หุ้นไทย หลังเลือกตั้ง เปิดตลาดพุ่ง 2.32 % ดัชนีบวก 31.47 จุด ขานรับพรรคภูมิใจไทย แลนด์สไลด์
วันที่ 9 ก.พ.2569 ดัชนีตลาดหุ้นไทย (SET)ปรับตัวขึ้นแรงขานรับผลเลือกตั้งพรรคภูมิใจไทย ได้เสียงข้างมากชนะถล่มทลาย (แลนด์สไลด์)
ณ เวลา 10.00 น.ดัชนีหุ้นไทยเปิดตลาดที่ 1,835.48 จุด เพิ่มขึ้น 31.47 จุด(+2.32 %) ถือว่าดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ว่าจะพุ่งแตะระดับสูงสุดที่ 1,380 จุด
นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย และนายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) หรือสมาคมบลจ. มีมุมมองว่าตลาดหุ้นไทย (SET)ปี 2569 ดีกว่าปีที่ผ่านมา คาดปีนี้ได้เห็นจุดสูงสุดที่ 1,400 จุด
โดยช่วงผลการเลือกตั้งออกมาอย่างเสร็จสมบูรณ์รวมถึงการจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างมีเสถียรภาพและนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจคาดว่าได้เห็น SET ทะลุ 1,400 จุดได้เช่นกัน
“เป้าหมายดัชนีหุ้นไทย 1,400 จุด ไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝัน แต่คือบทพิสูจน์ความเชื่อมั่น ความท้าทายที่แท้จริงไม่ใช่แค่ตัวเลขดัชนี แต่คือการรอคอยความชัดเจนของนโยบายเศรษฐกิจจากรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเกิดขึ้น”
นางชวินดามองว่าในช่วงครึ่งปีหลัง หากการจัดตั้งรัฐบาลไม่ถูกหน่วงเหนี่ยวด้วยกระบวนการร้องเรียนจนล่าช้าเกินไป ทิศทางของเศรษฐกิจก็จะชัดเจนขึ้น
ดังนั้นหัวใจสำคัญในการผลักดันตลาดทุนให้เติบโตอย่างยั่งยืน ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขกำไรในหน้าจอ แต่คือการผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน เพราะเมื่อเศรษฐกิจพื้นฐานดี ประชากรอยู่ดีกินดี ตลาดทุนก็จะเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่งและเป็นธรรมชาติในที่สุด
นางชวินดา กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยภายหลังการเลือกตั้ง จากสถิติในอดีตพบว่ามักมีโอกาสปรับตัวในทิศทางบวกต่อเนื่อง แม้จะยังมีความกังวลเกี่ยวกับกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลที่อาจล่าช้าจากการร้องเรียนต่าง ๆ แต่ตลาดได้สะท้อนความคาดหวังต่อโครงสร้างรัฐบาลใหม่ไปในระดับหนึ่งแล้ว ส่งผลให้แรงกดดันเชิงลบเริ่มจำกัด
ขณะเดียวกัน บรรยากาศการลงทุนหลังการเลือกตั้งยังเต็มไปด้วยความคาดหวังควบคู่กับความระมัดระวัง โดยตลาดทุนไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ แม้ภาพในอดีตจะชี้ว่าตลาดมีแนวโน้มเดินหน้าต่อได้หลังการเลือกตั้ง แต่ในครั้งนี้นักลงทุนยังคงจับตาปัจจัยแวดล้อมอย่างใกล้ชิด
“เริ่มเห็นสัญญาณการขยับของเม็ดเงินลงทุนอย่างค่อยเป็นค่อยไป นักลงทุนสถาบันในประเทศไม่ได้รอเพียงความชัดเจนทางการเมืองเท่านั้น แต่เริ่มทยอยสะสมหุ้นเข้าพอร์ตอย่างเงียบ ๆ สะท้อนมุมมองเชิงบวกในระยะกลางถึงยาว”
ขณะที่นักลงทุนต่างชาติเริ่มแสดงความเชื่อมั่นมากขึ้นผ่านกระแสเงินทุนที่ไหลเข้า (ฟันด์โฟลว์)มาอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ต้นปี โดยเน้นการลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ (บิ๊กแคป)ที่เป็นแกนหลักของตลาด ส่วนแรงขายจากบางสถาบัน เช่น กลุ่มประกันหรือกองทุนประกันสังคม เป็นเพียงการปรับสัดส่วนการลงทุนตามรอบปกติ และไม่ได้สะท้อนสัญญาณการลดน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นไทยแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตามเมื่อดัชนีทะลุระดับ 1,400 จุดแล้ว ความท้าทายคือจะยืนระยะได้ถึงสิ้นปีหรือไม่ เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต้องใช้เวลาในการฟื้นตัว โดยเฉพาะกลุ่มที่เคยลงทุนในกองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) หรือ กองทุนรวมเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG)
บล.ทิสโก้ คาดว่า Upside ตลาดไม่น่าจะไปได้ไกลเรื่อย ๆ จนถึง 1500 จุด และห่วงอาจมีปรับฐานลงในช่วงปลายไตรมาส 2 ต่อเนื่องไตรมาส 3 จากปัจจัยพื้นฐานในแง่ของเศรษฐกิจและกำไรบจ.ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงได้เร็วในระยะสั้น และไม่ว่ารัฐบาลใหม่จะเป็นใครต่างมีข้อจำกัดการใช้งบประมาณ เนื่องจากหนี้สาธารณะต่อ GDP ในปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 66% เข้าใกล้เพดานที่ 70% และความล่าช้างบประมาณปี 2570 ที่จะกดดันเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 4