โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“อูรุก” เมืองหรือนคร “แห่งแรก” ของอารยธรรมมนุษย์?

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 02 มิ.ย. 2568 เวลา 02.25 น. • เผยแพร่ 30 พ.ค. 2568 เวลา 09.38 น.
อูรุก (เมืองวาร์กา) - ซิกกูแรตและผู้คนเมืองวาร์กา ถ่ายเมื่อปี 1933-1934, โดย Annemarie Schwarzenbach (ภาพจาก Wikimedia Commons/Swiss National Library)

อูรุก เมืองแห่งแรกของอารยธรรมมนุษย์ อะไรทำให้เชื่อเช่นนั้น ?

ชาวสุเมเรียน (Sumerian)คือเผ่าพันธุ์ที่นักประวัติศาสตร์ให้การยอมรับว่าคือมนุษย์กลุ่มแรกที่พัฒนาการเขียน สร้างตัวอักษร และเป็นชนกลุ่มแรกที่พัฒนาอารยธรรมลุ่มแม่น้ำไทกรีส-ยูเฟรตีส หรืออารยธรรมเมโสโปเตเมีย (Mesopotamia) พวกเขารวมตัวกันเป็นชุมชนขนาดใหญ่จนเกิดเป็น “เมือง” หรือ “นคร” ซึ่งโดยอายุแล้วถือได้ว่าเป็น “เมืองแห่งแรกของโลก” เมืองนั้นคือ อูรุก (Uruk)

ที่ตั้งของอูรุกอยู่บริเวณเขตเมืองวาร์กา (Warka) ทางใต้ของอิรักในปัจจุบัน บริเวณนี้ยังเคยมีกลุ่มเมืองของชาวสุเมเรียนอีกหลายเมือง เช่น ลากาซ อูร์ นิปเปอร์

คำว่า “Uruk” เป็นคำเดียวกับ Erech ในภาษาอาราเมอิค (Aramaic) ตระกูลภาษาเก่าแก่ในภูมิภาคตะวันออกกลางก่อนภาษาอาหรับ ชาวอาหรับเรียกดินแดนเมโสโปเตเมียว่า อัล-อิราค (Al-Iraq) ซึ่งเพี้ยนจาก Erech คำนี้จึงเป็นที่มาของชื่อประเทศอิรัก (Iraq) ในปัจจุบันด้วย

ในบันทึกตำนานของชาวสุเมเรียน เมืองอูรุก ถูกสถาปนาโดยกษัตริย์ชาวซูเมอร์นามว่า “เอนเมอร์คาร์” (Enmerkar) ตำนานดังกล่าวอ้างว่ากษัตริย์องค์นี้ครองราชย์ยาวนานถึง 420 ปี ชื่อของอูรุกยังโด่งดังจากเรื่องราวใน มหากาพย์กิลกาเมซ (Epic of Gilgamesh)ที่เล่าถึงการแสวงหาชีวิตอมตะของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเมืองอูรุกนามว่า “กิลกาเมซ”

ต้นธารแห่งอารยธรรม

นักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์เชื่อว่าศูนย์กลางศิลปวัฒนธรรมและวิทยาการต่าง ๆ ของชาวสุเมเรียนที่พัฒนาขึ้นเมื่อราว 4,000 ปีก่อนคริสตกาลนั้นมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองอูรุก อูรุกจึงมีสถานะเป็นจุดเริ่มต้นของอารยธรรม เป็นเมืองแห่งแรก ต้นกำเนิดการเขียนและตัวอักษร สถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ที่ใช้สำหรับบูชาและที่สถิตของเทพเจ้าของชาวสุเมเรียนอย่าง ซิกกูแรต (Ziggurat) ก็ถูกพัฒนาขึ้นที่อูรุกก่อนชุมชนอื่น ๆ ด้วย

อีกหนึ่งนวัตกรรมสำคัญของชาวสุเมเรียนในเมืองอูรุกคือ Cylinder Seal หรือหินตราประทับเพื่อระบุความเป็นเจ้าของทรัพย์สิน เครื่องมือนี้เปรียบเหมือนลายเซ็นในปัจจุบัน การเกิดอุปกรณ์ยืนยันตัวตนลักษณะนี้ชี้ว่าผู้คนในอูรุกเห็นความสำคัญเรื่องทรัพย์สินส่วนตัว ความเป็นปัจเจก และสะท้อนความเป็นชุมชนขนาดใหญ่เป็นแห่งแรก ๆ

จากการขุดค้นทางโบราณคดี ชุมชนเก่าแก่ที่สุดบริเวณของอูรุกมีอายุเก่าแก่ถึง 5,000-4,100 ปีก่อนคริสตกาล ก่อนชาวสุเมเรียนจะพัฒนาและขยายพื้นที่อูรุกจนมีสถานะเป็นเมืองหรือนครขนาดใหญ่เมื่อราว 4,100-2,900 ปีก่อนคริสตกาล และชุมชมอื่น ๆ ทั่วภูมิภาคเมโสโปเตเมียตอนล่างต่างพัฒนากลายเป็นเมืองในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันนี้ด้วยเช่นกัน ทว่า อูรุกมีความโดดเด่นและมีอิทธิพลมากที่สุดในบรรดาเมืองเหล่านั้น

อูรุกมีสถานะเป็นศูนย์กลางทางการค้าและอิทธิพลด้านการปกครองของเมืองต่าง ๆ ในภูมิภาคเมโสโปเตเมียตอนล่างอย่างน้อยระหว่าง 4,100-3,000 ปีก่อนคริสตกาล มีการคำนวนอย่างคร่าว ๆ ว่าช่วงเวลาดังกล่าวเมืองแห่งนี้มีประชากรอาศัยอยู่ในกำแพงเมืองราว 40,000 คน และเป็นไปได้ว่าพื้นที่รอบ ๆ เมืองยังมีผู้คนอีกราว 80,000-90,000 คน กระจายตัวอยู่ตามชุมชนที่รายล้อมตัวเมืองอยู่

อย่างไรก็ตาม คำถามที่ว่าอูรุกปกครองเมืองอื่น ๆ ในภูมิภาคเมโสโปเตเมียตอนล่างอย่างไรหรือใช้อำนาจลักษณะใดปกครองยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด Gwendolyn Leick นักประวัติศาสตร์ชาวออสเตรเลีย-อังกฤษ อธิบายว่า

“สถานะของ ‘อูรุก’ ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าใช้อำนาจทางการเมืองควบคุมพื้นที่ขนาดใหญ่ที่อิทธิพลของพวกเขาครอบคลุมไปถึงได้อย่างไร

เราไม่ทราบด้วยซ้ำว่าอิทธิพลเหล่านั้นเกิดจากใช้กำลังหรือไม่ หรือชนชั้นใดทำให้เกิดขึ้น การขุดค้นมีน้อยเกินกว่าจะช่วยไขคำตอบประเด็นเหล่านี้ได้ อย่างไรก็ตาม เป็นที่แน่ชัดว่า ณ เวลานั้น (4,100-3,000 ปีก่อนคริสตกาล – ผู้เขียน)กระบวนการพัฒนาของเมืองได้เริ่มขึ้นและกระจุกตัวอยู่รอบ ๆ เขตอิทธิพลของอูรุก”

หลักฐานของสิ่งประดิษฐ์ที่เชื่อว่ามีนวัตกรรมต้นกำเนิดจากอูรุกปรากฏอยู่แทบทุกแหล่งขุดค้นทางโบราณคดีทั่วภูมิภาคเมโสโปเตเมีย นั่นคือ “ชามขอบโค้ง” (Beveled rim bowl)ภาชนะที่สันนิษฐานว่าเป็นเครื่องตวงขนาดมาตรฐานสำหรับรับค่าจ้างในรูปแบบเมล็ดข้าวหรือธัญพืชของผู้คนยุคนั้น

ตัวเมืองอูรุกแบ่งเป็น 2 ส่วน ด้วยกำแพง 2 ชั้น ชั้นในเรียกว่า “อิอานนา” (Eanna) เป็นพื้นที่ประกอบพิธีกรรมและที่ตั้งของวิหารบูชาเทพเจ้า คือ“เทพีอินันนา” (Inanna)เทพเจ้าสตรีที่มีอิทธิพลด้านความรัก ความงาม เพศ สงคราม ความยุติธรรม รวมถึงอำนาจการปกครอง ส่วนกำแพงอีกชั้นเรียกว่า “อนู” (Anu) เป็นเขตที่อยู่อาศัย ชุมชน ตลาด ซึ่ง “เทพอนู” เป็นหนึ่งในเทพเจ้ารุ่นแรก ๆ ของชาวสุเมเรียนด้วย

หลักฐานชิ้นสำคัญที่ยืนยันสถานะของเทพีอินันนาคือ หน้ากากหินอ่อนรูปหน้าผู้หญิง เรียกว่า “The Lady of Uruk”ซึ่งเชื่อว่าเป็นใบหน้าของเทพีอินันนาและเป็นส่วนหนึ่งของงานประติมากรรมภายในวิหารแห่งเมืองอูรุกในอดีต

เทพีอินันนาได้รับความนิยมและบูชาจากชาวสุเมเรียนทั่วภูมิภาคเมโสโปเตเมีย ก่อนถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของเทพอิชตาร์ (Ishtar)ของชาวอัคคาเดียน ซึ่งเป็นเผ่าพันธุ์ที่เข้ามามีอำนาจแทนที่ชาวสุเมเรียนในพื้นที่เมโสโปเตเมียในยุคถัดมา บทบาทของเทพสตรีจึงค่อย ๆ ถดถอยลงพร้อมสิทธิสตรีของหญิงในกลุ่มอารยธรรมเมโสโปเตเมียที่ค่อย ๆ ถูกลดบทบาทลงเช่นกัน

ความเสื่อมและการล่มสลายของอูรุก

ราว 2,500 ปีก่อนคริสตกาล อีอานนูทัม (Eannutum) กษัตริย์ชาวสุเมเรียนแห่งเมืองลากาซ สถาปนาราชวงศ์ลากาซปกครองเมืองต่าง ๆ ของชาวสุเมเรียนในเมโสโปเตเมีย ทำให้อิทธิพลของอูรุกที่เสื่อมถอยมาระยะหนึ่งแล้วถูกลดบทบาทในการเป็นศูนย์กลางทางอำนาจ แม้จะมีการย้ายเมืองหลวงมายังอูรุกอีกครั้งโดยกษัตริย์ลูกัลซาเกอซี (Lugalzagesi) แห่งอุมมา แต่ในยุคของกษัตริย์องค์เดียวกันนั้น เมืองต่าง ๆ ของชาวสุเมเรียนก็ถูกพิชิตโดยจักรวรรดิอัคคาเดียนของกษัตริย์ซากอนแห่งอัคคาด (Sargon of Akkad) ราว 2,300 ปีก่อนคริสกาล

อย่างไรก็ตาม ตัวเมืองอูรุกยังได้รับการคุ้มครองจากผู้ปกครองชาวอัคคาเดียน รวมถึงเขตศักดิ์สิทธิ์และวิหารเทพอินันนาก็ได้รับการดูแลอย่างดี

แม้จะเสียสถานะศูนย์กลางทางอำนาจ แต่อูรุกยังดำรงสถานะเมืองสำคัญของจักรวรรดิอัคคาเดียนเรื่อยมา กระทั่งการรุกรานจากเผ่าเอลาไมต์และอะโมไรต์ทำให้เมืองอูร์ (Ur) ศูนย์กลางการปกครองของจักรวรรดิอัคคาเดียนล่มสลายลงราวปี 1750 ก่อนคริสตกาล สถานะของอูรุกจึงตกต่ำลงเรื่อย ๆ พร้อมตัวตนของชาวสุเมเรียนที่ค่อย ๆ เลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ ก่อนตัวเมืองจะถูกทิ้งร้างอย่างสมบูรณ์หลังการพิชิตเมโสโปเตเมียตอนล่างโดยชาวมุสลิมอาหรับเมื่อ ค.ศ. 630

ด้วยอายุกว่า 5,000 ปีก่อนคริสตกาลหรือ 7,000 ปี ทำให้อูรุกถือเป็นเมืองที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่มีการสำรวจพบ แม้คำตอบบางส่วนว่าด้วยพัฒนาการที่ทำให้ชุมชนบริเวณนี้ขยายตัวจนกลายเป็นเมืองใหญ่ยังคงถูกฝังอยู่ใต้ชั้นดินลึกลงไปและรอการศึกษาค้นคว้าอยู่

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

Joshua J. Mark, World History Encyclopedia : Uruk

K. Kris Hirst, ThoughtCo : Uruk Period Mesopotamia: The Rise of Sumer, The Rise of the First Great Cities of the World

Wu Mingren, Ancient Origins : The Great City of Uruk Became Sumerian Powerhouse of Technology, Architecture and Culture

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 2 พฤศจิกายน 2565

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “อูรุก” เมืองหรือนคร “แห่งแรก” ของอารยธรรมมนุษย์?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...