เทียบฟอร์ม 2 หุ้นรถไฟฟ้า BTS-BEM ในมุมมอง "ยูโอบี เคย์เฮียน"
#ทันหุ้น-บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ออกบทวิเคราะห์หุ้นบริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด(มหาชน) หรือ BTS และหุ้นบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด(มหาชน) หรือ BEM โดยมีมุมมองต่อผลดำเนินงาน และกลยุทธ์การลงทุน ซึ่งยังคงแนะนำซื้อหุ้นทั้ง 2 บริษัทดังกล่าว
ฝ่ายวิจัยยูโอบีฯ คาดกำไรหลักของ BTS ในงวดไตรมาส 2 ปี 2565/66 จะอยู่ที่ 604 ล้านบาท ซึ่งทรงตัวจากไตรมาสก่อน โดยผลประกอบการออกมาไม่น่าประทับใจ เนื่องจากผลการดำเนินงานที่แย่บางกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจสื่อ หรือ MIX ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากส่วนแบ่งขาดทุนจำนวนมากมาจาก บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ KEX และค่าใช้จ่าย SG&A ที่เพิ่มขึ้นจากการขยายกลุ่ม Rabbit ภายใต้บริษัท วีจีไอ จำกัด(มหาชน) หรือ VGI อย่างไรก็ตามฝ่ายวิจัยมีมุมมองเชิงบวกต่อการเติบโตของกำไรในงวดไตรมาส 3ปี 2565/66 ของ BTS จากการฟื้นตัวของรายได้จากการบริการ
ฝ่ายวิจัยฯ ปรับลดประมาณการกำไรหลักของ BTS ลง เนื่องจากการปรับลดผลการดำเนินงานของธุรกิจ MIX , VGI และ KEX แต่ก็ได้ปรับเพิ่มส่วนแบ่งกำไรจากบริษัท ยู ซิตี้ จำกัด(มหาชน) หรือ U เนื่องจากผลดำเนินงานที่โดดเด่นในไตรมาส 1ปี 2565/66
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยกังวลยังคงมีอยู่หลายประเด็นในระยะกลาง โดยเฉพาะประเด็นรถไฟฟ้าสายสีเขียวที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้และค้างคาอยู่ ดังนั้นจึงแนะนำเพียงสะสมเมื่ออ่อนตัว โดยคาดหวังการฟื้นตัวในช่วงสิ้นปี คงคำแนะนำซื้อ แต่ได้ปรับลดราคาเป้าหมายลงมาอยู่ที่ 9.30 บาทต่อหุ้น จากเดิมที่ 10.20 บาทต่อหุ้น เนื่องจากการลดมูลค่ายุติธรรมจาก VGI และ KEX และ เพิ่มสมมติฐาน risk-free rate เป็น 2.7% จาก 2.0% BTS ยังอยู่ในช่วงที่ผลการดำเนินงานดีขึ้นในไตรมาส 3 ปี 2565/66 ในขณะที่ราคาหุ้นยังคง laggard เพราะข้อกังวลหลายประเด็นที่อาจต้องปรับปรุง การอ่อนตัวของราคาหุ้นเมื่อเร็วๆ นี้สะท้อนถึงความไม่แน่นอนบางประการ และการปรับลดในการคาดการณ์แล้ว แต่จากการที่ upside ที่จำกัดจากความไม่แน่นอนและต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นในปี 2566/67 ดังนั้นนักลงทุนจึงควรระมัดระวัง
ฝ่ายวิจัยยูโอบีฯ มองหุ้น BEM โดยคาดว่าจะมีกำไรสุทธิในไตรมาส 3/65 ที่ 807 ล้านบาท เติบโต 644% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และโต 27% จากไตรมาสก่อน ซึ่งการเติบโตที่โดดเด่นจากช่วงเดียวกันปีก่อน เพราะฐานที่ต่ำในไตรมาส 3/64 จากมาตรการล็อคดาวน์ในกรุงเทพฯ ช่วงเวลาดังกล่าว ส่วนที่เติบโตจากไตรมาส 2/65 มาจากการผ่อนปรนข้อจำกัดการเดินทางทั้งหมดตั้งแต่เดือน ก.ค. 2565
ทั้งนี้ปริมาณการจราจรบนทางพิเศษและตัวเลขผู้โดยสารสำหรับรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และเทียบกับไตรมาสก่อน เนื่องจากการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง มาจากการเปิดภาคเรียนและการกลับมาทำงานในออฟฟิศ ส่วนแนวโน้มไตรมาส 4/65 คาดว่าปริมาณจราจรและตัวเลขผู้โดยสารจะเห็นการเติบโตเป็นบวกต่อเนื่อง แม้ในอัตราที่ชะลง เนื่องจากช่วงปิดภาคเรียนใน ต.ค. 2565 และวันหยุดพิเศษจากการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเซีย-แปซิฟิก หรือ APEC และวันหยุดส่งท้ายปี อย่างไรก็ตาม BEM เป็นผู้ได้ประโยชน์สูงสุดจากการเปิดศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ อีกครั้ง
นอกจากนี้ BEM ยังเตรียมลงนามสัญญาโครกงารรถไฟฟ้าสายสีส้มกับการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือรฟม. ซึ่งจะส่งผลต่อความมั่นคงของรายได้ BEM ไป 30 ปี หลังเริ่มดำเนินการ แม้คาดค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้นในช่วงการก่อสร้าง
กลยุทธ์การลงทุนแนะนำซื้อ ให้ราคาเป้าหมายที่ 10 บาทต่อหุ้นปัจจัยหลักคือ พัฒนาการเชิงบวกต่อปริมาณจราจรและตัวเลขผู้โดยสาร และการลงนามสัญญาโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มดังกล่าว อย่างไรก็ตามตลาดอาจมีการรับรู้ปัจจัยเหล่านี้ไปบ้างแล้ว โดยมี upside ส่วนเพิ่มจากโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มประมาณ 1.00-3.00 บาทต่อหุ้น จาก consensus ส่วนในปี 2566 การเติบโตของ BEM อาจท้าทายมากขึ้น เพราะการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเดินทางที่เป็นผลมาจาก โควิด-19, ผลกระทบต่อปริมาณจราจรซึ่งเป็นผลมาจากการเปิดให้บริการรถไฟฟ้าใหม่ๆ ที่จะเริ่มในปี 2566 และการเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในส่วนของต้นทุนทางการเงินจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และเงินกู้ที่เพิ่มขึ้นสำหรับการลงทุนในโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม ซึ่งแนวโน้มหนี้สินมีแนวโน้มปรับตัวขึ้น
รู้ทันเกม รู้ก่อนใคร ติดตาม "ทันหุ้น" ที่นี่
FACEBOOK คลิก https://www.facebook.com/Thunhoonofficial/
YOUTUBE คลิก https://www.youtube.com/channel/UCYizTVGMealUUalT6VdUdNA
Tiktok คลิก https://www.tiktok.com/@thunhoon_
LINE@ คลิก https://lin.ee/uFms4n5
TELEGRAM คลิก https://t.me/thunhoon_news
Twitter คลิก https://twitter.com/thunhoon1