โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“อิหร่าน” ส่งน้ำมันให้จีนผ่านฮอร์มุซ 11.7 ล้านบาร์เรล แม้สงครามตะวันออกกลางปะทุ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 11 มี.ค. เวลา 12.03 น. • เผยแพร่ 11 มี.ค. เวลา 05.03 น.

"อิหร่าน" ส่งน้ำมันให้จีนผ่านฮอร์มุซ 11.7 ล้านบาร์เรล แม้สงครามตะวันออกกลางปะทุ ขณะที่จีนเร่งสะสมสำรองน้ำมันรับมือความเสี่ยงด้านอุปทาน

วันที่ 11 มีนาคม 2569 เวลา 10.59 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า แม้สงครามระหว่างสหรัฐ–อิสราเอลกับอิหร่านจะส่งผลกระทบต่อการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของน้ำมันโลก แต่อิหร่านยังคงส่งออกน้ำมันดิบจำนวนมากไปยังจีนผ่านเส้นทางดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

ซามีร์ มาดานี ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัทติดตามเรือบรรทุกน้ำมัน TankerTrackers เปิดเผยกับ CNBC ว่า นับตั้งแต่สงครามเริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ อิหร่านได้ส่งออกน้ำมันดิบอย่างน้อย 11.7 ล้านบาร์เรลผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยน้ำมันทั้งหมดมีปลายทางอยู่ที่จีน

บริษัทดังกล่าวใช้ภาพถ่ายดาวเทียมติดตามการเคลื่อนไหวของเรือบรรทุกน้ำมัน ซึ่งช่วยให้สามารถตรวจจับเรือที่พยายามหลีกเลี่ยงการติดตามได้ เนื่องจากเรือหลายลำได้ ปิดระบบติดตามตำแหน่ง (going dark) หลังจากที่อิหร่านขู่ว่าจะโจมตีเรือที่พยายามผ่านช่องแคบดังกล่าว

ด้านบริษัทข้อมูลการขนส่งพลังงาน Kpler ประเมินว่า มีน้ำมันดิบราว 12 ล้านบาร์เรล ที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซนับตั้งแต่สงครามเริ่มต้น โดยนักวิเคราะห์น้ำมันของ Kpler ระบุว่า จีนเป็นผู้ซื้อน้ำมันอิหร่านรายใหญ่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้มีความเป็นไปได้สูงว่าน้ำมันส่วนใหญ่จะถูกส่งไปยังจีน อย่างไรก็ตามการยืนยันปลายทางของเรือบรรทุกน้ำมันทำได้ยากขึ้น เนื่องจากหลายลำปิดระบบติดตาม

การเดินเรือผ่านฮอร์มุซลดลงอย่างมาก

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางคมนาคมทางทะเลแคบ ๆ ที่มีความสำคัญต่อการขนส่งพลังงานของโลก โดยปกติแล้วมีน้ำมันและก๊าซประมาณ หนึ่งในห้าของการค้าโลก ที่ต้องผ่านเส้นทางนี้

อย่างไรก็ตามนับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นเมื่อเดือนที่ผ่านมา การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงอย่างมาก เนื่องจากเรือบรรทุกน้ำมันส่วนใหญ่พยายามหลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าว

องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ระบุว่าภายในเวลาไม่ถึงสองสัปดาห์หลังสงครามเริ่มต้น มีเรืออย่างน้อย 10 ลำในหรือใกล้ช่องแคบฮอร์มุซถูกโจมตีจากอิหร่าน ส่งผลให้ลูกเรือเสียชีวิตอย่างน้อย 7 คน

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านกล่าวกับ CNBC ว่าเรือบรรทุกน้ำมันที่ต้องการผ่านช่องแคบดังกล่าว จำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก

ขณะเดียวกันข้อมูลจาก TankerTrackers ระบุว่า จากเรือบรรทุกน้ำมัน 6 ลำที่ออกจากอิหร่านตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ มีถึง 3 ลำที่ชักธงอิหร่าน

ด้าน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ กล่าวกับ Fox News ว่า เรือที่ติดค้างอยู่ใกล้ช่องแคบฮอร์มุซควรกล้าที่จะเดินเรือต่อไป พร้อมระบุว่าไม่มีอะไรต้องกลัว เพราะอิหร่านไม่มีเรือรบแล้ว เราได้จมเรือทั้งหมดของพวกเขาไปแล้ว

อิหร่านมองหาทางเลือกใหม่ในการส่งออกน้ำมัน

โดยปกติแล้ว เกาะคาร์ก (Kharg Island) ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งอิหร่านประมาณ 15 ไมล์ เป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันหลักของประเทศ โดยรองรับประมาณ 90% ของการส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่าน ก่อนที่เรือจะเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

อย่างไรก็ตามล่าสุดอิหร่านได้กลับมาใช้งาน ท่าเรือน้ำมันจาสก์ (Jask) ซึ่งตั้งอยู่บริเวณอ่าวโอมานทางตอนใต้ของช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการส่งออกน้ำมัน

ข้อมูลจาก TankerTrackers ระบุว่ามีเรือบรรทุกน้ำมันอิหร่านลำหนึ่งกำลังบรรทุกน้ำมันดิบ ประมาณ 2 ล้านบาร์เรล ที่ท่าเรือจาสก์ ซึ่งถือเป็นครั้งที่ 5 ในรอบ 5 ปีที่มีการใช้งานท่าเรือดังกล่าว

นักวิเคราะห์ของ Kpler ระบุว่าการกลับมาใช้ท่าเรือจาสก์แสดงให้เห็นว่าอิหร่านกำลังพยายามหาเส้นทางส่งออกน้ำมันที่ไม่ต้องพึ่งช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ตาม ยังไม่แน่ชัดว่าท่าเรือดังกล่าวจะสามารถรองรับการส่งออกได้มากเพียงใด

ท่าเรือจาสก์เป็นช่องทางส่งออกน้ำมันเพียงแห่งเดียวของอิหร่านที่สามารถ หลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซได้โดยตรง แต่กลับถูกใช้งานไม่บ่อยนัก เนื่องจากมีประสิทธิภาพต่ำกว่า

มาดานีระบุว่าการบรรทุกน้ำมันลงเรือบรรทุกขนาดใหญ่พิเศษ หรือ Very Large Crude Carrier (VLCC) ที่ท่าเรือจาสก์อาจใช้เวลานานถึง 10 วัน ขณะที่การบรรทุกน้ำมันที่เกาะคาร์กใช้เวลาเพียง 1–2 วัน

จีนเร่งสะสมน้ำมันรับมือความเสี่ยงด้านพลังงาน

แม้อิหร่านยังคงส่งออกน้ำมันไปยังจีน แต่ปริมาณการส่งออกในช่วงสงครามอยู่ที่ประมาณ 1.22 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งต่ำกว่าระดับก่อนเกิดสงคราม ก่อนหน้านี้อิหร่านส่งออกน้ำมัน 2.16 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2018 โดยน้ำมันทั้งหมดถูกส่งไปยังจีน เนื่องจากปักกิ่งเร่งสะสมสำรองพลังงานเพื่อรับมือความเสี่ยงด้านอุปทาน

ข้อมูลศุลกากรจีนระบุว่า ในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ การนำเข้าน้ำมันดิบของจีนเพิ่มขึ้นถึง 15.8% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

นอกจากนี้ข้อมูลจาก Kpler ยังระบุว่าการโหลดน้ำมันดิบของอิหร่านทำสถิติสูงสุดใหม่ในสัปดาห์ของวันที่ 16 กุมภาพันธ์ ที่ระดับ 3.78 ล้านบาร์เรลต่อวัน มากกว่าสองเท่าของค่าเฉลี่ยเดิมที่ประมาณ 1.48 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา จีนได้สะสมน้ำมันดิบในคลังสำรองจำนวนมาก โดยมีปริมาณประมาณ 1.2 พันล้านบาร์เรล ณ เดือนมกราคม ซึ่งเพียงพอสำหรับรองรับความต้องการใช้น้ำมันภายในประเทศได้ 3–4 เดือน ตามข้อมูลของ Atlantic Council

การเร่งสะสมพลังงานของจีนยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นในปีนี้ หลังประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ดำเนินมาตรการกดดันต่อแหล่งพลังงานสำคัญของจีน ได้แก่ เวเนซุเอลาและอิหร่าน

ราคาน้ำมันโลกผันผวนจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยังไม่มีสัญญาณคลี่คลาย ทำให้ความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซยังคงสูง และสร้างแรงกดดันต่อตลาดพลังงานโลก

ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นเกือบ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในวันจันทร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 4 ปี หลังประเทศผู้ผลิตน้ำมันหลายแห่งในอ่าวเปอร์เซียเริ่มลดกำลังการผลิต และการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซแทบหยุดชะงัก

ผู้นำประเทศต่าง ๆ พยายามหามาตรการรับมือกับความเสี่ยงจากวิกฤตพลังงาน โดยมีรายงานว่ากลุ่มประเทศ G7 กำลังพิจารณาปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

อย่างไรก็ตามราคาน้ำมันได้ปรับตัวลดลงในเวลาต่อมา โดยน้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐ สำหรับการส่งมอบเดือนเมษายนอยู่ที่ประมาณ 84.9 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเบรนท์สำหรับการส่งมอบเดือนพฤษภาคมอยู่ที่ 88.9 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

เกาะติดสถานการณ์ สหรัฐฯ–อิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่าน เร่งสถานการณ์ตึงเครียดทั่วตะวันออกกลาง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...