“พล.ท.กนก” ชี้ ชายแดนไทยกัมพูชาปะทะรอบ 3 มีแน่ ย้ำ รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาต้องทำความเข้าใจกับกองทัพ
“พล.ท.กนก” ลั่น ยกเลิกเกณฑ์ทหาร ใครจะไปรบ ย้ำ บ้านคือประเทศรั้วคือกองทัพ เตือน ชายแดนไทย–กัมพูชายังไม่จบ ขอรัฐบาลใหม่ต้องเข้าใจ เติมขีดความสามารถกองทัพ ชี้ ชายแดนไทยกัมพูชาปะทะรอบ 3 มีแน่ ย้ำ รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาต้องทำความเข้าใจกับกองทัพ
วันที่ 28 ม.ค. 69 ที มหาวิทยาลัยรามคำแหง จัดเสวนาวิชาการ ในหัวข้อ ทหารมีไว้ทำไม :วิเคราะห์นโยบายหาเสียงเลือกตั้งด้านกองทัพของพรรคการเมืองไทย นำเสวนาโดย พล.อ.ดร.นพนันต์ ชั้นประดับ อดีตที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก , พล.ท.กนก เนตระคะเวลินะ อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บัญชาการกอง กำลังสุรนารี , ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และที่ปรึกษา รมว.กลาโหม
โดยช่วงหนึ่ง พล.ท.กนก เนตระคะเวสนะ อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 2 และผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี กล่าวว่า คำถามที่หลายคนพูดกันว่าทหารมีไว้ทำไม ตนอยากจะถามว่าเคยได้ยินคำว่าประเทศเป็นบ้านทหารเป็นรั้วหรือไม่ หน้าที่ของทหารคือป้องกันประเทศ และปกป้องแผ่นดินไม่ให้ข้าศึกเข้ามารุกราน ในห้วงเวลาที่ผ่านมาถ้าไม่มีการสู้รบก็จะไม่เห็นว่าทหารนั้นทำหน้าที่อย่างไร แต่เราทุกคนก็เห็นหน้าที่ของทหารจากการสู้รบครั้งที่ 1 ทำให้เรารู้ว่าพื้นที่ที่บางส่วนที่อยู่ชายแดนของเรานั้นเป็นอย่างไร เช่น บริเวณพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 จะเป็นภูเขา ในส่วนของกองทัพภาคที่ 1 จะเป็นพื้นที่ราบ และในชายแดนจันทบุรีตราดจะมีพื้นที่เป็นลำน้ำสลับกับภูเขา ในส่วนการสู้รบในพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 2 นั้น ก็ดำเนินการที่จะผลักดันทหารกัมพูชาที่เข้ามาอยู่อาศัยรวมทั้งประชาชนบางส่วนในแต่ละพื้นที่ซึ่งรวมทั้งหมด 11 จุด
พล.ท.กนก กล่าวอีกว่า แต่ยังมีพื้นที่ที่เป็นพื้นที่ทับซ้อน อาทิ ช่องอานม้า , เนิน 677 , เนิน 500 ,เนิน 350 , ปราสาทตาควาย โดยเฉพาะปราสาทตาเมือนธม ที่มีการเผชิญหน้ากันจนเกิดการกระทบกระทั่ง และเกิดเหตุการณ์รบครั้งที่ 2 ซึ่งใช้เวลาในการรบมากกว่ารอบแรก และรบต่อเนื่องหลายในหลายพื้นที่ เราสามารถยึดได้หลายพื้นที่และสามารถผลักดันทหารกัมพูชาออกไปได้
พล.ท.กนก กล่าวอีกว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันในพื้นที่ของทัพภาคที่ 2 เราได้คุมพื้นที่ส่วนใหญ่ที่อยู่บนภูเขาได้ กัมพูชาลงไปอยู่ในพื้นที่ราบ แต่ก็ยังมีหลายพื้นที่ที่ยังเผชิญหน้ากันอยู่ นี้คือคำตอบที่ชี้บอกได้ว่า กัมพูชากับไทยแต่ยังแต่ยังมีการสู้รบรอบที่ 3 เพราะในบางพื้นที่ยังไม่มีการถอนกำลังออกไป เพราะฉะนั้นหน้าที่ของกองทัพภาคที่ 2 คือพยายามที่จะผลักดันให้กับกัมพูชาออกไป แต่หากไม่มีการผลักดัน ปัญหาเหยียบทุ่นระเบิดทหารไทยขาขาด ปัญหาทหารกัมพูชามาลาดตระเวนยั่วยุเพื่อที่จะยึดพื้นที่เพิ่มขึ้น ก็จะมีการเกิดขึ้นมาอีก
พล.ท.กนก กล่าวอีกว่า แต่จากการสู้รบทั้ง 2 ครั้ง จะเป็นภาพและคำตอบให้ประชาชนได้รับทราบและรับรู้ว่าได้ว่าทหารมีไว้ทำไม แต่ก่อนจะมาถึงจุดนี้ให้ลองมองกลับไปว่าทหารคือใคร ทหารก็คือประชาชนแต่ได้เข้ารับการฝึกทางด้านยุทธวิธีทางด้านการทหารตามลำดับชั้นตามรูปแบบหน่วย ที่ฝึกหลายด้านผสมผสานเพื่อทำการรบ การรบในพื้นที่แตกต่างกันออกไป จึงต้องใช้ทหารที่ฝึกออกมาในรูปแบบชำนาญการ อยากให้ลองนึกดูว่าทหารที่จะเข้าทำการตีบังเกอร์ของอีกฝ่ายที่เป็นพื้นที่มั่นนั้น จะต้องมีจิตใจที่แข็งแกร่งแค่ไหน เพราะเป็นเหตุการณ์ที่ต้องเสี่ยงชีวิต อีกทั้ง ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้นก็จะพยายามที่จะทำงานให้ประสบความสำเร็จคือการผลักดันกัมพูชาออกไปยึดที่หมายให้ได้โดยให้มีการสูญเสียน้อยที่สุด ทั้งหมดนี้จึงย้ำให้เห็นได้ว่า นี้คือหน้าที่ของทหาร
เมื่อถามว่านโยบายพรรคการเมืองใด ที่เหมาะสมกับทางด้านกองทัพในช่วงเวลานี้ พล.ท.กนก กล่าวว่า ทางด้านนักการเมืองอาจจะมีความรู้ความสามารถในด้านอื่น แต่อาจจะไม่มีความรู้ความสามารถทางด้านของกองทัพและทหาร แม้กระทั่งการที่จะเข้าเป็นรัฐบาล ก็ต้องมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงกับการทำงานของกองทัพ บางส่วนเห็นว่ายังทำไม่เต็มที่ เพราะฉะนั้นรัฐบาลที่เข้ามาทำหน้าที่ต้องเข้าใจสถานการณ์ในปัจจุบันว่ากองทัพต้องการ สิ่งที่กองทัพได้ใช้ไปในการสู้รบ 2 ครั้ง รัฐบาลต้องเติมเต็มในการที่จะสู้รบหากเกิดเหตุการณ์รบครั้งที่ 3
พล.ท.กนก กล่าวว่า ในเรื่องของการเติมเต็มในสิ่งที่ใช้ไปนั้น ในการรบเราที่เร่าใช้ก็ส่วนมากคือในด้านของกระสุนซึ่งต้องมีการเติมเต็มเข้ามาทดแทน อีกทั้ง กัมพูชาได้มีการพัฒนาอาวุธขึ้นมาใหม่เพื่อจะต่อสู้ เช่น อาวุธที่จะต่อสู้กับเครื่องบินรบ F-16 ฉะนั้นเราต้องคิดกันต่อว่า เราจะมีอาวุธอะไรไปสู้รบกับเขาอีก ไม่ใช่ที่จะใช้รูปแบบเดิมเพราะฝั่งตรงข้ามก็พัฒนาเช่นกัน หากจะถามว่าหลังจากนี้ไปจนถึงวันที่ 8 ก.พ. 2569 จะมีการสู้รบหรือไม่ ขอตอบว่าปัจจุบันนี้ยังไม่มี แต่จะให้ดูความพร้อมของกัมพูชาว่ากัมพูชามีความพร้อมขนาดไหน ซึ่งต้องเปรียบเทียบจากการสู้รบทั้ง 2 ครั้ง
พล.ท.กนก กล่าวอีกว่า กรณีที่กัมพูชามีการขุดคูเลตที่พื้นที่ตราดนั้น เป็นการขุดคูเลตในรูปแบบซิกแซก โดยเป็นลักษณะการขุดเป็นร่องซึ่งจะทำเป็นคูเลตทางยุทธวิธี สำหรับในส่วนบังเกอร์ของทหารกัมพูชาที่มีภาพออกมานั้น มีลักษณะแผ่นปูนสามเหลี่ยมมีการวางอยู่บริเวณแนวชายแดนตรงข้ามเนิน 350 ซึ่งมีระยะห่างจากชายแดนไทยออกมา 1 กิโลเมตร ซึ่งจากที่เราเห็นว่าเป็นแผ่นปูนก็แสดงให้เห็นว่ามันยังไม่แล้วเสร็จ ซึ่งหากดำเนินการเสร็จแล้วจะต้องมีการนำดินมากลบในพื้นที่เพื่อเป็นที่กำบัง
พล.ท.กนก กล่าวย้ำว่า นี้เป็นสัญญาณว่าทางกัมพูชายังไม่พร้อมที่จะกับไทย และรัฐบาลใหม่หากเข้ามาเป็นรัฐบาลแล้ว อยากจะให้มีการทำความเข้าใจกับกองทัพ และสามารถสนับสนุนกองทัพให้มีความพร้อมในการที่จะป้องกันประเทศให้เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการร่วมมือร่วมใจการทำงานเพื่อชาติเพื่อแผ่นดิน และรักษาแผ่นดินให้รุ่นต่อไปได้
โดยในช่วงหนึ่งมีนักศึกษาได้ถามถึงประเด็นสามารถยกเลิกทหารเกณฑ์ได้หรือไม่ พล.ท.กนก กล่าวว่า ถ้ายกเลิกการเกณฑ์ทหารแล้วจะเอาใครไปรบ ไม่มีคนรบแล้วจะให้ใครรักษาแผ่นดิน
“พล.ท.กนก” ชี้ ชายแดนไทยกัมพูชาปะทะรอบ 3 มีแน่ ย้ำ รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาต้องทำความเข้าใจกับกองทัพ ยัน หากไม่ให้เกิดเหตุการณ์ไทยต้องมีการคุมช่องทาง ลั่น กัมพูชาเข้าหาจีน-สหรัฐฯเพื่อผลประโยชน์
กรณีที่ประชาชนมีความกังวล สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เสี่ยงปะทะกันรอบที่ 3 เนื่องจากกัมพูชามีการขุดคูเลต รวมถึงมีการเสริมกำลังพลที่มั่นกำบัง ว่า รอบ 3 มีแน่แต่ว่าจะมีขึ้นเมื่อไหร่นั้น ก็ต้องดูด้วยว่าการที่เขาขุดคูเลตขึ้นมาเป็นการเตรียมการขั้นต้นในการตั้งรับ
แต่คูเลตที่มีการขุดนั้นยังไม่แล้วเสร็จ หากขุดคูเลตเสร็จแล้วจะมีมูลดินอยู่ข้างหน้า เพื่อใช้สำหรับการป้องกันกระสุน
พล.ท.กนก กล่าวอีกว่า ในส่วนบังเกอร์ที่มีภาพออกมา ที่มีลักษณะเป็นปูนหรือรูปสามเหลี่ยม ซึ่งยังไม่แล้วเสร็จเช่นกัน ซึ่งหากแล้วเสร็จจะมีดินมากลบที่บังเกอร์ โดยสังเกตว่าจะเป็นการสร้างที่มั่นให้แข็งแรงในที่สุด ซึ่งการที่จะรบกันจะต้องดูว่าจะตั้งรับตรงไหน จะรบตรงไหน ทั้งหมดนี้เป็นการชี้ให้เห็นว่าการรบครั้งที่ 3 จะมี เพราะถ้าไม่มีเขาจะไม่ทำเช่นนี้
เมื่อถามว่ากรณีบ้าน 3 หลัง เป็นพื้นที่โล่ง จะยากหรือไม่เพื่อจะยึดคืน พล.ท.กนก กล่าวว่า หากจะถามว่ายากหรือไม่ ให้ไปดูกรณีบ้านหนองจาน จ.สระแก้ว ทำไมถึงยึดคืนกลับมาได้ ซึ่งทั้งหมดขึ้นอยู่กับหน่วยที่คุมพื้นที่ ว่าจะทำอย่างไรซึ่งเป็นเทคนิคทางยุทธวิธี ตนมั่นใจในพื้นที่นี้เพราะเป็นพื้นที่ของนาวิกโยธิน ซึ่งเป็นหน่วยที่มีประสิทธิภาพทางการรบสูง
เมื่อถามถึงกระแสข่าวการฝึกพร้อมรบร่วมระหว่างสหรัฐและกัมพูชา ซึ่งเป็นที่สังเกตว่าการฝึกรบร่วมในครั้งนี้หยุดฝึกเป็นเวลานานแล้วแต่ก็กลับมาฝึกกันอีกครั้ง ซึ่งตรงนี้จะเป็นสัญญาณบอกเหตุใดหรือไม่ พล.ท.กนก กล่าวว่า การฝึกรบร่วมกัน ระหว่างสหรัฐและกัมพูชา ต้องถามกลับไปว่า นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เรียนที่ไหนมา เพราะเป็นที่สังเกตว่านาย ฮุน มาเนต สำเร็จการศึกษา ด้านการทหารจากโรงเรียนนายร้อยทหารบกสหรัฐ West Point ซึ่งอาจจะมีเพื่อนฝูงหรือเครือข่ายในการที่จะเอามาฝึก หากจะถามว่าฝึกทำไมฐานทับเรือเรียม ที่มีการร่วมด้วยกับจีน และปัจจุบันถูกจีนกดดันในเรื่องของสแกมเมอร์ เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องดึงสหรัฐเข้ามา ซึ่งตนมองว่าหลังจากนี้จีนจะไม่ไว้ใจและจะกดดันมากกว่านี้
เมื่อถามอีกว่าที่ผ่านมา นายฮุน เซน ได้มีการพูดคุยกับจีน และฝั่ง ฮุน มาเนต ได้มีการพูดคุยกับฝั่งอเมริกา ทั้งหมดนี้มองได้หรือไม่ว่าเป็นการเข้าหาทั้งสองฝั่ง เพื่อที่จะมาโอบล้อมไทย พล.ท.กนก กล่าวว่า เขาต้องการหาประโยชน์ทั้ง 2 ด้าน เช่นจีนต้องหาประโยชน์ในด้านการลงทุน สหรัฐก็ต้องการฟื้นฟูความสัมพันธ์ ขออเมริกาต้องการที่จะมาคานอำนาจจีน ในพื้นที่ทะเลจีนใต้ ซึ่งต่างคนต่างแสวงหาประโยชน์ และกัมพูชาก็หาประโยชน์จากทั้ง 2 ประเทศ
เมื่อทำย้ำว่ามีอะไรอยากฝากถึงรัฐบาลในอนาคตหรือไม่ ที่จะมาดูแลเรื่องความมั่นคง พล.ท.กนก กล่าวว่า หลังวันที่ 8 ก.พ. 69 หากมีการจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาแล้ว ขอให้มีความเข้าใจในเรื่องของกองทัพและสถานการณ์ชายแดน ว่าจะต้องเติมเต็มอะไรให้กับกองทัพให้มีความพร้อมในการทำหน้าที่ในการป้องกันประเทศ เพราะนักการเมืองไม่ได้เรียนมาแบบทหาร ไม่รู้ว่าต้องรบแบบไหน เพราะฉะนั้นต้องศึกษาและทำความเข้าใจกับผู้นำของกองทัพ โดยใช้วิธีเปิดอกคุยกันเพราะเราต้องเร็วกว่ากัมพูชา เพราะกองทัพของเราเดินได้ด้วยงบประมาณ และงบประมาณต้องผ่านสภา เสร็จแล้วกระบวนการจัดหายุทโธปกรณ์อยู่ที่การจัดซื้อจัดจ้างแต่กัมพูชาใช้เงินสแกมเมอร์ใช้การซื้อหาทางใต้ดิน เพราะฉะนั้นหากการสู้รบครั้งต่อไปเราก้าวไม่ทันกัมพูชาเราจะเสียเปรียบ
เมื่อถามว่าปัจจุบันหลายพรรคการเมืองชูในเรื่องของทหารอาสา แต่ก็มีหลายพรรคการเมืองแย้งขึ้นมา ว่าทหารอาสาในหลาย ๆ ประเทศ ยกเลิกไปแล้ว เพราะเวลารบจริงกำลังพลไม่พอ พล.ท.กนก กล่าวว่า ต้องดูความเป็นจริง ทหารอาสามีมาสมัยตั้งแต่ตนเป็นผู้พัน เป็นระยะเวลา 30 กว่าปีแล้ว สิ่งที่เป็นปัญหาคือคนที่อาสาเข้ามาแล้ว ก็อยากที่จะมีการพัฒนาในหน้าที่ในอนาคตให้มีการก้าวต่อไป แต่ติดปัญหาในเรื่องของการจัดระบบหน่วยของกองทัพ
อย่างไรก็ตาม หากจะไม่ให้มีทหารขาขาดหรือมีทหารกัมพูชารุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ เราจะต้องมีการคุมช่องทาง ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลต่อไปต้องทำความเข้าใจ และสนับสนุนทุกวิถีทางด้วยความรวดเร็ว กองทัพถึงจะเข้มแข็ง