“ธนาคารกลางกัมพูชา” ไฟเขียวตั้งบริษัทซื้อหนี้เสีย หลัง NPL พุ่งกดดันภาคการเงิน
"ธนาคารกลางกัมพูชา" เปิดทางจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อเข้าซื้อหนี้เสียจากธนาคารและสถาบันไมโครไฟแนนซ์ หลังอัตรา NPL ในระบบการเงินปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
วันที่ 10 มีนาคม 2569 เวลา 12.00 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า ธนาคารกลางกัมพูชาอนุมัติให้จัดตั้งสถาบันบริหารจัดการสินทรัพย์ (Asset-Management Institutions: AMIs) เพื่อเข้าซื้อหนี้เสียจากธนาคารและสถาบันไมโครไฟแนนซ์ ท่ามกลางความกังวลของผู้เชี่ยวชาญว่าปัญหาหนี้เสียในระบบการเงินของประเทศกำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เศรษฐกิจกัมพูชาต้องเผชิญแรงกดดันอย่างหนักในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา จากหลายปัจจัย ทั้งแรงกดดันด้านภาษีจากสหรัฐ ความตึงเครียดตามแนวชายแดนกับไทยที่เกิดขึ้นสองครั้ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว การค้า และเงินโอนจากแรงงานต่างประเทศ รวมถึงการที่แรงงานกัมพูชากว่า 1 ล้านคนเดินทางกลับจากประเทศไทย และต้องหางานเพื่อชำระหนี้จากธนาคารและผู้ให้กู้รายย่อย
ขณะเดียวกันราคาพลังงานที่พุ่งสูงจากสงครามระหว่างสหรัฐและอิสราเอลกับอิหร่านยังเพิ่มแรงกดดันต่อค่าครองชีพของประชาชน เนื่องจากกัมพูชาต้องนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงทั้งหมด โดยราคาน้ำมันเบนซินปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 14% ภายในสัปดาห์เดียว
เมื่อเดือนที่ผ่านมา ธนาคารกลางกัมพูชาได้อนุมัติหลักเกณฑ์ให้บริษัทที่ต้องการทำธุรกิจบริหารจัดการหนี้เสียสามารถยื่นขอใบอนุญาตจัดตั้ง AMIs ได้ โดยบริษัทเหล่านี้ต้องมีทุนจดทะเบียนอย่างน้อย 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และต้องเข้าซื้อหนี้เสียพร้อมหลักประกันผ่านธุรกรรมที่โปร่งใสและตกลงราคากันระหว่างคู่สัญญา
โมเดล AMI เคยถูกใช้ในหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น อินโดนีเซีย หลังวิกฤตการเงินเอเชียปี 2540–2541 หรือในช่วงวิกฤตธนาคารภายในประเทศ โดยส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ อย่างไรก็ตามจากการสำรวจของ Nikkei Asia พบว่ากัมพูชายังไม่มีการจัดตั้ง AMI อย่างเป็นทางการจนถึงขณะนี้
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่ภาคธนาคารและไมโครไฟแนนซ์ของกัมพูชากำลังเผชิญการเพิ่มขึ้นของหนี้เสีย กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เคยเตือนเมื่อเดือนธันวาคมว่าระดับหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นและกำไรที่ลดลงกำลังสร้างแรงกดดันต่อระบบการเงิน ขณะที่รายงานปี 2568 ของ ASEAN+3 Macroeconomic Research Office ระบุว่า อัตราหนี้เสีย (NPL) ของธนาคารเพิ่มขึ้นเป็น 7.8% และของสถาบันไมโครไฟแนนซ์อยู่ที่ 10% เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่อยู่ที่ 6.2% และ 7.4% ตามลำดับ
ข้อมูลจากเครดิตบูโรของกัมพูชาระบุว่า ขนาดเฉลี่ยของสินเชื่อบุคคลในประเทศอยู่ที่ประมาณ 6,500 ดอลลาร์ ณ สิ้นปี 2568 ขณะที่ข้อมูลจากสมาคมไมโครไฟแนนซ์กัมพูชาแสดงให้เห็นแนวโน้มที่น่ากังวล โดยสัดส่วนผู้กู้ที่ค้างชำระเกิน 30 วัน (PAR30) เพิ่มจาก 7.3% ในเดือนธันวาคม 2567 เป็น 9.6% ในปลายปีที่ผ่านมา
สถาบันการเงินรายใหญ่บางแห่งมีระดับหนี้เสียสูงกว่าค่าเฉลี่ย เช่น Sathapana มีลูกหนี้ค้างชำระเกิน 30 วันถึง 14.6% ของพอร์ตสินเชื่อ ขณะที่ Woori Bank ของเกาหลีใต้มีอัตราหนี้เสีย 10.5% และ LOLC มีสัดส่วน 12.3%
สตีเฟน ฮิกกินส์ หุ้นส่วนผู้จัดการของ Mekong Strategic Capital กล่าวว่า แนวคิดการจัดตั้งบริษัทบริหารหนี้เสียในกัมพูชามีการพูดคุยกันมาหลายปีแล้ว แต่คำถามสำคัญคือ ภาครัฐหรือภาคเอกชนจะเป็นผู้ดำเนินการหลัก
เขาเตือนว่าความท้าทายสำคัญของ AMI ภาคเอกชนคือการจัดการคดีหนี้เสียผ่านระบบศาล ซึ่งมีความล่าช้า โดยก่อนหน้านี้การจัดการหนี้เสียหนึ่งกรณีอาจใช้เวลาประมาณ 3 ปี แต่หากหนี้เสียเพิ่มขึ้น อาจยืดออกไปถึง 5–7 ปี
ฮิกกินส์มองว่า AMI ภาคเอกชนอาจดำเนินการได้ยากในกัมพูชา หากไม่มีการปฏิรูประบบกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการหนี้เสียอย่างจริงจัง อีกทั้งมูลค่าหนี้ที่อาจต้องจัดการมีมากถึงประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ยากสำหรับบริษัทเอกชนเพียงไม่กี่แห่งจะเข้ามารับมือได้
ในรายงานการประเมินเศรษฐกิจของ IMF เมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา ธนาคารกลางกัมพูชาระบุว่า ยังไม่มีแผนจัดตั้ง AMI ของรัฐ และจะไม่สนับสนุนสภาพคล่องผ่านการซื้อพันธบัตรที่ออกโดย AMI
ในระดับประชาชน ปัญหาหนี้กำลังสร้างความเดือดร้อนอย่างหนัก ตัวอย่างเช่น ซอม โซเพียบ หญิงวัย 42 ปี อดีตคนงานสวนยางพารา ที่ต้องอพยพออกจากหมู่บ้านในภาคเหนือของกัมพูชาซึ่งกลายเป็นพื้นที่พิพาทหลังการปะทะกับไทยเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยมีหนี้กับธนาคาร Acleda ประมาณ 3,000 ดอลลาร์ แม้ธนาคารจะให้เลื่อนการชำระหนี้เป็นเวลา 3 เดือนในช่วงความขัดแย้ง แต่ปัจจุบันเธอไม่มีบ้าน ไม่มีที่ดินทำกิน และต้องอาศัยอยู่ในค่ายผู้พลัดถิ่น
“ช่วงเกิดความขัดแย้งพวกเขายังบอกให้ฉันจ่ายหนี้ ฉันบอกว่าไม่ เพราะตอนนี้บ้านก็ถูกไทยยึดไปแล้ว แล้วฉันจะหาเงินจากที่ไหนมาจ่าย” เธอกล่าว
อ้างอิง : asia.nikkei.com