“เวียดนาม” คุมเข้มตลาดทอง ปรับหนักผลิต-ค้าทองผิดกฎหมาย สกัดตลาดมืด
"เวียดนาม" ออกกฤษฎีกาใหม่กำหนดโทษปรับสูงสุด 300 ล้านดองต่อผู้ผลิตทองคำผิดกฎหมาย พร้อมลงโทษการลักลอบนำเข้า สกัดตลาดมืด
วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 11.37 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า เวียดนามออกมาตรการปรับเงินและลงโทษผู้เกี่ยวข้องกับทองคำผิดกฎหมาย เพื่อสกัดการค้าทองในตลาดมืด ในประเทศที่ทองคำได้รับความนิยมสูงจนประชาชนจำนวนมากเคยใช้อ้างอิงราคาสินค้า ตั้งแต่มอเตอร์ไซค์ไปจนถึงบ้านเรือน เป็นราคาทองแทนเงินดอง
ภายใต้กฤษฎีกาเลขที่ 340 (Decree 340) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพันธ์ ผู้ที่ผลิตทองคำอย่างผิดกฎหมายอาจถูกปรับสูงสุดถึง 300 ล้านดอง หรือราว 11,550 ดอลลาร์ ขณะที่ผู้ลักลอบนำทองคำข้ามพรมแดนอาจถูกปรับ 100 ล้านดอง และผู้ซื้อทองคำแท่งจากผู้ขายที่ไม่มีใบอนุญาตอาจถูกปรับ 20 ล้านดอง
มาตรการดังกล่าวมีขึ้นไม่กี่เดือนหลังจากรัฐบาลเวียดนามยกเลิกการผูกขาดการค้าทองคำและการผลิตทองในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้ เวียดนามซึ่งเป็นรัฐพรรคเดียว เคยควบคุมตลาดทองคำเบ็ดเสร็จนานกว่าทศวรรษ
ในปี 2555 รัฐบาลได้กำหนดให้ State Bank of Vietnam เป็นศูนย์กลางการผลิตทองคำแท่งและการค้ากับต่างประเทศ และแต่งตั้ง Saigon Jewelry Company เป็นผู้ผลิตทองคำรายเดียวในประเทศ
การผูกขาดประกอบกับความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (safe haven) ทำให้ราคาทองในประเทศสูงกว่าราคาตลาดโลก ขณะเดียวกัน ราคาทองคำในตลาดโลกก็พุ่งแรงอยู่แล้ว โดยปีที่แล้วปรับตัวขึ้นราว 70% และเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุด
ทางการกรุงฮานอยระบุว่า ต้องการลด “กระแสคลั่งทองคำ” ที่ผลักดันความต้องการเข้าสู่ตลาดมืด และหวังว่าการเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น จะช่วยเพิ่มอุปทานที่ถูกกฎหมายและกดราคาทองในประเทศให้ใกล้เคียงตลาดโลก
นอกจากนี้ทั้งภาครัฐและเอกชนบางส่วนต้องการให้ประชาชนลดการสะสมทองคำแท่งไว้ในบ้าน และหันนำเงินออมไปลงทุนในกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ช่วยกระตุ้นการเติบโตแทน
เมื่อปีที่แล้ว อดีตผู้อำนวยการของ Saigon Jewelry Company ถูกตัดสินจำคุก 25 ปี ในคดีทุจริตและใช้อำนาจโดยมิชอบ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามคอร์รัปชันครั้งใหญ่ของเวียดนาม บทความแสดงความเห็นในเว็บไซต์ข่าวของรัฐ VietNamNet ระบุว่า การผูกขาด “เปิดเงื่อนไขที่สมบูรณ์แบบให้พลังอำนาจกลายเป็นอภิสิทธิ์ที่ไร้การตรวจสอบ” และเมื่อไม่มีการแข่งขัน การกำกับดูแลก็อ่อนแอ ขณะที่โอกาสแสวงหากำไรก็เพิ่มขึ้น
ตามข้อมูลของ World Gold Council เวียดนามเป็นตลาดทองคำแท่งใหญ่อันดับ 3 ของเอเชีย รองจากจีนและอินเดีย โดยผลสำรวจปีที่แล้วพบว่า ประมาณ 80% ของชาวเวียดนาม มองว่าทองคำเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการเมืองและเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และความไม่มั่นคงระยะยาว
ทั้งนี้ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ และหุ้นในประเทศ ถือเป็นช่องทางการลงทุนหลักของชาวเวียดนาม ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ไม่สามารถโอนเงินออกนอกประเทศได้อย่างเสรี
ที่ผ่านมา สื่อเวียดนามมักรายงานราคาทองคำเป็นประจำ และทองคำยังคงเป็นที่พึ่งสำคัญหลังสงครามในทศวรรษ 1970 และความผันผวนทางเศรษฐกิจในทศวรรษ 1980 จนผู้คนคุ้นชินกับการประเมินมูลค่าสินค้าเป็น “ตำลึงทอง” แทนค่าเงินดองที่ผันผวน
ขณะนี้รัฐบาลเริ่มออกใบอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันอื่น ๆ สามารถผลิตทองคำและค้าทองในรูปวัตถุดิบได้ โดยผู้ฝ่าฝืนกฤษฎีกา 340 ซึ่งยังจำกัดการขายเครื่องประดับและสถานที่ค้าทอง อาจถูกเพิกถอนใบอนุญาตหรือยึดทองคำที่ครอบครอง
อ้างอิง : asia.nikkei.com