โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

ปัจจัย ภูมิใจไทย ล้มเพื่อไทย จับต้องได้ เข้าถึงทุกที่ ไม่ใช้ไสยศาสตร์

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 11 มี.ค. เวลา 05.43 น. • เผยแพร่ 11 มี.ค. เวลา 03.01 น.

คอลัมน์ : Politics policy people forum

ไทม์ไลน์การตั้งรัฐบาลภูมิใจไทย วางคิว ไว้ว่า 19 มีนาคม 2569 มีลุ้นว่าสภาผู้แทนราษฎรจะมีการลงมติเพื่อเลือก “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 มีรัฐบาลภูมิใจไทย บริหารประเทศในเดือนเมษายน

เดือนเมษายน มีความหมายกับพรรคภูมิใจไทย เพราะถือฤกษ์เอา “วันจักรี” 6 เมษายน เป็นวันสถาปนาพรรค

ย้อนไป 6 เมษายน 2568 พรรคภูมิใจไทยประกาศความเป็น “สีน้ำเงินเต็มขั้น” ปรับสีโลโก้พรรคเป็นสีน้ำเงินล้วน ผ่านมา 1 ปี พรรคภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล

ทว่า 17 ปี พรรคภูมิใจไทยผ่านร้อนผ่านหนาวทางการเมือง จากที่ถูกขนานนามเป็น “พรรคงูเห่า” ตั้งเป้าเลือกตั้งสมัยแรก 70 เสียง แต่ผิดเป้าหมาย กลายเป็นว่าได้ สส.เพียง 34 ที่นั่ง

หากพรรคภูมิใจไทยโตขึ้นเท่าตัวในการเลือกตั้งสมัยที่ 2 ของพรรค เมื่อปี 2562 ได้ 51 เสียง ใช้กลยุทธ์เป็นพรรคที่ผสมผสานทุนบ้านใหญ่-การเมืองท้องถิ่น จากนั้นค่อย ๆ พัฒนาเป็น “พรรคพลังดูด” ดูดนักเลือกตั้งที่เป็น สส.ในสมัยนั้น เกิน 100 คน เมื่อสิ้นสุดยุครัฐบาลประยุทธ์

เพราะพรรคภูมิใจไทยเอาชัวร์กับตัวเลข สส.บนคณิตศาสตร์-สถิติการเมือง ที่ว่า สส.ปัจจุบันจะกลับเข้าสภาหลังจากการเลือกตั้ง 70% และสอบตก 30%

เมื่อพรรคภูมิใจไทยสะสมนักเลือกตั้ง สส.100 คนขึ้น จึงตั้งเป้าเลือกตั้งปี 2566 ไว้ที่ 70 เสียง เพื่อเป็น “ตัวแปร” ร่วมรัฐบาล ถือตัวเลข 70 เสียงร่วมรัฐบาลพรรคเพื่อไทย และพรรคสีน้ำเงินก็ทำได้ มี สส.เข้าเป้าถึง 71 เสียง

แต่เมื่อความสัมพันธ์ของพรรคเพื่อไทย-ภูมิใจไทย พลิกจับมือรับ MOA พรรคประชาชน “อนุทิน” ก้าวขึ้นสู่นายกรฯ ผลักเพื่อไทยเป็นฝ่ายค้าน ย้ำประวัติศาสตร์ “พลิกขั้ว” ครั้งที่ 2

และด้วยการที่คุมกลไกรัฐ-กลไกการเมือง “อนุทิน” นำภูมิใจไทยเข้าวิน ชนะเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ด้วยเสียงเด็ดขาดที่สุดในการเมืองเกือบ 1 ทศวรรษ 191 เสียง

ในงานฉลองชัยชนะที่ช้างอารีนา บุรีรัมย์ เมืองหลวงพรรคภูมิใจไทย “อนุทิน” เปิดใจกับลูกพรรคว่า เมื่อเป็นพรรคใหญ่สมาชิกทุกคนต้องไม่แตกแยก มุ่งทำงานหนักเพื่อประชาชนทั่วประเทศ ช่วยคลี่คลายปัญหาชาวบ้าน ซึ่งเชื่อว่าหากไม่ลงพื้นที่นั่งอยู่บ้านรอกระแสอย่างเดียวเลือกตั้งรอบต่อไปก็สอบตกขอให้ช่วยกันรักษาอัตลักษณ์ภูมิไจไทย “คำไหนคำนั้น เป็นปึกแผ่น ไม่มีแตกคอก”

บุกงานเผาผี เอาคะแนนคน

พรรคภูมิใจไทย มักถูกครหาในทางการเมืองว่า เป็นพรรคมนต์เขมร-ไสยศาสตร์ หนึ่งในแกนนำคนสำคัญของพรรคภูมิใจไทย “โสภณ ซารัมย์” รองนายกรัฐมนตรี ผู้เป็นมือขวาครูใหญ่ภูมิใจไทย “เนวิน ชิดชอบ” มองต่าง โดยวิเคราะห์ปัจจัยชี้ขาดที่ทำให้ภูมิใจไทยได้รับชัยชนะ

เพราะเดินด้วยหลักวิทยาศาสตร์คือการทำตามสเต็ป ทำงานแบบคิดวิเคราะห์ ควบคู่การทำงานแบบยั่งยืนให้ตรงใจประชาชน เป็นพรรคจับต้องได้จากนโยบายและการกระทำ ไม่ใช้ไสยศาสตร์ หรือจินตนาการ เห็นจาก สส.ภูมิใจไทยส่วนใหญ่เข้าถึงประชาชน โดยเฉพาะ สส.ชนบทเป็นทุกอย่างของประชาชนจริง ๆ ไม่ได้ทำงานอยู่แต่ในสภาอย่างเดียว ก่อนบอกว่า “คุณเชื่อคำพูด หรือคุณเชื่อการกระทำ”

“เราถูกดูถูกดูแคลน ว่าเป็นผู้แทนเผาผี (ไปงานศพ) เป็นผู้แทนนั่นนี่ แต่คุณรู้หรือไม่ว่าความทุกข์ประชาชนคืออะไร เวลาเขาเดือดร้อนเรายื่นมือไปช่วย”

เมื่อถูกถามว่าทำไมค่ายการเมืองสีน้ำเงิน ชนะระบอบทักษิณทั้งที่โตด้วยกันมา “โสภณ” บอกว่า ส่วนตัวไม่ขอวิจารณ์พรรคเขา แต่คิดว่าสาเหตุอยู่ที่วิธีการ ภูมิใจไทยใช้สิ่งที่ “ยั่งยืน” ในพื้นที่ ไม่ใช่เอาแค่ “กระแส” เราคิดว่าต้องชนะใจประชาชนให้ได้ ไม่ว่าเจอกระสุนหรือกระแส และประชาชนเห็นจากฝีมือการบริหารรัฐบาลอนุทิน 1 แม้เป็นช่วงเวลาสั้น 4-5 เดือน

แต่การเดินจากนี้ ต้องทำงานให้ดี ไม่ทำให้สังคมผิดหวัง และต้องระวังไม่เหยียบกับระเบิดตัวเอง

สำหรับความรู้สึกที่เห็นภูมิใจไทยวันนี้ หนึ่งในผู้ก่อตั้งพรรคบอกว่า “ไม่ว่าเราจะน้อยหรือมาก พวกเราอยู่กันแบบมีความสุขเป็นปึกแผ่น เพราะสิ่งที่ภูมิใจไทยมีคือความเป็นเอกภาพ ภูมิใจไทยยุคนี้สิ่งที่ผู้ใหญ่คิด คือพรรคการเมืองต้องไม่มีมุ้งมาต่อรองหากจะคิดทำการเมืองจริง ๆ ซึ่งมันต้องไปถึงจุดนั้นให้ได้ ส่วนการจะทำให้ได้ชัยชนะอย่างยั่งยืนก็ต้องสร้างผลงาน”

4 ปัจจัยคว้าชัย 192 สส.

ด้าน “ศุภชัย ใจสมุทร” สส.บัญชีรายชื่อ ประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ผู้ที่ก่อสัมพันธ์ครูใหญ่เนวิน เกือบ 3 ทศวรรษ เป็นหนึ่งในหัวหอก “กลุ่มเพื่อนเนวิน” อยู่พรรคภูมิใจไทยตั้งแต่ Day 1 เมื่อปี 2552 และไม่เคยออกไปจากพรรค วิเคราะห์ปรากฏการณ์ทำให้ภูมิใจไทยก้าวกระโดดจากพรรค 71 สส.ในการเลือกตั้งปี 2566 เป็น 191 ลบคำปรามาสว่าพรรคเฉพาะกิจ มี 4 ปัจจัย 1.การทำพื้นที่เขต ที่ผ่านมาภูมิใจไทยศึกษาโครงสร้างและปัญหาประเทศหลายเรื่อง จึงทำให้รู้ว่ารอบนี้ถ้ามีการเลือกตั้ง จะทำอย่างไรให้ได้คะแนนนิยมมากขึ้นด้วยการเน้นผู้สมัครเขต คัดเลือก บุคคลที่มีความรู้ ความสามารถและเป็นที่รู้จักของประชาชน

2.สร้างความนิยมของพรรคภูมิใจไทย เริ่มจากข้างใน เห็นโครงสร้างพรรคไม่ได้เป็นแบบเดิม ยุคใหม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพรรคและผู้บริหารรุ่นใหม่ ผสมผสานการทำงานกับคนรุ่นเก่า หาผู้ที่มีประสบการณ์ด้านต่าง ๆ เป็นที่ยอมรับของสังคมมาร่วมงานการเมือง เช่น “เอกนิติ-ศุภจี-สีหศักดิ์”

3.สถานการณ์การเมืองเอื้อ เพราะหากมองย้อนหลังกลับไปจะเห็นว่าการเมืองพักหลังสะดุดหยุดนิ่ง ตั้งแต่ยุครัฐบาลเศรษฐา เรื่อยมาจนรัฐบาลแพทองธาร ประกอบกับเกิดสถานการณ์รอบประเทศ ทั้งเรื่องสงครามเศรษฐกิจ สถานการณ์การค้าสหรัฐ ซึ่งภูมิใจไทยที่เป็นพรรคอนุรักษนิยมแบบหัวก้าวหน้า เมื่อเห็นหลายปัจจัยจึงรู้ว่าจะพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ทำให้ประชาชนหลอมรวมกันได้

และ 4.ความเด็ดขาดผู้นำที่ชื่ออนุทิน ในการแก้ปัญหาหลายเรื่องจนทำให้ประชาชนรู้สึกว่า อนุทิน ชาญวีรกูล น่าจะ เหมาะเป็นผู้นำประเทศในสถานการณ์นับจากนี้ โดยมีทีมผู้ร่วมบริหารประเทศเก่ง ๆ ที่เป็นคนนอกอย่าง ศุภจี เอกนิติ

ระบอบทักษิณไม่เหลือแล้ว

ส่วนที่ถูกมองว่าค่ายการเมืองสีน้ำเงิน คุมทั้งเกมการเมืองและองค์กรอิสระหลายมิติ ศุภชัยปฏิเสธว่า ประเด็นนี้ไม่มี เพราะการที่ประชาชนเข้าคูหาแล้วกาพรรคภูมิใจไทย ไม่เกี่ยวกับข้อกล่าวหาที่ถูกมองว่าคุม สว.สีน้ำเงิน คุมองค์กรอิสระ เพราะองค์กรเหล่านี้ไม่มีผลต่อการ ตัดสินใจของประชาชนในการลงคะแนน ประกอบกับกติกาการเลือกตั้งยังคงเหมือนเดิม

แต่ถึงอย่างไรภูมิใจไทยขอทำงาน ณ ปัจจุบันก่อน ยังไม่มองถึงการเลือกตั้ง ครั้งหน้า ตามที่หลายฝ่ายมองว่าค่ายการเมืองสีส้ม อาจแข็งแกร่งขึ้น หากธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กลับลงสู่สนามการเมืองอีกครั้ง เพราะเชื่อมั่นว่าเมื่อได้โอกาสเป็นทีมบริหารประเทศ ก็ต้องทำผลงานให้ดี ถ้าผลงานดีใครมาก็สู้ได้ทั้งนั้น

ส่วนประเมินระบอบทักษิณ “ศุภชัย” มองว่า ปัจจุบันไม่มีเหลือแล้ว สาเหตุที่ทำให้เสื่อม เพราะมีการเปลี่ยนแปลงหลายเรื่อง ประกอบกับแนวคิดของค่ายสีแดงที่มักใช้นโยบายประชานิยม ไม่ได้ผลแล้ว เพราะประชาชนปัจจุบันรับรู้แล้วว่า ประชานิยมไม่ได้มีผลทำให้บ้านเมืองดีขึ้น แต่ต้องพึ่งการบริหารประเทศ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ควรมีทีมงานมืออาชีพที่เข้าใจเศรษฐกิจและสถานการณ์โลก

ส่วนการทำงาน 4 ปีจากนี้ รัฐบาลภูมิใจไทย จุดแข็งต้องทุ่มเททำงานแก้ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ ความมั่นคงและภัยประเทศในมิติต่าง ๆ ต้องเอาให้อยู่ ส่วนสิ่งที่ห้ามพลาดคือความซื่อสัตย์ สุจริต การทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นสิ่งที่ไม่ควรมี “เราต้องทำให้ภาพรัฐบาลภูมิใจไทย เป็นรัฐบาลที่ซื่อสัตย์ สุจริต ไม่มีเทา”

ขณะที่แม่ทัพใต้ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” รมว.คมนาคม มองว่า สาเหตุที่ทำให้ สส.เขตภาคใต้ เข้าวินถึง 31 สส. มาจากผลงานภูมิใจไทยที่ดีขึ้น จนทำให้เกิดกระแส ส่วนนโยบายที่จะเริ่มดำเนินการทำทันทีหลังตั้งรัฐบาลอนุทิน 2 คือนโยบายต่าง ๆ ที่เคยหาเสียงไว้

นี่คือปัจจัยที่พรรคภูมิใจไทยชนะทุกเกมในเวลานี้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปัจจัย ภูมิใจไทย ล้มเพื่อไทย จับต้องได้ เข้าถึงทุกที่ ไม่ใช้ไสยศาสตร์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...