มาตรฐานการคัดกรองที่ควรรวมถึงความรุนแรงทางเพศ จากกรณี ‘ไชยามพวาน’ จนถึง ‘ธีระวัฒน์’ ผู้สมัคร สส. เมื่อพรรคประชาชนยังมีแนวโน้มโอบอุ้มผู้ก่อเหตุข่มขืนหรือคุกคามทางเพศ แม้มี สส.หญิงออกมาท้วงติงบ่อยครั้ง
นับเป็นอีกครั้งที่ผู้สมัคร สส.จากพรรคประชาชน กลายเป็นผู้ต้องหาคดีข่มขืนหรือคุกคามทางเพศ อย่างล่าสุดนี้ นายธีระวัฒน์ อดีตผู้สมัคร สส. มหาสารคาม จากพรรคประชาชน ได้ถูกตัดสินจำคุก 4 ปี ในข้อหาข่มขืนกระทำชาเราผู้อื่น ซึ่งเหตุเกิดเมื่อปี 2563 ที่ประเทศลาว โดยผู้ก่อเหตุใช้วิธีการมอมยาผู้เสียหายเพื่อลงมือข่มขืนเธอ (ศาลฎีกามองว่าทางนำสืบเป็นประโยชน์ จึงลดโทษให้เหลือ 2 ปี 8 เดือน และสั่งให้ชดใช้ ค่าสินไหม 2 แสนบาท)
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2563 และผู้เสียหายต่อสู้ด้วยตนเองมาตลอด นับเป็นการต่อสู้ที่ยาวนานเกือบ 6 ปี ขณะที่ผู้ก่อเหตุยังคงดำเนินชีวิตปกติเรื่อยมาและยังได้เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรคใหญ่ที่เป็นความหวังของคนจำนวนมากอีกด้วย
นี่จึงเป็นอีกเหตุการณ์ที่ย้ำเตือนให้พรรคประชาชนต้องย้อนทบทวนมาตรฐานการคัดกรองผู้สมัคร และที่สำคัญยังรวมถึงวิสัยทัศน์เรื่องความรุนแรงทางเพศของคนในพรรค เนื่องจากนี่ไม่ใช่กรณีแรก ที่พรรคประชาชนเป็นพื้นที่ให้นักข่มขืนหรือนักคุกคามทางเพศออกมาขับเคลื่อนประชาธิปไตย แต่กลับละเลยเรื่องสิทธิและความเท่าเทียมทางเพศไปโดยปริยาย ทั้งที่ก็เป็นพื้นฐานสำคัญของประชาธิปไตยเช่นกัน
และประเด็นสำคัญที่ทำให้หลายคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์คือ ทางพรรครับรู้เรื่องที่นายธีระวัฒน์ก่อเหตุอยู่แล้ว
โดยภัทรพงษ์ วรรณพงษ์ ทนายฝ่ายผู้เสียหายได้ระบุในโพสต์ทางเฟสบุ๊กของตัวเองว่า “ผมแจ้งให้พรรครับรู้มาตลอดตั้งแต่เริ่มเข้าไปทำงานช่วยพรรคก้าวไกล (ประมาณปี 2566) เรื่อยมาจนถึงตอนประกาศตัวผู้สมัคร ส.ส. ของพรรคประชาชนรอบนี้ ผมก็ได้ท้วงติงพรรคถึงเรื่องความเหมาะสมของตัวผู้สมัครคนนี้ไปหลายครั้ง ซึ่งพรรคได้รับรู้แล้วอย่างแน่นอน”
ทางด้าน นิชนันท์ วังคะฮาต ผู้สมัครหญิงจากพรรคประชาชนก็เปิดเผยผ่านเฟสบุ๊กว่า เธอเคยโพสต์เตือนพรรคให้พิจารณาเปลี่ยนตัวผู้สมัคร ส.ส.มหาสารคาม แต่พรรคยังคงให้โอกาสเขา โดยเธอระบุว่า “เคสนี้ เคยโพสต์เตือนพรรคประชาชน ในระหว่างกำลังสมัคร สส ว่าควรพิจารณาเปลี่ยนตัวผู้สมัคร แต่ ฝ่ายบริหารพรรคประชาชนคงมองว่า ศาลชั้นต้น และ ศาลอุทธรณ์ ตัดสินยกฟ้องไปแล้ว ทั้ง 2 ศาล คดีปี 2563 ผ่านมาแล้ว 6 ปี และอาจได้รับข้อมูลว่าเป็นการสมยอม แต่มีการกลั้นแกล้ง แบคเมย์ และ 2 ศาลยกฟ้องแล้ว คงคิดว่า คดีจะจบ ขอบอกว่าพรรค “คิดน้อยไปหน่อย””
และนอกจากกรณีนี้ ยังมีกรณีของสมาชิกพรรคอย่างนายวีระเดช ภู่พิสิฐ ผู้ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำพูน ที่ถูกเปิดเผยว่าเคยทำร้ายร่างกายภรรยา แต่ทางพรรคประชาชนก็มองว่าการเปิดเผยเรื่องในอดีตที่ผู้ก่อเหตุได้ยอมรับผิดแล้ว เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองเสียมากกว่า
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2568 ก็มีกรณีของนายไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ ที่ผู้เสียหายหลายรายออกมาเปิดเผยว่าเขาคุกคามทางเพศและใช้อำนาจหน้าที่พยายามมีเซ็กซ์กับพวกเธอ แต่ครั้งนั้นกลับมี สส.ในพรรคกว่า 22 คนที่โหวตอุ้มนายไชยามพวาน ซึ่งสะท้อนว่าภายในพรรคนับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ยังคงมีคนที่เห็นว่าความผิดทางเพศที่ตัวผู้สมัครเคยก่อ เป็นคนละเรื่องกับการต่อสู้ของพรรค แม้ตลอดเวลาจะมี สส.หญิงภายในพรรคเองที่ออกมาท้วงติงหรือแสดงจุดยืนอยู่บ่อยครั้ง แต่กรณีของนายธีระวัฒน์ ก็เป็นอีกเครื่องยืนยันว่า นี่ยังไม่ใช่หรือยังไม่เคยเป็นประเด็นสำคัญที่สุดในพรรคประชาชนอยู่ดี
ที่สุดแล้ว การขับเคลื่อนประชาธิปไตยนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานการมองคนทุกคนเท่าเทียมกัน ดังนั้นการขับเคลื่อนจึงไม่ควรมาพร้อมกับการโอบอุ้มผู้กระทำผิด และยิ่งไม่ควรเป็นพื้นที่ของแนวคิดชายเป็นใหญ่ที่มองเห็นปัญหาความรุนแรงทางเพศเป็นเพียงเรื่องรองๆ หรือ ‘หยวนๆ กันได้’ เพียงเท่านั้น เราจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าถึงเวลาแล้วจริงๆ ที่พรรคประชาชนจะต้องทบทวนจุดยืนของตัวเองในเรื่องนี้กันอย่างจริงจังสักที
อ้างอิง
https://www.facebook.com/share/p/1At55c7AxH/
https://www.facebook.com/share/p/17xfLjhNU7/
https://www.thairath.co.th/news/crime/2915160
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com