล่องงาชั้นนอก

พญาเพชพิไชยจางวางล้อมพระราชวังซึ่งเป็นที่เจ้าพญาธรมา (เสือ) [7] พี่เจ้าพญาธรมา (มั่ง) [8]เดี๋ยวนี้ [9] เชิญพระสุพรรณบัฏกับศุภอักษรตราพระราชสีห์ ออกไปให้เจ้าพญาบดินเดชาที่สมุหนายกเษกพระองค์ดวง ออกจากกรุงเทพฯ วันพุธ ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๒ ปีมะแม นพศก [10]เษกองค์ดวงเป็นองค์พระหริยรักษรามหาอิศราธิบดี ครองกรุงกำโพชาอยู่ ณ เมืองอุดงมีไชย ณ วันศุกร์ ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๔ ศักราช ๑๒๐๙ ปีมะแม นพศก [11]…”

ราชพงษาวดารกรุงกัมพูชา กล่าวถึงเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) จัดการพระราชพิธีปราบดาภิเษกสมเด็จพระหริรักษ์รามาอิศราธิบดี (พระองค์ด้วง) ขึ้นที่เมืองอุดงค์ฦๅชัย ในปีพุทธศักราช 2390 ว่า

“…ครั้นถึง ณ วันขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๔ ปีมแม นพศก ๑๒๐๙ จัดการพระราชพิธีอภิเษกสมเด็จพระองค์ด้วง พระชนมายุ ๕๒ ปี ขึ้นเสวยราชสมบัติทรงพระนาม พระบาทสมเด็จพระราชโองการพระหริรักษ์รามาอิศราธิบดี พระศรีสุริโยพรรณธรรมิกวโรดม บรมสุรินทรา มหาจักรพรรดิราช บรมนารถบรมบพิตร สถิตย์เป็นอิศวรยอดรัฐราษฎร์โอภาษชาติวงษ์ บำรุงกัมพูชามหาอินทปัตนคร บวรอดิเรกเอกราช ขัติโยมหาธิบดินทร์ นรินทรวิสุทธิอุดม บรมบพิตร พระองค์ได้ปราบดาภิเศกเสวยราชสมบัติ ประทับอยู่ ณ กรุงอุดงฤๅชัย…” [12]

จากหลักฐานที่กล่าวมาแสดงว่า เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้อภิเษกพระองค์ด้วงเป็นสมเด็จพระหริรักษรามาอิศราธิบดี (พระองค์ด้วง) นั้น ได้พระราชทาน “พระมหามงกุฎ” สำหรับการอภิเษกสมเด็จพระหริรักษรามาอิศราธิบดี (พระองค์ด้วง) ด้วย รวมทั้งยังมีเครื่องยศและเครื่องสูงอื่นๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ใช้ในการประกอบพิธีราชาภิเษกสมเด็จพระนโรดมบรมรามเทวาวตารในเวลาต่อมา

สิ่งของพระราชทานสมเด็จพระนโรดมบรมรามเทวาวตาร (พระองค์ราชาวดี)

หลังจากสมเด็จพระหริรักษรามาอิศราธิบดี (พระองค์ด้วง) ทิวงคต ในปี พ.ศ. 2403 ขุนนางทั้งหลายอัญเชิญพระองค์ราชาวดี ซึ่งเวลานั้นทรงดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระนโรดมพรหมบริรักษ์มหาอุปราชขึ้นครองราชย์ ครั้นสมเด็จพระนโรดมพรหมบริรักษ์ทรงขึ้นครองราชย์แล้วจึงทรงส่งขุนนางเข้ามากราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถึงข่าวการทิวงคตของสมเด็จพระหริรักษรามาอิศราธิบดีให้ทรงทราบ [13]

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระองค์ศรีวัตถาซึ่งในเวลานั้นเข้ามาประทับอยู่ในกรุงเทพมหานคร ออกมายังกัมพูชาพร้อมกับพระพิเรนทรเทพ [14] เพื่อช่วยงานพระศพของพระหริรักษรามาอิศราธิบดี เมื่อพระองค์ศรีวัตถาเสด็จออกมาถึงเมืองอุดงค์ซึ่งเป็นเมืองหลวงของเขมรในขณะนั้น พระองค์ก็เริ่มรวบรวมสมัครพรรคพวกเตรียมก่อการกบฏ ต่อมาสนองโสร์ได้หลบหนีเข้าไปอยู่ในตำหนักของพระองค์ศรีวัตถา สมเด็จพระนโรดมจึงทราบว่า พระองค์ศรีวัตถาคิดก่อการกบฏ สมเด็จพระนโรดมพรหมบริรักษ์จึงโปรดให้ออกญาวิบุลราชเสนา (แบน) นำทหารหลวงไปล้อมจับสนองโสร์ที่ตำหนักพระองค์ศรีวัตถา

พระองค์ศรีวัตถาเห็นทหารมาล้อมพระตำหนักเช่นนั้น จึงทรงให้สนองโสร์กับมโนแก้วนำทหารจำนวน 50 คน ออกรบ ทหารของออกญาวิบุลราชเสนาใช้ปืนยิงตอบโต้ถูกทหารของพระองค์ศรีวัตถาเสียชีวิตไปประมาณ 8 คน พระองค์ศรีวัตถาและพระองค์สิริวงศ์เห็นท่าว่าจะสู้ไม่ได้ก็ควบม้าหลบหนีออกจากพระตำหนักมาได้ ส่วนสนองโสร์กับมโนแก้วพร้อมด้วยทหารสามารถแหกวงล้อมหนีออกไปได้เช่นกัน

พระองค์ศรีวัตถาได้ตั้งสนองโสร์ให้เป็นที่ออกญามหาฤทธิ์รงค์ชาญชัย และให้มโนแก้วเป็นที่ออกญากำแหงโยธา ทั้งสองได้ชักชวนชาวบ้านแถบเมืองบาพนมมาเป็นพรรคพวกได้อีกจำนวนมาก ออกญาธรรมเดโชเจ้าเมืองบาพนมจัดทัพออกไปสู้กับพวกกบฏ แต่เนื่องจากขาดทัพหนุนจึงถูกตีแตกกลับมาทุกครั้ง จึงต้องหนีไปตั้งหลักที่กำปงศาลา สนองโสร์กับมโนแก้วจึงนำทัพบุกยึดเมืองพนมเปญได้สำเร็จ [15]

เมื่อสมเด็จพระนโรดมทราบข่าวว่าสนองโสร์ยึดเมืองพนมเปญได้แล้ว พระองค์จึงตัดสินพระทัยอพยพพระบรมวงศานุวงศ์และเครื่องราชาภิเษกทั้งปวง (ซึ่งน่าจะรวมทั้ง “พระมหามงกุฎ” ที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้สมเด็จพระหริรักษรามาอิศราธิบดี (พระองค์ด้วง)) เข้าไปประทับที่เมืองพระตะบอง ทิ้งเมืองอุดงค์มีชัยให้สมเด็จพระหริราชดนัยไกรแก้วฟ้า (พระองค์ศรีสวัสดิ์) เป็นผู้รักษาเมือง [16]

เมืองพระตะบองในเวลานั้นขึ้นตรงต่อกรุงเทพฯ มีพระยาคธาธรธรณินทร์เป็นเจ้าเมือง สมเด็จพระนโรดมพรหมบริรักษ์ได้มีศุภอักษรเข้ามายังกรุงเทพฯ ขอกองทัพไทยให้เข้ามาช่วยปราบปรามความวุ่นวาย เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบจึงโปรดให้รับสมเด็จพระนโรดมพรหมบริรักษ์เข้าไปประทับยังกรุงเทพมหานคร [17]

สมเด็จพระนโรดมพรหมบริรักษ์จึงเสด็จเข้าไปประทับที่กรุงเทพมหานคร เป็นการชั่วคราว พระองค์ได้นำเครื่องราชาภิเษกเข้าไปกรุงเทพฯ โดยเฉพาะ “พระขรรค์ราชย์” และ “มงกุฎราชย์” เนื่องจากเวลานั้นสมเด็จพระนโรดมพรหมบริรักษ์ยังมิได้ทรงจัดพระราชพิธีราชาภิเษกขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินกัมพูชาอย่างเป็นทางการ

หลังจากพวกกบฏอันมีสนองโสร์และมโนแก้วเป็นหัวหน้าบุกยึดเมืองพนมเปญได้แล้วก็ยกทัพมาตีเมืองอุดงค์ เมื่อกบฏล้อมเมืองอุดงค์แล้ว สมเด็จพระหริราชดนัยไกรแก้วฟ้าทรงเจรจากับพวกสนองโสร์ สนองโสร์กับมโนแก้วจึงได้เมืองอุดงค์มีชัย พวกขบถได้กวาดต้อนเอาพระราชทรัพย์ที่เหลืออยู่ในพระคลังไปจนหมดสิ้น และขนเอาทรัพย์สินชาวบ้านชาวเมืองไปด้วย [18]

ต่อมาเมื่อออกญามนตรี (แกบ) ร่วมมือกับออกญาธรรมา (ปก) พร้อมด้วยบรรดาขุนพลทั้งหลายนำทัพเข้าขับไล่ออกญากำแหงโยธาออกจากเมืองอุดงค์มีชัยได้สำเร็จ และยังสามารถขับไล่พวกกบฏออกจากเมืองพนมเปญได้ [19]

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระยามนตรีสุริยวงศ์ (ชุ่ม) พระยาบริรักษราชา และเจ้าหมื่นศรีสรรักษ์ นำทหารไทยคุ้มกันสมเด็จพระนโรดมพรหมบริรักษ์กลับมาเมืองเขมรโดยทางชลมารค รวมเวลาประทับในกรุงเทพฯ ได้ 105 วัน ขบวนเสด็จกลับมาขึ้นฝั่งที่ท่าเมืองกำปอด พระราชพงศาวดารกรุงกัมพูชากล่าวว่า สมเด็จพระนโรดมพรหมบริรักษ์เสด็จเข้าสู่เมืองอุดงค์มีชัยเมื่อวันแรม 11 ค่ำ เดือน 4 ปีระกา ตรีศก 1223 ตรงกับปี พ.ศ. 2404 [20]

เพราะหลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2406 อัดเมราล แม่ทัพเรือฝรั่งเศส (ดูดาร์ต เดอ ลาเกร์) ได้เสนอเรื่องสนธิสัญญาให้กัมพูชาอยู่ภายใต้การอารักขาของฝรั่งเศส ในเดือนกรกฎาคม พลเรือเอก กรอนดิแยร์ ข้าหลวงใหญ่ของแคว้นโคชินจีนได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระนโรดม ณ เมืองอุดงค์มีชัยและเสนอให้กัมพูชาอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของฝรั่งเศส ในที่สุดสมเด็จพระนโรดมจำต้องลงพระนามในสนธิสัญญาฉบับนี้ พงศาวดารเขมร ฉบับปลีก ได้กล่าวถึงเหตุการณ์นี้ว่า

“…อยู่มาอัศมิราล [21] แม่ทัพเมืองไซร่ง่อน ให้ขุนนางฝรั่งเศดขึ้นมาพูดจาทำสัญญาแต่เมืองเขมร องค์พระณโรดมฯ …(ต้นฉบับชำรุด)…ไม่ทำสัญญาก็กลัวบ้านกลัวเมืองจะเกิดเหตุต่างๆ จึงได้ปรึกษาพร้อมด้วยพระยาพระเขมรทำสัญญากับขุนนางฝรั่งเศส แล้วก็บอกข้อความเข้ามา ณ กรุงเทพฯ ท่านเสนาบดีทั้งปวงปรึกษาเห็นว่า เมืองเขมรเป็นเมืองขึ้นกรุงเทพฯ มาช้านาน จะไม่ให้องค์พระนโรดม พระยาพระเขมรทำสัญญาไว้ต่อกรุงเทพฯ บ้างเห็นไม่ควร จึงได้ให้พระยาราชวรานุกูลแม่ทัพกลับออกไปพูดจาทำสัญญากับเขมร ครั้นมองชิเออโอบาเรศ [22]กงสุลฝรั่งเศสไปจัดการเมืองญวนเสร็จแล้วเข้ามากรุงเทพฯ ท่านเสนาบดีได้เอาสัญญาเมืองเขมรทำไว้แก่กรุงเทพฯ เขมรทำให้ฝรั่งเศสมาปรึกษาการหารือกันก็เรียบร้อยทั้ง 3 ฝ่าย…” [23]

หลังจากนั้นรัฐบาลฝรั่งเศสและไทยได้ร่วมกันจัดการราชาภิเษกสมเด็จพระนโรดมบรมรามเทวาวตาร เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2407 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชาภิเษกมาเพื่อใช้ในพิธีราชาภิเษก สันนิษฐานว่า เครื่องราชาภิเษกนี้น่าจะเป็นชุดเดียวกับที่สมเด็จพระนโรดมบรมรามเทวาวตารนำเข้าไปไว้ที่กรุงเทพฯ เมื่อครั้งเกิดสงครามกับพระองค์วัตถา

การที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระสุพรรณบัฏ เครื่องอิสริยยศ และเครื่องสูงต่างๆ สำหรับการราชาภิเษกสมเด็จพระนโรดมบรมรามเทวาวตาร ปรากฏในเอกสาร เช่น พระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ดังความตอนหนึ่งใน พระราชหัตถเลขา ฉบับที่ 10 พระราชหัตถเลขา ถึงองค์พระนโรดม ณะกรุงกัมพูชา ว่า

“…ท่านเสนาบดีผู้ใหญ่ได้ฟังดังนี้แล้วปฤกษาเห็นพร้อมกันจะให้พระยามนตรีสุริยวงษ์คุมสุพรรณบัตรแลเครื่องอิศริยยศทั้งปวงออกไปทำการอภิเศกแก่เธอ ให้ทันในเดือนหกเป็นเดือนฤกษ์ดี…” [24]

นอกจากนี้ยังปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 4 ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) ว่า“…ครั้นเมื่อ ณ เดือนหก ขึ้นสิบห้าค่ำ จึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระยามนตรีสุริยวงษ์ คุมเครื่องอิศริยยศสุพรรณบัตรไปเศกองค์พระนโรดม…” [25]

ส่วนพงศาวดารเขมรฉบับปลีกได้กล่าวถึงเหตุการณ์ตอนนี้ไว้ว่า“…(ต้นฉบับชำรุด)…เบญจศก ศักราช ๑๒๒๕ ปี จึ่งโปรดให้พระยามลตริสุริยวงษ [26]เชิญพระสุพรรณบัฏแลเครื่องอิสริยยศเครื่องบริวารยศ พร้อมด้วยมองชิเออโอบาเรศ กงสุลฝรั่งเศสลงเรือออกไปทำการอภิเษกองค์พระณโรดมฯ เป็นองค์สมเด็จพระณโรดมบรมเทวาวตาน เจ้ากรุงกำโพชาธิบดี [27]แต่ ณ วันศุกร์ แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๖ ศักราช ๑๒๒๖ ปีชวด ฉศก [28]…” [29]

จากหลักฐานต่างๆ ที่กล่าวมาแสดงให้เห็นว่า ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการพระราชทานพระสุพรรณบัฏ เครื่องอิสริยยศ และเครื่องสูงสำหรับการราชาภิเษกสมเด็จพระนโรดมบรมรามเทวาวตารด้วย

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงพระนิพนธ์ถึง “พระมหามงกุฎ” และเครื่องทรงพระเศียรพระเจ้ากรุงกัมพูชาไว้ในหนังสือนิราศนครวัดว่า

“…ได้บอกเขาไว้ว่าอยากดูเครื่องต้น เขาเชิญเครื่องทรงพระเศียรพระเจ้ากรุงกัมพูชามาตั้งให้ดู ๔ องค์ และอธิบายให้ทราบ คือ พระมหามงกุฎลงยา ซึ่งพระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานนั้น สำหรับทรงราชาภิเษก และทรงเลียบพระนครกระบวนราบ พระมาลาเส้าสะเทิน (เหมือนอย่างต่างกรมทรงในกรุงเทพฯ) ซึ่งพระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานสำหรับทรงเลียบพระนครกระบวนม้า พระชฎาห้ายอดทองเกลี้ยง (มียอดใหญ่อยู่กลางยอดน้อยอยู่สี่ทิศ) สร้างขึ้นในกรุงกัมพูชา สำหรับทรงเลียบพระนครกระบวนรถ พระมาลาทรงประพาส พื้นตาดเครื่องทอง ทำในกรุงกัมพูชา สำหรับทรงเลียบพระนครกระบวนช้าง ก็ดูชอบกลอยู่…” [30]

ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วสันนิษฐานว่า เครื่องอิสริยยศเหล่านี้น่าจะเป็นชุดเดียวกันกับที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานให้สมเด็จพระหริรักษรามาอิศราธิบดี (พระองค์ด้วง) และสมเด็จพระนโรดมบรมรามเทวาวตารได้นำเข้ามาในกรุงเทพฯ เมื่อเกิดกบฏวัตถา ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้พระราชทานกลับมาเพื่อใช้ในพิธีราชาภิเษกสมเด็จพระนโรดมบรมเทวาวตาร

สอดคล้องกับในภาพเก่าการขึ้นครองราชย์ของสมเด็จพระนโรดมบรมรามเทวาวตาร ในภาพจะเห็นเครื่องอิสริยยศในพิธีราชาภิเษกไว้ประกอบด้วย พระมหามงกุฎ พระมาลาเส้าสะเทิ้น และพระแสงกระบี่ฝักด้ามทอง ซึ่งปรากฏรายการในสิ่งของพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวรวมอยู่ด้วย ดังนั้น เครื่องอิสริยยศที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้สมเด็จพระนโรดมบรมรามเทวาวตาร จึงน่าจะเป็นชุดเดียวกับที่ใช้ในการราชาภิเษกสมเด็จพระหริรักษรามาอิศราธิบดี (พระองค์ด้วง) นั่นเอง

บทสรุป

พระมหามงกุฎ และเครื่องอิสริยยศที่ไทยได้พระราชทานให้กษัตริย์กัมพูชาในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ มีความแตกต่างจากเครื่องมงคลราชบรรณาการที่ไทยได้มอบให้ประเทศต่างๆ ในยุโรปและอเมริกา เนื่องจากเครื่องมงคลราชบรรณาการเหล่านั้นไทยได้มอบให้เพื่อเป็นเครื่องแสดงทางพระราชไมตรีระหว่างประเทศไทยกับประเทศต่างๆ เหล่านั้น เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส

แต่สำหรับพระมหามงกุฎ และเครื่องอิสริยยศที่ไทยได้พระราชทานให้กษัตริย์กัมพูชาในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์เป็นสิ่งที่ไทยได้พระราชทานให้กับกษัตริย์กัมพูชาในฐานะเครื่องอิสริยยศของเจ้าประเทศราช เห็นได้จากสิ่งของต่างๆ ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชพระราชทานให้สมเด็จพระนารายณ์รามาราชาธิบดี (พระองค์เอง) และสมเด็จพระอุทัยราชา (พระองค์จันท์) ซึ่งมี “ชฎา” ซึ่งเป็นเครื่องยศของเจ้าประเทศราช ยังไม่ได้มีการพระราชทาน “พระมหามงกุฎ” เป็นเครื่องอิสริยยศแต่อย่างใด

ต่อมาในรัชกาลที่ 3 หลังสงครามอานามสยามยุทธ์ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทาน “พระมหามงกุฎ” และเครื่องอิสริยยศสำหรับการราชาภิเษกสมเด็จพระหริรักษรามาอิศราธิบดี (พระองค์ด้วง) ซึ่งได้ใช้สืบเนื่องมาจนถึงรัชกาลสมเด็จพระนโรดมบรมรามเทวาวตาร

ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า พระมหามงกุฎที่ไทยได้พระราชทานให้กษัตริย์กัมพูชา เป็นเครื่องอิสริยยศ ประกอบความเป็นเจ้าประเทศราช แตกต่างจากการพระราชทานเป็นเครื่องมงคลราชบรรณาการแสดงทางพระราชไมตรีไปยังประเทศในยุโรปดังได้กล่าวมา อย่างไรก็ตาม บทความนี้เป็นเพียงการศึกษาเบื้องต้นอันควรมีการศึกษาในรายละเอียดต่อไป

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เชิงอรรถ :

[1] เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค). พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1. (กรุงเทพฯ : คุรุสภา, 2526), น. 143.

[2] คณะกรรมการจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ สำนักนายกรัฐมนตรี. เรื่องทรงตั้งเจ้าประเทศราชกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1. (กรุงเทพฯ : สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี, 2514), น. 10.

[3] เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค). พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1. น. 195.

[4] คณะกรรมการจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ สำนักนายกรัฐมนตรี. เรื่องทรงตั้งเจ้าประเทศราชกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1. น. 19.

[5] กรมศิลปากร. ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๑๒. (กรุงเทพฯ : สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, 2549), น. 764.

[6] เรียกในภาษาเขมรว่า อุดงค์มานชัย (อุฎุงฺคมานชัย)

[7] พระยาเพ็ชรพิชัย (เสือ) เป็นบุตรเจ้าพระยารัตนาพิพิธ ได้เป็นเจ้าพระยาธรรมา ในรัชกาลที่ 4

[8] เจ้าพระยาธรรมา (มั่ง) หรือ (ลมั่ง) เป็นน้องเจ้าพระยาธรรมา (เสือ) ในรัชกาลที่ 4 ได้เป็นเจ้าพระยาธรรมาในรัชกาลที่ 5

[9] คำว่า เดี๋ยวนี้ หมายถึงเมื่อเรียบเรียงพงศาวดารฉบับนี้ ตรงกับปี พ.ศ. 2417

[10] ตรงกับพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 3 ของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์

[11] ราชพงษาวดารกรุงกัมพูชาว่า จัดพระราชพิธีอภิเษกเมื่อวันขึ้น 3 ค่ำ เดือน 4 ปีมะแม นพศก 1209 (พ.ศ. 2390)

[12] กรมศิลปากร. ราชพงษาวดารกรุงกัมพูชา. น. 284-285.

[13] กรมศิลปากร. ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม 12. น. 464.

[14] เรื่องเดียวกัน.

[15] เรื่องเดียวกัน, น. 471.
[16] เรื่องเดียวกัน.

[17] เรื่องเดียวกัน, น. 474-475.

[18] เรื่องเดียวกัน, น. 472.

[19] เรื่องเดียวกัน.

[20] เรื่องเดียวกัน.

[21] พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 4 ว่า อัศมิราลเดลากรอนเด, คือ พลเรือเอก เดอ ลา กรองดิแยร์ (Contre Admiral de la Grandière)

[22] พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 4 ว่า มองซิเออออบาเรศ, คือ มองซิเออร์ โอบาเรต์ (Aubaret) เป็นกงสุลฝรั่งเศสประจำกรุงเทพฯ

[23] กรมศิลปากร. ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม 12. น. 535.

[24] พระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2521), น. 116.

[25] เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค). พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 4. (กรุงเทพฯ : ต้นฉบับ, 2547), น. 264.

[26] พระยามนตรีสุริยวงศ์

[27] พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 4 ว่า องค์สมเด็จพระนโรดมบรมรามเทวาวตาร

[28] พ.ศ. 2407

[29] กรมศิลปากร. ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม 12. น. 535.

[30] สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. นิราศนครวัด. (กรุงเทพฯ : คลังวิทยา, 2517), น. 45.

บรรณานุกรม :

กรมศิลปากร. ประชุมพงศาวดารฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม 12. กรุงเทพฯ : สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, 2549.

คณะกรรมการจัดพิมพ์เอกสารทางประวัติศาสตร์ สำนักนายกรัฐมนตรี. เรื่องทรงตั้งเจ้าประเทศราชกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1. กรุงเทพฯ : สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี, 2514.

ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระยา. นิราศนครวัด. กรุงเทพฯ : คลังวิทยา, 2517.

ทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค), เจ้าพระยา. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1. กรุงเทพฯ : คุรุสภา, 2526.

__. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๔. กรุงเทพฯ : ต้นฉบับ, 2547.

พระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2521.

ศานติ ภักดีคำ. เขมรรบไทย. กรุงเทพฯ : มติชน, 2554.

__. เขมรสมัยหลังพระนคร. กรุงเทพฯ : มติชน, 2556.

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาจากบทความ “‘พระมหามงกุฎ’ และสิ่งของพระราชทานกษัตริย์กัมพูชา
สมัยกรุงรัตนโกสินทร์” เขียนโดย รศ. ดร. ศานติ ภักดีคำ ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับมิถุนายน 2558

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 3 มีนาคม 2565

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ร่องรอย “พระมหามงกุฎ” และของที่ราชวงศ์ไทยพระราชทานกษัตริย์กัมพูชา สมัยรัตนโกสินทร์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...