เช็กสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม! ของ ‘มะเร็งถุงน้ำดี’
The Bangkok Insight
อัพเดต 05 ก.พ. เวลา 02.32 น. • เผยแพร่ 05 ก.พ. เวลา 02.32 น. • The Bangkok Insightมะเร็งถุงน้ำดีคืออะไร? ทำไมถึงเงียบในระยะแรก เช็กสัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม หลัง "จา พนม" ป่วยมะเร็งในถุงน้ำดีระยะที่ 3
นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เปิดสัญญาณเตือน "มะเร็งถุงน้ำดี" ผ่านเฟซบุ๊ก หมอเจด ระบุว่า "จา พนม" ป่วยมะเร็งในถุงน้ำดีระยะที่ 3 เกือบ 4 สัญญาณที่ไม่ควรมองข้าม! จากข่าวที่มีการเปิดเผยว่า คนใกล้ชิดของ จา พนม เคยตรวจพบมะเร็งถุงน้ำดีระยะที่ 3 เกือบ 4 เรื่องนี้สะท้อนว่ามะเร็งถุงน้ำดีถือเป็นโรคที่มาเงียบมากในช่วงแรก ๆ หลายคนไม่มีอาการชัด หรือเข้าใจว่าเป็นแค่นิ่วหรือโรคกระเพาะธรรมดา แต่พอเริ่มมีสัญญาณชัด มักหมายถึงโรคลุกลามแล้ว จึงเป็นมะเร็งที่ตรวจเจอยากและมักพบช้า วันนี้ผมเลยจะพาทุกคนรู้จักสัญญาณเตือนตั้งแต่ต้นครับ
มะเร็งถุงน้ำดีคืออะไร? ทำไมถึงเงียบในระยะแรก
ถุงน้ำดีเป็นอวัยวะเล็กใต้ตับ ทำหน้าที่เก็บน้ำดีเพื่อช่วยย่อยไขมัน มะเร็งถุงน้ำดีเกิดจากเซลล์ผนังถุงน้ำดีค่อย ๆ กลายพันธุ์และเติบโตผิดปกติ จุดที่น่ากลัวคือระยะแรกมักไม่มีอาการชัด เพราะถุงน้ำดีเล็กและไม่ค่อยมีเส้นประสาทให้ปวด ทำให้หลายคนรู้ตัวอีกทีตอนโรคลุกลามแล้ว ปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อยคือ นิ่วเรื้อรัง ถุงน้ำดีอักเสบเรื้อรัง ติ่งเนื้อบางชนิด อายุที่มากขึ้น และภาวะอ้วนหรือสูบบุหรี่ โรคนี้มักมีการอักเสบสะสมมาหลายปี ดังนั้นคนที่มีนิ่วหรือติ่งเนื้อควรติดตามสม่ำเสมอครับ
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อย
มะเร็งถุงน้ำดีไม่ได้เกิดขึ้นทันทีครับ แต่มีตัวกระตุ้นสำคัญ เช่น
- นิ่วในถุงน้ำดีเรื้อรัง โดยเฉพาะก้อนใหญ่หรือเป็นมานาน ผนังถุงน้ำดีเลยถูกระคายเคืองซ้ำ ๆ จนเกิดการกลายพันธุ์ขึ้นมาได้
- ถุงน้ำดีอักเสบเรื้อรัง ผนังหนา ผิดรูป
- ติ่งเนื้อในถุงน้ำดีบางชนิดที่มีความเสี่ยง
- อายุเพิ่มขึ้น พบมากในคนอายุเกิน 60 ปี
- เพศหญิงพบมากกว่าผู้ชาย
- โรคท่อน้ำดีบางชนิด เช่น ท่อน้ำดีตีบหรือโป่งพอง
ซึ่งพฤติกรรมเสี่ยงก็มี อ้วน สูบบุหรี่ อาหารไขมันสูงเรื้อรัง สิ่งสำคัญคือ มะเร็งถุงน้ำดีมักจะมี “การอักเสบเรื้อรังนำมาก่อน” ไม่ใช่เกิดจะเป็นขึ้นมาก็เป็นได้เลยนะ
อาการที่ควรระวัง โดยเฉพาะ "ปวดท้อง + ตัวเหลือง"
มะเร็งถุงน้ำดีขึ้นชื่อว่าอาการมา “ช้าและไม่ชัด” หลายคนคิดว่าอาการที่เกิดขึ้นกับตัวเองเป็นแค่นิ่วหรือกรดไหลย้อน ซึ่งจริงไม่ควรมองข้ามไปแม้แต่นิดเดียวเลย ซึ่งอาการที่อาจเริ่มเจอ ได้แก่
- แน่นท้อง จุกเสียดชายโครงขวาหลังกิน
- ปวดท้องด้านขวาบนแบบหน่วง ๆ ไม่หาย
- คลื่นไส้ เบื่ออาหาร อิ่มเร็ว
- น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ อ่อนเพลีย
แต่ถ้าเริ่มมีอาการแบบที่ข่าวพี่จาพูดถึง ต้องรีบตรวจทันที ตัวเหลือง ตาเหลือง (ก้อนกดท่อน้ำดี) ปัสสาวะเข้ม อุจจาระซีด คันตามตัวจากน้ำดีคั่ง ปวดท้องรุนแรงขึ้น หรือคลำได้ก้อน เพราะฉะนั้นการที่ตัวเองมีอาการตัวเหลืองไม่ใช่อาการธรรมดานะ เพราะนี่คือสัญญาณอุดตันของระบบท่อน้ำดีครับ
ตรวจเจอได้ยังไง? อัลตราซาวด์คือด่านแรก
การตรวจพื้นฐานที่สำคัญที่สุดคืออัลตราซาวด์ช่องท้องครับ เพราะไม่เจ็บและเห็นถุงน้ำดีได้ชัด โดยแพทย์จะดูว่ามีผนังหนา นิ่ว หรือติ่งเนื้อผิดปกติหรือไม่ ถ้าสงสัยมากขึ้นอาจต้องตรวจ CT หรือ MRI เพื่อดูการลุกลามไปตับหรือท่อน้ำดี รวมถึงตรวจเลือดดูค่าตับประกอบด้วย
ติ่งเนื้อและนิ่วในถุงน้ำดี : เมื่อไหร่ควรผ่าตัด?
ติ่งเนื้อส่วนใหญ่ไม่อันตราย แต่ควรผ่าถ้ามีขนาด มากกว่า 1 ซม. เป็นต้นไป และก้อนเนื้อโตเร็วผิดปกติ
- อายุเกิน 50-60 ปีร่วมด้วย
- มีอาการปวด
- ผนังถุงน้ำดีหนา ฐานกว้างและนิ่วในถุงน้ำดีควรผ่าถ้า
- ปวดซ้ำ ๆ ชัดเจน เคยอักเสบ
- นิ่วก้อนใหญ่ > 2–3 ซม.
- มีนิ่วร่วมกับผนังผิดปกติหรือติ่งเนื้อ
- มักจะพบกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น เบาหวานคุมยาก
การผ่าตัดส่วนใหญ่ส่องกล้อง เอาถุงน้ำดีออกทั้งใบ ใช้ชีวิตได้ปกติ เพียงแค่ลดอาหารมันจัดครับ
จากข่าวของพี่จา พนม ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดมากว่า มะเร็งถุงน้ำดีมักไม่เตือนแรงในระยะแรก แต่พอเริ่มปวดหนัก ตัวเหลือง น้ำหนักลด นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าลุกลามแล้ว ใครที่มีนิ่ว ติ่งเนื้อ หรือปวดชายโครงขวาเรื้อรัง อย่าปล่อยผ่านครับ แค่อัลตราซาวด์ตรวจเร็ว อาจช่วยจับโรคได้ก่อนจะสายเกินไปจริง ๆ
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- เผยอาการล่าสุด จา พนม หลังตรวจพบ ป่วยมะเร็งถุงน้ำดีระยะ 3
- ‘หมอเจด’ เตือน 5 สัญญาณผิวแบบนี้ ระวัง!! ‘มะเร็งเต้านม’
- ‘หมอเจด’ เปิด 10 เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับมะเร็งปอด ชี้ 5 สิ่งในบ้านที่ทำให้เสี่ยง!!
ติดตามเราได้ที่