โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“มุกตลกที่หนักใจคนอื่น” เข้าใจนิสัยผ่านอารมณ์ขันแบบลบๆ มีคนแบบนี้รอบตัวคุณอยู่หรือเปล่า?

Mission To The Moon

เผยแพร่ 19 ก.ย 2565 เวลา 12.07 น.

คุณเคยเจอมุกตลกที่ “ไม่ตลก” ไหม? เชื่อว่าคำพูดเหล่านั้นคงทำให้เรารู้สึกไม่ดีเลยใช่ไหมล่ะ
.
เพราะคำว่า “มุกตลก” เราจึงทำได้เพียงยิ้มบางๆ เพื่อกลบความไม่พอใจของตนเองเอาไว้ เพราะไม่อยากทำให้เสียบรรยากาศ และไม่อยากถูกมองว่า “จะจริงจังทำไม ก็แค่มุกตลกเอง”
.
แต่บางครั้งเรื่องตลกสำหรับเขา อาจไม่ใช่เรื่องตลกสำหรับเรา เรื่องที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่สร้างรอยยิ้ม กลับกลายเป็นเรื่องที่รบกวนจิตใจ และทำให้เกิดความรู้สึกรำคาญไปโดยปริยาย
.
เคยสงสัยกันไหมว่าทำไมคนบางคนถึงมีอารมณ์ขันแบบนี้ และอะไรกันเป็นปัจจัยที่ทำให้คนเรามีอารมณ์ขันแบบลบๆ เช่นนี้ บทความนี้จะพาทุกคนตั้งคำถามไปพร้อมๆ กัน
.
.
ดาบสองคมของอารมณ์ขัน บางทีก็ทำให้เราขำไม่ออก
.
จากผลการศึกษาใหม่เรื่อง “Humor and the dark triad: Relationships among narcissism, Machiavellianism, psychopathy and comic styles” ที่ได้ทำการทดสอบจากผู้ที่มีลักษณะผิดปกติทางบุคลิกภาพ เช่น ความหลงตัวเอง (Narcissistic Personality Disorder) หรือโรคจิตเภท (Schizophrenia) เป็นต้น มีแนวโน้มที่จะใช้อารมณ์ขันในรูปแบบต่างๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายของตนเองอย่างมีนัยสำคัญ
.
นักจิตวิทยา Alberto Dionigi ผู้ทำการวิจัยนี้ได้สนับสนุนคำพูดของนักเขียนชื่อดังชาวรัสเซีย Fyodor Dostoevsky ที่ว่า “เราสามารถรู้จักคนคนหนึ่งได้จากการหัวเราะของเขา” ซึ่งสิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าอารมณ์ขันเป็นข้อมูลพื้นฐานเพื่อทำความเข้าใจความคิดและลักษณะนิสัยของแต่ละบุคคล
.
ตามที่ Dionigi ได้กล่าวไว้ในผลการศึกษา อารมณ์ขันเป็นโครงสร้างที่ซับซ้อนและมีหลายมิติผสมผสานกันหลากหลายแง่มุม จากนิสัยพฤติกรรม ความสามารถ ลักษณะบุคลิกภาพ และวิธีการรับมือกับปัญหา เป็นต้น
.
โดย Dionigi และทีมศึกษาได้สร้างแบบสอบถาม 2 ชุดให้ผู้เข้าร่วมทำ ชุดแรกเป็นการตรวจสอบข้อมูลประชากรและบุคลิกภาพของผู้เข้าร่วม และอีกชุดเป็นการตรวจสอบอารมณ์ขัน 8 ประเภท จำแนกตาม 2 ลักษณะ ดังนี้
.
1) อารมณ์ขันด้านบวก เช่น ความสนุกสนาน อารมณ์ขัน เรื่องไร้สาระ และความเฉลียวฉลาด รูปแบบเหล่านี้เป็นอารมณ์ขันเชิงบวกที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมที่ไม่เป็นพิษเป็นภัย
.
2) อารมณ์ขันด้านลบ เช่น การประชด การเสียดสี การเสียดสี และการเยาะเย้ยถากถาง โดยทั่วไปแล้วรูปแบบเหล่านี้เป็นอารมณ์ขันเชิงลบ
.
จากผลการศึกษาของการวิจัยนี้ Dionigi พบว่าอารมณ์ขันเหมือนกับ “ดาบสองคม” แม้ว่าอารมณ์ขันจะถูกมองเป็นความสนุกสนาน เป็นพลังบวกที่ใครๆ ต่างต้องการ แต่อีกนัยหนึ่ง อารมณ์ขันถูกใช้ในวัตถุประสงค์และวิธีการที่ผิดไปจากเดิม
.
.
ถ้าอยากรู้จักนิสัยคน ให้ลองสังเกตอารมณ์ขันของพวกเขา
.
ผลการวิจัยได้ชี้ว่า ผู้ที่มีความผิดปกติทางอารมณ์ มักจะใช้อารมณ์ขันเป็นเครื่องมือในการจัดการกับผู้อื่นหรืออาจใช้อารมณ์ขันเพื่อถากถาง ทำให้ผู้อื่นรู้สึกไม่สบายใจ หรือรู้สึกต่ำต้อยกว่า
.
คนประเภทนี้บางคนมักจะใช้อารมณ์ขันเพื่อเพิ่มความมั่นใจ และแสวงหาการยอมรับจากสังคม ยกตัวอย่างเช่น ผู้ที่เป็นโรคผิดปกติทางบุคลิกภาพ อย่างโรคหลงตัวเอง หรือในทางการแพทย์เรียกว่า Narcissistic Personality Disorder ที่มักจะใช้อารมณ์ขันเชิงลบเพื่อทำให้ตนเองรู้สึกมั่นคง
.
ในขณะที่คนเหล่านี้ปล่อยมุกหรือทำอะไรที่พวกเขาคิดว่าเป็นเรื่องน่าตลก พวกเขาจะไม่ทราบว่าอารมณ์ขันเชิงลบของพวกเขาได้สร้างรอยร้าวและเป็นอันตรายต่อความสัมพันธ์ ซึ่งนั่นหมายความว่า แม้เราจะแสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจน คนเหล่านี้ก็ยังคิดว่าสิ่งที่ตนทำนั้นไม่ผิด เพราะเขาจะคิดแค่ว่า “ก็เรื่องขำๆ ทำไมต้องเก็บมาใส่ใจ” สุดท้าย เราทำได้เพียงปล่อยมันผ่านไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แม้ว่าเราอยากจะโต้ตอบมากแค่ไหนก็ตาม
.
แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง การที่ผู้คนใช้อารมณ์ขันในเชิงบวก เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับตัวเอง และต้องการเป็นที่ยอมรับจากสังคม ก็อาจจะเป็นเหตุผลเช่นเดียวกับผู้ที่ใช้อารมณ์ขันในเชิงลบ ที่ต้องการเป็นที่ยอมรับจากสังคมเช่นกัน แต่คนกลุ่มนี้อาจใช้วิธีการที่ผิดไปโดยที่ไม่รู้ตัว
.
การวิจัยชิ้นนี้ทำให้เราเห็นว่าอารมณ์ขันนั้นซับซ้อนมากกว่าที่คิด โดย Sense of Humor ของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกันออกไป ซึ่งอาจจะสะท้อนถึงลักษณะนิสัย มุมมอง และรวมถึงปมในวัยเด็ก หรือเรื่องอัดอั้นภายในใจที่ไม่สามารถระบายออกมาได้
.
แต่เราก็ต้องยอมรับว่าทุกประสบการณ์ในชีวิต หล่อเลี้ยงและทำให้เราโตขึ้นมากลายเป็นผู้ใหญ่ในวันนี้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราสามารถนำความลำบากมาแลกเป็นอภิสิทธิ์ ที่จะใช้อ้างเพื่อกดทับคนอื่น
.
แม้ว่าเราจะอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงพลังลบๆ จากคนเหล่านี้ได้ แต่สิ่งที่เราทำได้คือการมองเห็นที่มาที่ไปของพลังลบๆ และเมื่อมองเห็น เราจะเข้าใจจุดประสงค์ รวมถึงลักษณะนิสัยของคนเหล่านี้มากขึ้น สิ่งนี้จะนำไปสู่การยอมรับความหลากหลาย และปล่อยวางจากคำพูดที่ไม่ควรค่าแก่การเก็บมาใส่ใจได้ง่ายขึ้นเช่นกัน
.
สรุปได้ว่าการศึกษาของ Dionigi เห็นว่าลักษณะนิสัยและอารมณ์ขันมีความเชื่อมโยงกันอย่างมีนัยสำคัญ และความเชื่อมโยงเหล่านี้อาจนำไปสู่การเข้าใจความหลากหลาย ความซับซ้อนภายในจิตใจมนุษย์ได้ในระดับหนึ่ง
.
แต่อย่างไรก็ตาม อย่างที่กล่าวไปว่าอารมณ์ขันเป็นพื้นฐานที่ทำให้เราสามารถรู้จักคนคนนั้นได้ในระดับหนึ่ง การพูดคุย การมีปฏิสัมพันธ์จะทำให้เราเข้าถึงพวกเขาได้มากขึ้น เราก็อาจจะสามารถมองลักษณะนิสัยของคนได้ผ่านอารมณ์ขันลบๆ นี้ แต่ก็ต้องเน้นย้ำไว้ว่านี่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่มีอารมณ์ขันตามลักษณะต่อไปจะมีนิสัยเช่นนี้ทุกคน
.
.
แล้วเราจะรับมือกับ “มุกที่ไม่ตลก” แบบนี้อย่างไร?
.
สุดท้ายแล้ว Sense of Humor หรือความตลก ที่เป็นเหมือนประตูเพื่อนำไปสู่การสร้างสัมพันธ์กับผู้อื่น เพื่อให้เป็นที่จดจำ และแสดงความเป็นตัวเองออกมา ล้วนเป็นประโยชน์ต่อคู่สนทนาทั้งสองฝ่าย แต่เมื่อใดก็ตามที่ความตลกนั้นทำให้ผู้อื่นรู้สึกอึดอัด ไม่สบายใจ แม้ว่าผู้พูดจะไม่รู้ว่าตัวเองผิดก็ตาม อย่างไรเสียก็ถือว่าเป็นวิธีการสื่อสาร การแสดงออกที่ไม่ถูกต้อง
.
การรับมือกับอารมณ์ขันที่เรา “ไม่พร้อมจะรับ” หรือ “รับมาแล้ว” แต่ไม่รู้จะจัดการอย่างไร สิ่งที่เราทำได้คือ “ตั้งสติ” และอย่าใช้อารมณ์ เพราะอย่างที่กล่าวไปข้างต้น บ่อยครั้งอารมณ์ขันถูกใช้เป็นข้ออ้างบังหน้าเพื่อทำให้เรารู้สึกแย่ เพราะฉะนั้นการใช้อารมณ์โต้ตอบไม่ใช่หนทางที่ดี เราอาจจะลองพยายามแสดงจุดยืนอย่างการถามย้ำว่า “เมื่อกี้พูดว่าอะไรนะ” หรือบอกกลับไปนิ่งๆ ว่า “ไม่เห็นขำเลย เรื่องแบบนี้” และอธิบายเหตุผลไป เป็นการติเพื่อให้รู้ เข้าใจและปรับปรุงตัว เพื่อที่พวกเขาเหล่านี้จะไม่ไปทำกับคนอื่นๆ ต่อ
.
.
แปลและเรียบเรียง
- New Psychological Research Shows How Humor Can Sometimes Be Maladaptive : Mark Travers, Forbes – https://bit.ly/3BcIdNU
- How A Dark Personality Uses Humor : Mark Travers, Therapy.tips.org – https://bit.ly/3RRkGbH
- Funny Folks: Linking Sense of Humor to Personality : Earleywine, Mitch, Springer Public Connect – https://bit.ly/3BwI9tx
.
#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast
#psychology

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...