โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“ธนาคารกลางกัมพูชา” ไฟเขียวตั้งบริษัทซื้อหนี้เสีย หลัง NPL พุ่งกดดันภาคการเงิน

การเงินธนาคาร

อัพเดต 10 มี.ค. เวลา 13.27 น. • เผยแพร่ 10 มี.ค. เวลา 06.27 น.

"ธนาคารกลางกัมพูชา" เปิดทางจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อเข้าซื้อหนี้เสียจากธนาคารและสถาบันไมโครไฟแนนซ์ หลังอัตรา NPL ในระบบการเงินปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

วันที่ 10 มีนาคม 2569 เวลา 12.00 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า ธนาคารกลางกัมพูชาอนุมัติให้จัดตั้งสถาบันบริหารจัดการสินทรัพย์ (Asset-Management Institutions: AMIs) เพื่อเข้าซื้อหนี้เสียจากธนาคารและสถาบันไมโครไฟแนนซ์ ท่ามกลางความกังวลของผู้เชี่ยวชาญว่าปัญหาหนี้เสียในระบบการเงินของประเทศกำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เศรษฐกิจกัมพูชาต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนักในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา จากหลายปัจจัย ทั้งแรงกดดันด้านภาษีจากสหรัฐ ความตึงเครียดตามแนวชายแดนกับไทยที่เกิดขึ้นสองครั้ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว การค้า และเงินโอนจากแรงงานต่างประเทศ รวมถึงการที่แรงงานกัมพูชากว่า 1 ล้านคนเดินทางกลับจากประเทศไทย และต้องหางานเพื่อชำระหนี้จากธนาคารและผู้ให้กู้รายย่อย

ขณะเดียวกันราคาพลังงานที่พุ่งสูงจากสงครามระหว่างสหรัฐและอิสราเอลกับอิหร่านยังเพิ่มแรงกดดันต่อค่าครองชีพของประชาชน เนื่องจากกัมพูชาต้องนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งหมด โดยราคาน้ำมันเบนซินปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 14% ภายในสัปดาห์เดียว

เมื่อเดือนที่ผ่านมา ธนาคารกลางกัมพูชาได้อนุมัติหลักเกณฑ์ให้บริษัทที่ต้องการทำธุรกิจบริหารจัดการหนี้เสียสามารถยื่นขอใบอนุญาตจัดตั้ง AMIs ได้ โดยบริษัทเหล่านี้ต้องมีทุนจดทะเบียนอย่างน้อย 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และต้องเข้าซื้อหนี้เสียพร้อมหลักประกันผ่านธุรกรรมที่โปร่งใสและตกลงราคากันระหว่างคู่สัญญา

โมเดล AMI เคยถูกใช้ในหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น อินโดนีเซีย หลังวิกฤตการเงินเอเชียปี 2540–2541 หรือในช่วงวิกฤตธนาคารภายในประเทศ โดยส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ อย่างไรก็ตามจากการสำรวจของ Nikkei Asia พบว่ากัมพูชายังไม่มีการจัดตั้ง AMI อย่างเป็นทางการจนถึงขณะนี้

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ภาคธนาคารและไมโครไฟแนนซ์ของกัมพูชากำลังเผชิญการเพิ่มขึ้นของหนี้เสีย กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เคยเตือนเมื่อเดือนธันวาคมว่าระดับหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นและกำไรที่ลดลงกำลังสร้างแรงกดดันต่อระบบการเงิน ขณะที่รายงานปี 2568 ของ ASEAN+3 Macroeconomic Research Office ระบุว่า อัตราหนี้เสีย (NPL) ของธนาคารเพิ่มขึ้นเป็น 7.8% และของสถาบันไมโครไฟแนนซ์อยู่ที่ 10% เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่อยู่ที่ 6.2% และ 7.4% ตามลำดับ

ข้อมูลจากเครดิตบูโรของกัมพูชาระบุว่า ขนาดเฉลี่ยของสินเชื่อบุคคลในประเทศอยู่ที่ประมาณ 6,500 ดอลลาร์ ณ สิ้นปี 2568 ขณะที่ข้อมูลจากสมาคมไมโครไฟแนนซ์กัมพูชาแสดงให้เห็นแนวโน้มที่น่ากังวล โดยสัดส่วนผู้กู้ที่ค้างชำระเกิน 30 วัน (PAR30) เพิ่มจาก 7.3% ในเดือนธันวาคม 2567 เป็น 9.6% ในปลายปีที่ผ่านมา

สถาบันการเงินรายใหญ่บางแห่งมีระดับหนี้เสียสูงกว่าค่าเฉลี่ย เช่น Sathapana มีลูกหนี้ค้างชำระเกิน 30 วันถึง 14.6% ของพอร์ตสินเชื่อ ขณะที่ Woori Bank ของเกาหลีใต้มีอัตราหนี้เสีย 10.5% และ LOLC มีสัดส่วน 12.3%

สตีเฟน ฮิกกินส์ หุ้นส่วนผู้จัดการของ Mekong Strategic Capital กล่าวว่า แนวคิดการจัดตั้งบริษัทบริหารหนี้เสียในกัมพูชามีการพูดคุยกันมาหลายปีแล้ว แต่คำถามสำคัญคือ ภาครัฐหรือภาคเอกชนจะเป็นผู้ดำเนินการหลัก

เขาเตือนว่าความท้าทายสำคัญของ AMI ภาคเอกชนคือการจัดการคดีหนี้เสียผ่านระบบศาล ซึ่งมีความล่าช้า โดยก่อนหน้านี้การจัดการหนี้เสียหนึ่งกรณีอาจใช้เวลาประมาณ 3 ปี แต่หากหนี้เสียเพิ่มขึ้น อาจยืดออกไปถึง 5–7 ปี

ฮิกกินส์มองว่า AMI ภาคเอกชนอาจดำเนินการได้ยากในกัมพูชา หากไม่มีการปฏิรูประบบกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการหนี้เสียอย่างจริงจัง อีกทั้งมูลค่าหนี้ที่อาจต้องจัดการมีมากถึงประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ยากสำหรับบริษัทเอกชนเพียงไม่กี่แห่งจะเข้ามารับมือได้

ในรายงานการประเมินเศรษฐกิจของ IMF เมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางกัมพูชาระบุว่า ยังไม่มีแผนจัดตั้ง AMI ของรัฐ และจะไม่สนับสนุนสภาพคล่องผ่านการซื้อพันธบัตรที่ออกโดย AMI

ในระดับประชาชน ปัญหาหนี้กำลังสร้างความเดือดร้อนอย่างหนัก ตัวอย่างเช่น ซอม โซเพียบ หญิงวัย 42 ปี อดีตคนงานสวนยางพารา ที่ต้องอพยพออกจากหมู่บ้านในภาคเหนือของกัมพูชาซึ่งกลายเป็นพื้นที่พิพาทหลังการปะทะกับไทยเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยมีหนี้กับธนาคาร Acleda ประมาณ 3,000 ดอลลาร์ แม้ธนาคารจะให้เลื่อนการชำระหนี้เป็นเวลา 3 เดือนในช่วงความขัดแย้ง แต่ปัจจุบันเธอไม่มีบ้าน ไม่มีที่ดินทำกิน และต้องอาศัยอยู่ในค่ายผู้พลัดถิ่น

“ช่วงเกิดความขัดแย้งพวกเขายังบอกให้ฉันจ่ายหนี้ ฉันบอกว่าไม่ เพราะตอนนี้บ้านก็ถูกไทยยึดไปแล้ว แล้วฉันจะหาเงินจากที่ไหนมาจ่าย” เธอกล่าว

อ้างอิง : asia.nikkei.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบรั้วอาเซียน ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...