โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ฟาโรห์ผิวดำแห่งอียิปต์! เมื่อกษัตริย์ชาวนูเบียปกครองดินแดนไอยคุปต์

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 12 ก.พ. 2567 เวลา 02.57 น. • เผยแพร่ 10 ก.พ. 2567 เวลา 17.52 น.
รูปปั้นเศียรของ Taharqa ฟาโรห์ชาวนูเบียแห่งราชวงศ์ที่ 25

ฟาโรห์ผิวดำ แห่ง อียิปต์ เมื่อกษัตริย์ชาวนูเบียปกครองดินแดนไอยคุปต์

อียิปต์ (Egypt) แหล่งอารยธรรมเก่าแก่ที่มากด้วยประวัติศาสตร์และขุมทรัพย์ทางโบราณคดี ดินแดนลุ่มแม่น้ำไนล์แห่งนี้ปกครองด้วยกษัตริย์หรือฟาโรห์ (Pharaoh) ราชวงศ์แล้วราชวงศ์เล่า และบ่อยครั้งความอุดมสมบูรณ์ของอียิปต์ดึงดูดผู้ถูกรุกรานต่างชาติให้เข้ามาครอบครอง ทั้งกลุ่มชนชาติเซเมติคจากเมโสโปเตเมียและเอเชียกลาง พวกลิเบียโบราณ ตลอดจนชาวเปอร์เซีย กรีก โรมัน และอาหรับในยุคหลัง

ในบรรดาราชวงศ์ต่าง ๆ และชนต่างชาติที่มีโอกาสปกครองอียิปต์นั้น ล้วนเป็นกลุ่มชาติพันธุ์อินโดยูโรเปียนทั้งสิ้น มีหนึ่งเดียวที่เป็นราชวงศ์ของชาติพันธุ์แอฟริกันผิวดำจากพื้นที่ตอนในของทวีปแอฟริกา นั่นคือ ราชวงศ์นูเบียน (Nubian Dynasty) ของเผ่านูเบีย ราชวงศ์ลำดับที่ 25 แห่งอียิปต์

ยุคสมัยของราชวงศ์นูเบียนอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 8 ก่อนคริสตกาล ดินแดนอียิปต์หลังยุคของฟาโรห์รามเสสที่ 3 (Ramses III, 1186–1155 ปีก่อนคริสตกาล) เป็นช่วงเวลาที่อาณาจักรค่อย ๆ เสื่อมถอยลง กระทั่งหลังปี 945 ก่อนคริสตกาล ราชวงศ์ต่างชาติจากดินแดนลิเบียสามารถปกครองอียิปต์ได้สำเร็จ อาณาจักรอียิปต์ภายใต้ราชวงศ์ของชาวลิเบียดำรงอยู่ได้ช่วงเวลาหนึ่งก็ต้องเผชิญสภาวะที่ไร้เอกภาพ และดินแดนต่าง ๆ ได้แตกออกเป็นแคว้นเล็กแคว้นน้อยของเหล่าขุนศึกในปีที่ 750 ก่อนคริสตกาล

ปิเย (Piye) ผู้นำของอาณาจักรนูเบีย กษัตริย์แห่งดินแดนทางใต้ของลุ่มแม่น้ำไนล์ บริเวณที่ปัจจุบันคือประเทศซูดาน ตัดสินใจเปิดฉากยกทัพปราบปรามกลุ่มต่าง ๆ ในดินแดนทางเหนือ เพื่อรวบรวมอาณาจักรอียิปต์ในช่วงปี 730 ก่อนคริสตกาล

หลังสงครามอันยาวนานร่วมปี บรรดาขุนศึกในดินแดนอียิปต์ต่างยอมจำนนต่อกองทัพนูเบีย เครื่องราชบรรณาการต่าง ๆ หลั่งไหลมายังราชสำนักของปิเย พระองค์กลายเป็นฟาโรห์ชาวนูเบียองค์แรกที่ปกครองอียิปต์บนและอียิปต์ตอนกลางได้อย่างสมบูรณ์ เริ่มยุคสมัยของราชวงศ์ที่ 25 และเป็น “ฟาโรห์ผิวดำ” แห่งอียิปต์

ปิเยสิ้นพระชนม์หลังปกครองอียิปต์ประมาณ 30 ปี โดยมีทายาทเป็นฟาโรห์องค์ต่อมาคือ Shebitku ก่อนสิ้นพระชนม์ ปิเยทรงรื้อฟื้นธรรมเนียมการสร้างพีระมิดเหนือหลุมศพของพระองค์เอง โดยสถานที่ฝังอยู่ที่ เอลคูร์รู (El-Kurru) ทางตอนเหนือของซูดาน ประเพณีฝังศพฟาโรห์ในพีระมิดที่หายสาบสูญไปจากดินแดนอียิปต์กว่า 500 ปี จึงปรากฏขึ้นอีกครั้งในหน้าประวัติศาสตร์

ราชวงศ์นูเบียนปกครองอียิปต์ประมาณ 88 ปี ปรากฏหลุมฝังศพและรายพระนามของฟาโรห์ทั้งหมด 5 องค์ (อีก 3 องค์คือ Shabaka, Taharqa, Tantamani) ฟาโรห์นูเบียเหล่านี้แม้จะเป็นชาวต่างชาติ แต่มีบทบาทไม่น้อยในการรวบรวมดินแดนอียิปต์ที่แตกแยกให้เป็นปึกแผ่นอีกครั้ง ทั้งยังขยายจักรวรรดิไปถึงบริเวณดินแดนคาร์ทูม (Khartoum) ทางทิศใต้ และทิศเหนือจรดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ก่อนจะถูกจักรวรรดิอัสซีเรียน (Assyrian Empire) จากเอเชียตะวันตกแผ่อำนาจเข้ามารุกรานอาณาจักรอียิปต์ ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์นูเบียนในศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสตกาล ผลักดันให้ชาวนูเบียต้องโยกย้ายกลับถิ่นฐานดั้งเดิมทางตอนใต้ของแม่น้ำไนล์อย่างถาวร

อย่างไรก็ตาม อารยธรรมนูเบียไม่ได้เพิ่งถือกำเนิดในราชวงศ์ที่ 25 แต่อย่างใด วัฒนธรรมของพวกเขามีความเก่าแก่ควบคู่กับอารยธรรมอียิปต์ ชาวอียิปต์เรียกชาวนูเบียรวมถึงดินแดนของพวกเขาว่า คูช (Kush) ตั้งแต่ยุคราชวงศ์ที่ 1 (ประมาณ 3,000 ปีก่อนคริสตกาล) ดินแดนคูชยังมีแหล่งขุมทรัพย์เป็นเหมืองทองที่อียิปต์ต้องการ และชาวนูเบียก็ครอบครองสิ่งล้ำค่านี้ จนกระทั่งราชวงศ์ที่ 18 ของอียิปต์ (ศตวรรษที่ 16-13 ก่อนคริสตกาล) เข้ามายึดครองและผนวกให้ดินแดนคูชเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอียิปต์

อาณาจักรอียิปต์สร้างค่ายทหารรักษาการณ์ไว้ตลอดลำน้ำไนล์ในดินแดนคูช ชนชั้นปกครองชาวนูเบียเริ่มรับอารยธรรมอียิปต์เข้ามาสู่ดินแดนของตนตั้งแต่นั้น ทั้งวัฒนธรรม ภาษา ความเชื่อ และเทพเจ้าอียิปต์ล้วนกลายเป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรมนูเบีย กระทั่งพวกเขาประสบความสำเร็จในการสถาปนาราชวงศ์ที่ 25 ปกครองอียิปต์ในศตวรรษที่ 8 ก่อนคริสตกาล

สำหรับยุคราชวงศ์ที่ 25 ฟาโรห์ชาวนูเบียรับมรดกและอารยธรรมความเป็นอียิปต์อย่างเต็มตัว พวกเขาบูชาเทพอามุน (Amun) หรือสุริยเทพ ซึ่งยึดถือปฏิบัติกันมาครั้งกษัตริย์นูเบียองค์ก่อน ๆ ในสมัยของฟาโรห์ปิเยยังมีการบูรณะวิหารเทพอามุนแห่งเจเบล บาร์กัล (Great Temple of Amun at Jebel Barkal) โดยจ้างช่างแกะสลักหินแห่งอียิปต์จำนวนมากด้วย

แม้จะถูกบีบให้ถอยกลับทางใต้ในเวลาต่อมา แต่พวกเขายังคงรักษาขนบธรรมเนียมในการฝังศพ และการสร้างพีระมิดเหนือสุสานกษัตริย์สืบต่อมา พีระมิดนูเบียยังมีความลาดชันมากกว่าพีระมิดอียิปต์ด้วย อีกหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงความนิยมสร้างพีระมิดของชาวนูเบียคือ มีการค้นพบพีระมิดในพื้นที่ประเทศซูดานจำนวนมากกว่าพีระมิดในประเทศอียิปต์เสียอีก

ด้วยยุคสมัยอันสั้นของราชวงศ์ที่ 25 และศูนย์กลางการศึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อียิปต์มักอยู่กับชนชาติอื่นเสียเป็นหลัก ทำให้เรื่องราวของ ฟาโรห์ผิวดำ เหล่านี้ไม่ค่อยถูกพูดถึงบ่อยนัก กระทั่งจอร์จ ไรเนอร์ นักไอยคุปต์วิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดลงพื้นที่สำรวจซูดานเมื่อต้นคริสต์วรรษที่ 20 และค้นพบมรดกทางโบราณคดีจำนวนมากในดินแดนอียิปต์บนของซูดาน

ตัวตนของชาวนูเบียและราชวงศ์นูเบียนแห่งดินแดนคูชจึงเป็นที่รู้จักมากขึ้นในแวดวงนักประวัติศาสตร์ โบราณคดี และไอยคุปต์วิทยา

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

แอนดูรว์ ลอว์เลอร์. (2564). 100 อัศจรรย์ทางโบราณคดี. National Geographic ฉบับภาษาไทย. ฉบับที่ 244 พฤศิจากายน: 58-59.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 7 กันยายน 2565

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ฟาโรห์ผิวดำแห่งอียิปต์! เมื่อกษัตริย์ชาวนูเบียปกครองดินแดนไอยคุปต์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...