โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บุกโรงต้ม-เหล้าชุมชน ปลดล็อก-ไม่ปลดทุกข์ร้อน

MATICHON ONLINE

อัพเดต 06 พ.ย. 2565 เวลา 12.30 น. • เผยแพร่ 06 พ.ย. 2565 เวลา 00.36 น.

บุกโรงต้ม-เหล้าชุมชน ปลดล็อก-ไม่ปลดทุกข์ร้อน

ภายหลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่าง กฎกระทรวงการอนุญาตผลิตสุรา พ.ศ. … ซึ่งเป็นการแก้ไขรายละเอียดของกฎหมายฉบับเดิม ในร่างกฎกระทรวงการอนุญาตผลิตสุรา พ.ศ. … เป็นการปรับปรุงแก้ไขใบอนุญาต ซึ่งเดิมมีการกำหนดใบอนุญาต 2 ประเภท คือ การผลิตสุราแช่ชนิดเบียร์ และสุรากลั่นชุมชน โดยยกเลิกการกำหนดจำนวนทุนจดทะเบียน และกำลังการผลิตขั้นต่ำทั้งหมด

ขณะเดียวกัน สุรากลั่นชุมชน เดิมกำหนดโรงเล็กกำลังการผลิตไม่เกิน 5 แรงม้า และกำลังคนไม่เกิน 7 คน ปัจจุบันขยายให้สำหรับโรงขนาดลางไม่เกิน 50 แรงม้า และกำลังคนไม่เกิน 50 คน โดยกฎกระทรวงนี้ให้ใช้บังคับ ตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป หรือมีผลตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2565 เป็นต้นไป ประกอบกับที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2565 ที่ผ่านมา มีมติไม่เห็นชอบ พ.ร.บ.สุราก้าวหน้า ของ พรรคก้าวไกล ซึ่งในเนื้อหาข้อกฎหมายมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดนั้น

“น.ส.ฐิตาภรณ์ มากเมือง” เจ้าของโรงต้มสุราชุมชน หจก.เพิ่มทรัพย์การสุรา ต.พุดซา อ.เมือง จ.นครราชสีมา แสดงความคิดเห็นว่า กฎหมายสุราชุมชนมีปัญหามานานหลายสิบปีแล้ว โรงต้มสุราชุมชนเรียกร้องตลอด แต่ไร้วี่แวว กระทั่ง พ.ร.บ.สุราก้าวหน้า ของพรรคก้าวไกล เสนอขึ้นมา แต่รัฐบาลก็รีบประกาศใช้กฎกระทรวงที่แก้ไขใหม่ก่อน เป็นเกมการเมืองแน่นอน หากเปรียบเทียบกฎกระทรวง และ พ.ร.บ.สุราก้าวหน้า มีความแตกต่างกันอย่างมาก กฎกระทรวงมีระเบียบจุกจิกเต็มไปหมด นำมาปฏิบัติจริงชาวบ้านทำไม่ได้ ต่างจาก พ.ร.บ.สุราก้าวหน้า ปลดล็อกสุราชุมชนอย่างแท้จริง

“ตอนนี้ผู้ประกอบการหลายรายยังไม่กล้าพูดอะไรมาก ไม่รู้ว่ากรมโรงงานฯ กรมสรรพสามิต และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะมีกฎระเบียบอะไรตามมาอีก ต้องรอความชัดเจน และในสถานการณ์เศรษฐกิจเช่นนี้ คงไม่มีใครกล้าลงทุนอะไรเพิ่มอย่างแน่นอน แค่ประคับประคองไม่ให้กิจการล้มเท่านั้น”

ด้าน “มงคล ศรีธรรมมา” เจ้าของร้านฮอปเบียร์เฮาส์ ถนนสิรินคร ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา กล่าวว่า เป็นเพียงแค่เกมการเมือง รัฐบาลอาจจะเห็นว่า พ.ร.บ.สุราก้าวหน้า ส่วนใหญ่ทั่วประเทศเห็นด้วย จึงต้องรีบออกประกาศกฎกระทรวงชิงตัดหน้าไปก่อน เพื่อให้รัฐบาลได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม การประกาศกฎกระทรวงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี รู้สึกพอใจ ทำให้ผู้ประกอบการรายเล็กผลิตเบียร์จำหน่ายในร้านได้อย่างเสรี ไม่มีข้อจำกัดเรื่องกำลังการผลิต และทุนจดทะเบียนเหมือนในอดีต

“แม้ว่าร้านของผมจะเปิดกิจการมาก่อน แต่ต้องใช้งบสูงมากในการตั้งร้าน หลังจากนี้ร้านเล็กๆ ก็ผลิตเบียร์จำหน่ายในแบรนด์ของตนเองได้แล้ว ผมเองพร้อมเปิดอบรมให้ความรู้ด้านการผลิตเบียร์โดยไม่หวงเลย ต้องการให้วงการเบียร์ของไทย เติบโตเหมือนในต่างประเทศ แม้กฎกระทรวงจะยังไม่เปิดให้นำเบียร์ที่ผลิตเองออกไปวางจำหน่ายทั่วไปได้ ให้จำหน่ายเฉพาะจุดที่ผลิตเท่านั้น แต่ในอนาคต เชื่อว่าจะมีการปลดล็อกเรื่องนี้ แต่ตอนนี้ต้องค่อยเป็นค่อยไป” เจ้าของฮอปเบียร์เฮาส์กล่าว

ขณะที่“กัญญาภัค ออมแก้ว” ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชน สุราสักทองแพร่ ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ กล่าวถึงการปลดล็อกการผลิตสุรา ว่า ผลดี คือ เป็นการเพิ่มกำลังการผลิตให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่จำหน่ายสุรากำลังผลิตเดิมไม่เกิน 5 แรงม้า และขยายกำลังผลิตให้ แต่เดิมเรามีโรงผลิตแยกเป็น 5 โรงการผลิต ที่เป็นเช่นนี้เพราะมีเงื่อนไข ข้อกำหนดในการผลิต และจำนวนคนงานในการต้ม ทำให้มีผลต่อการวางแผนการผลิต เมื่อปลดล็อกอาจจะรวมการผลิตทุกกระบวนการให้เหลือเพียง 1 โรง ในอนาคต

ส่วนผลเสีย ผลกระทบต่อยอดจำหน่ายสุราของผู้ประกอบการอาจจะถูกแชร์ส่วนแบ่งตลาดไปบ้าง เพราะกลุ่มสุราพื้นบ้านรายย่อย หรือคนที่มีความรู้ก็สามารถต้มเหล้าเองได้ แต่ปัญหาคือ ความชัดเจนในการจำหน่ายของรายย่อย ที่เมื่อต้มแล้วสามารถจำหน่ายออกสู่ตลาดได้หรือไม่อย่างไร และมีผลต่อการติดแสตมป์จำหน่ายหรือไม่ ต้องชัดเจนด้วย อีกประเด็นคือ สุราที่กลุ่มย่อยผลิตออกมาจำหน่ายได้อย่างถูกต้องหรือไม่ แต่สิ่งที่น่าจะมีผลกระทบ แต่ไม่มากก็คือในกลุ่มรายย่อยที่สามารถผลิตสุราเองได้ หากมีกิจกรรมในชุมชนที่แต่เดิมต้องซื้อสุรากลั่นถูกต้องตามกฎหมาย เมื่อมีการปลดล็อกอาจจะกระทบต่อยอดจำหน่ายสุราของกลุ่มบ้าง

อีกกลุ่มผู้ประกอบการ “นางทองสุข ยะฟู” ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสุรากลั่นทองสุข ต.สรอย อ.วังชิ้น จ.แพร่ แสดงความคิดเห็นต่อกฎกระทรวงว่า อาจจะทำให้กลุ่มผู้ผลิตสุราตื่นตัวและในพื้นที่ ต.สรอย มีโรงกลั่นสุรา 3 โรง ตนเป็น 1 ในนั้น ผลิตสุราจำหน่ายภายในชุมชนได้ 1,000 ลิตรต่อเดือน แม้จะเป็นตลาดไม่กว้างมากนักแต่ก็ไม่เพียงพอ ด้วยเหตุผลนี้จึงมีโรงงานเพิ่มขึ้นมา ผลดีนั้นแน่นอนว่าจะต้องเพิ่มกำลังผลิตเพื่อขยายตลาด

ส่วนของข้อเสียที่กลุ่มผู้ผลิตที่จะได้รับคือ เมื่อมีกฎหมายออกมาให้ต้มเหล้าได้อย่างเสรี สำหรับรายย่อยๆ ไม่เกินปีละ 200 ลิตร เชื่อว่าไม่สามารถควบคุมได้ กลุ่มรายย่อยอาจจะมีการผลิตเกิน และลักลอบจำหน่ายกลายเป็นสุราเถื่อน อย่างไรก็ตาม ทางโรงงานอาจจะต้องขยายฐานการผลิตและการตลาดไปให้กว้างกว่าเดิม จากเดิมขายอยู่ในพื้นที่และ จ.แพร่ ครอบคลุมไปยัง จ.ลำปาง บางส่วน อาจขยายไปยังจังหวัดอื่นๆ และในอนาคตคือขายทั่วประเทศ

ขณะที่ผู้ประกอบการโรงเหล้าชุมชนจาก จ.นครศรีธรรมราช ให้ความเห็นโดยไม่ขอเอ่ยนาม กล่าวถึงการผลิตเหล้าชุมชนในจังหวัด มีทั้งผิดและถูกกฎหมาย

“ปัจจุบัน เหล้า 1 ขวด ขนาด 30 ดีกรี ผมขายส่งในราคา 60 บาท จากเดิม 50 บาท หักทุน 60% ภาษี 30% เหลือ 10% ถามว่าอยู่ได้มั้ย อยู่ได้ แต่ไม่รวยเหมือนนายทุน เฉพาะเจอภาษี 7 ตัว คือ ภาษีผลิต ภาษีขาย ภาษีแสตมป์ ภาษีคลังสินค้า ภาษีโรงเรือนและภาษีที่ดิน ยังไม่รวมกับการบุกตรวจแบบจู่โจมจากชุดของสรรพสามิตจากจังหวัด ภาค เขต กรม และสายตรวจพิเศษ ถ้าทำผิดก็จะต้องจ่ายโทษสูงสุดเสมอๆ ไม่มีโทษต่ำสุด”

“ดังนั้น การผลิตเหล้าชุมชนขายจะต้องใช้แรงงานของคนในครอบครัว ว่าจ้างใครไม่ได้ พวกเราผลิต คนที่ได้กำไรคือสรรพสามิต ตรวจทุกขั้นตอนเป็นเงินเป็นทองหมด ยกตัวอย่าง ผลิตเหล้าแต่ละชุดต้องนำส่งองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจ อย่างเช่น มหาวิทยาลัย จ่าย 4,000 บาทต่อครั้ง เมื่อตรวจผ่านก็จะต้องนำส่งกรม ครั้งละ 5 ขวด พร้อมจ่ายค่าธรรมเนียม รายละ 500 บาท จากนั้นนำขึ้นตรวจสอบอีกครั้งรอจนกว่าจะผ่านการอนุมัติจากกรมถึงจะนำออกขายได้ใช้เวลาพอสมควร ขั้นตอนนี้บางรายต้องจ่ายเพิ่มอีก 2,000-5,000 บาทต่อเที่ยว”

“ผมเคยนำเหล้าล็อตแรกส่งตรวจตามขั้นตอน รอบแรกผ่าน ผมก็ผลิตล็อตที่ 2 เอาเหล้าชุดเดิมส่งตรวจ แต่ไม่ผ่าน ต้องนำมาแก้ไข เอาอีก 5 ขวด ซึ่งเป็นเหล้าล็อตแรกส่งตรวจ รอบนี้ผ่าน กระทั่งส่งตรวจล็อต 3 ผมผลิตเหล้าจำหน่าย ก็เอาเหล้าล็อตแรกอีกส่งตรวจ ไม่ผ่านอีก ผมจึงเอาขวดใหม่ที่เคยส่งตรวจล็อต 2 ที่ไม่ผ่านให้ตรวจในล็อต 3 กลับผ่านเฉยเลย ถามว่ามาตรฐานการตรวจของกรมอยู่ที่ไหน เหล้า 20 ขวดที่ผมผลิตในล็อตแรก ส่วนตรวจทั้ง 3 ล็อต มันคืออะไร นี่คือการกลั่นแกล้งจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ”

“ผมมองว่า รัฐบาลไม่จริงใจเปิดโอกาสให้เหล้าชุมชน แต่ให้โอกาสและทางสะดวกแก่นายทุน ต้องไม่ลืมว่าผลผลิตภาคเกษตรมีมากที่ขายไม่ได้ช่วงล้นตลาดสามารถนำมากลั่นเป็นเหล้าชุมชนได้ นักวิจัยคิดค้นได้เยอะแยะแต่ขายไม่ได้เพราะรัฐไม่เอื้อ ยิ่งยุค คสช.รัฐบีบโรงเหล้ามาก ตรวจตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้ขาย และคนดื่ม ตัวอย่าง ซื้อเหล้าชุมชน 1 ขวด จากร้านค้าชุมชน ราคา 70 บาท แต่เหล้าไม่ติดแสตมป์ หรืออาจจะหลุดจากขวด ชาวบ้านถูกจับกินเหล้าเถื่อน ถูกปรับ 1 หมื่นบาท คนขาย 1 หมื่นบาท ผู้ผลิต 50,000 บาท แต่หากคุยกันได้ จ่ายให้เจ้าหน้าที่ 25,000 บาท ไม่ต้องจับทั้งคนขายและคนกิน ก็ผ่าน ผมเคยเจอมาแล้ว”

ผู้ประกอบการรายนี้กล่าวทิ้งท้ายว่า“ผมสู้มาไม่ถอย เกือบ 20 ปี ที่ผมไม่เปิดเผย ไม่ใช่กลัวสรรพสามิต แต่ไม่อยากมีปัญหา คนผลิตเหล้าชุมชนไม่ต้องการหยุดกิจการ แต่คนพวกนี้ทำให้เราตายได้ กฎหมายอะไรจะช่วยเราได้”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...