8 พรรคใหญ่ประชันวิสัยทัศน์ฟื้นเศรษฐกิจ-กู้ตลาดทุน
8 ขุนพลเศรษฐกิจจากพรรคใหญ่ “กล้าธรรม-ไทยก้าวใหม่- ไทยสร้างไทย-ประชาชน-ประชาธิปัตย์-เพื่อไทย-ภูมิใจไทย-รวมไทยสร้างชาติ” โชว์กึ๋นผ่าทางตันวิกฤตเศรษฐกิจไทย ผ่านนโยบายแก้หนี้ ส่งเสริมอุตสาหกรรม New S-Curve ยกระดับตลาดทุนดึงเม็ดเงินต่างชาติ พร้อมก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง
15 มกราคม 2569 เวลา 09.00 -12.00 น. 8 พรรคการเมือง “กล้าธรรม-ไทยก้าวใหม่- ไทยสร้างไทย-ประชาชน-ประชาธิปัตย์-เพื่อไทย-ภูมิใจไทย-รวมไทยสร้างชาติ” เปิดมุมมองและวิสัยทัศน์ ในงานสัมมนา “ประชันวิสัยทัศน์ รัฐบาลใหม่ ใครพาเศรษฐกิจ–ตลาดทุนไทยรอด?” สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เสนอแผนกำหนดทิศทางประเทศไทยปี 2569 มุ่งเน้นการแก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจที่ถดถอย การทลายทุนผูกขาด และการยกระดับตลาดทุนไทยด้วยเทคโนโลยี AI เพื่อดึงดูดเม็ดเงินต่างชาติ (FDI) ภายใต้วินัยการคลังที่เคร่งครัด
'กล้าธรรม' ชู Micro Strategy ปั้น EEC-ยกเครื่องตลาดทุนด้วย AI ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจ
พรรคกล้าธรรม โดย นายนิกร ซัจเดว์ ทีมนโยบายเศรษฐกิจ เปิดโรดแมปฟื้นฟูเชื่อมั่นนักลงทุน เสนอปรับทิศทางบริหารจากมหภาคสู่จุลภาค พร้อมผลักดันกฎหมาย ‘Made in Thailand’ ดึงอุตสาหกรรมไฮเทคตั้งฐานผลิตในไทย และใช้ AI กำกับดูแลธรรมาภิบาลตลาดหลักทรัพย์
ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 4 ปี: จากฐานรากสู่ New Engine of Growth
นายนิกร ซัจเดว์ ระบุว่าเศรษฐกิจไทยปัจจุบันอยู่ในภาวะวิกฤตที่ต้องได้รับการกระตุ้นอย่างจริงจัง โดยพรรคกล้าธรรมนำเสนอนโยบายขับเคลื่อนผ่าน 4 แกนหลัก:
- การยกระดับฐานราก: นำเทคโนโลยี AI และนวัตกรรมใหม่เข้ามาเพิ่มรายได้ให้กลุ่มฐานราก พร้อมสนับสนุนแหล่งเงินทุนในรูปแบบ SME Capital และ Startup
- Micro Marketing Strategy: เปลี่ยนมุมมองการบริหารจากระดับมหภาค (Macro) ลงลึกสู่ระดับจุลภาค (Micro) โดยใช้เครือข่ายสถานทูตไทยทั่วโลกเป็นกลไกหลักในการเปิดตลาดใหม่ให้สินค้าไทย (Food & Tourism)
- การพัฒนา EEC เชิงพื้นที่: ยกระดับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ให้สมบูรณ์ครอบคลุมพื้นที่ชลบุรีถึงตราด เพื่อสร้างความชัดเจนและโปร่งใสในการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (FDI)
- High-end Tourism: ปรับโมเดลการท่องเที่ยวไทยสู่เกรด A โดยการสร้าง New Attraction และ New Entertainment เพื่อดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีกำลังซื้อสูง
"วันนี้เราต้องเปลี่ยนมิติ Marketing จาก Macro มาเป็น Micro… นโยบายที่ดีไม่ว่าจะเป็นนโยบายไหนก็ตามที่เคยทำแล้วดี เราอยากมาใช้ต่อเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้นักลงทุนมีความไว้ใจ"
แนวทางปฏิรูปตลาดทุน: แก้ไข Agency Conflict และสร้าง Mindset การออม
ในประเด็นตลาดทุน พรรคกล้าธรรมชี้ให้เห็นถึงปัญหาการขาดหายไปของนักลงทุนรายย่อย และปัญหาความเชื่อมั่นในธรรมาภิบาล โดยเสนอทางออกดังนี้:
- AI Monitoring: นำระบบ AI เข้ามาช่วยกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียน (Monitoring) เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานเป็นไปตาม Filing และโปร่งใสต่อสาธารณะ
- การลด Agency Conflict: แก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางผลประโยชน์ระหว่างเจ้าของบริษัทและนักลงทุน โดยย้ำว่าเจ้าของต้องปรับ Mindset สู่ความเป็น CEO ที่รับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้น
- เปลี่ยนตลาดทุนเป็นการออม: ผลักดันให้การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์เป็นการออมระยะยาว (Saving) ผ่านนโยบายสิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น LTF หรือการลดหย่อนภาษีจากเงินปันผล
"ปัญหาหลักของการลงทุนคือ Agency Conflict เจ้าของบริษัทต้องเข้าใจว่าหลังเอาบริษัทเข้าตลาดฯ คุณคือ CEO… เราจะเข้ามาเป็น Enforcer กำกับดูแลให้บริษัททำตาม Filing ซึ่งจะทำให้ตลาดทุนเราดีขึ้น"
ยุทธศาสตร์ "Made in Thailand" และการสร้างความต่อเนื่องเชิงนโยบาย
พรรคกล้าธรรมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างความมั่นคงทางนโยบาย (Policy Continuity) เพื่อเป็นเหตุผลหลักให้นักลงทุนเลือกพรรคในการเลือกตั้งครั้งนี้:
- กฎหมาย Made in Thailand: บังคับใช้เกณฑ์การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยกำหนดสัดส่วนการใช้สินค้าผลิตในไทย (Local Content) เพิ่มจาก 40% เป็น 60%
- เงื่อนไขการตั้งฐานผลิต: บังคับให้ผู้ผลิตที่ต้องการขายสินค้าในไทยต้องนำ Know-how และอุตสาหกรรมมาตั้งโรงงานในประเทศ เพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่ (New Industry) และต่อยอดสู่การทำ IPO ในอนาคต
- ความต่อเนื่องของนโยบาย: พรรคเชื่อมั่นในการนำนโยบายที่ดีของทุกรัฐบาลมาสานต่อ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าทิศทางเศรษฐกิจไทยจะไม่สะดุดแม้มีการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง
"เราจะเน้นว่าคนไทยใช้ของไทย แพงนิดหน่อยไม่เป็นไร แต่อย่างน้อยเงินต้องหมุนเวียนอยู่ในประเทศไทย ทุกพรรคทุกรัฐบาลมีนโยบายที่ดี เราจะนำนโยบายที่ดีมาทำต่อเนื่องให้นักลงทุนมั่นใจ และมีการลงทุนใหม่รวมทั้งมีนักท่องเที่ยวเกรด A เข้ามาได้”
ธนู 4 ดอก ‘ไทยก้าวใหม่’ ผุด ‘Thailand Investment’ ผสานตลาดทุนขับเคลื่อน New Economy
พรรคไทยก้าวใหม่ โดย ดร. คเณศ วังส์ไพจิตร โชว์วิสัยทัศน์ปฏิรูปยุทธศาสตร์การลงทุนระดับชาติ เสนอจัดตั้งหน่วยงาน Head of Country FDI เชื่อมโยง BOI-EEC-ตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นทัพหน้าดึงเม็ดเงินต่างชาติ พร้อมผุดไอเดีย “ศาลตลาดทุน” และ AI รวมศูนย์ข้อมูลเพื่อกวาดล้างทุจริตหุ้น เรียกความเชื่อมั่นนักลงทุน
ยกระดับการลงทุน: ปฏิรูปโครงสร้างรัฐ ชูตลาดทุนเป็นกลไกหลัก
ดร. คเณศ วังส์ไพจิตร หัวหน้าทีมเศรษฐกิจพรรคไทยก้าวใหม่ ระบุถึงปัญหาคอขวดของระบบราชการที่ทำงานแยกส่วน (Silo) โดยเสนอให้มีการบูรณาการยุทธศาสตร์การลงทุนใหม่ภายใต้แนวคิด “คนไทยต้องมาก่อน” และการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ (New Engine of Growth):
- Thailand Investment Team: จัดตั้งทีมรุกคืบนักลงทุนต่างชาติที่มี Strategy ชัดเจน โดยผนึกกำลังระหว่าง BOI, EEC และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เพื่อให้นักลงทุนเห็นภาพรวมตั้งแต่การตั้งฐานผลิตไปจนถึงการระดมทุน
- Head of Country FDI: เสนอให้มีผู้รับผิดชอบหลักที่มีอำนาจเต็มในการเชื่อมโยงอุตสาหกรรมและกระทรวงต่างๆ (คลัง, เกษตร, สาธารณสุข) เพื่อออกแบบสิทธิประโยชน์แบบ One Stop Service
- แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 14: ผลักดันให้ตลาดทุนบรรจุเป็นวาระหลักในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสร้างความมั่งคั่งและการออมระยะยาวให้ประชาชน
"ที่ผ่านมาตลาดทุนเกือบถูกลืมในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทั้งที่เป็นกลไกหลักและเครื่องจักรในการพัฒนาความมั่งคั่ง… เราจะนำตลาดทุนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกลไกการพัฒนา New Economy อย่างชัดเจน"
ฟื้นฟูความเชื่อมั่น: ปฏิรูปกฎหมาย-ดึง AI สกัดโกงหุ้น
เพื่อแก้ไขปัญหาสภาพคล่องที่หดตัวเหลือเพียง 3-4 หมื่นล้านบาทต่อวัน พรรคไทยก้าวใหม่เสนอมาตรการเชิงรุก (Prevention Action) เพื่อปราบปรามการทุจริตในบริษัทจดทะเบียน:
- ศาลตลาดทุน (Capital Court): เร่งรัดกระบวนการยุติธรรมทางเศรษฐกิจให้รวดเร็วและตรงจุด เพื่อลงโทษผู้กระทำผิดและเรียกความเชื่อมั่นกลับคืน
- AI Data Center: ใช้ระบบ AI รวมศูนย์ข้อมูลการถือหุ้นที่ผิดปกติ (Nominee/Cornering) และพฤติกรรมการซื้อขายที่ต้องสงสัย โดยให้อำนาจหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง "แช่แข็งเงิน" ได้ทันทีเพื่อลดความเสียหาย
- กระตุ้นสภาพคล่อง: รื้อฟื้นสิทธิประโยชน์ภาษีในรูปแบบ LTF และผลักดัน Infrastructure Fund เพื่อเป็นสินค้าใหม่ให้นักลงทุน โดยไม่กระทบต่อเพดานหนี้สาธารณะ
"รัฐบาลร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องทำ Prevention Action… หากพบพฤติกรรมการซื้อขายที่ผิดปกติ ต้องให้อำนาจธนาคารหรือผู้เกี่ยวข้องแช่แข็งเงินให้เร็วที่สุดเพื่อลดความเสียหาย"
SME & ประชาชน: กองทุนแสนล้านและมาตรการแก้หนี้ครัวเรือน
ในด้านการกระจายโอกาสและการแก้ปัญหาหนี้สิน พรรคไทยก้าวใหม่มุ่งเน้นการสร้าง Ecosystem ให้ธุรกิจขนาดเล็กและการเข้าถึงแหล่งทุนของประชาชน:
- SME & Startup แสนล้าน: จัดตั้งกองทุนลักษณะ Sovereign Wealth Fund หรือ VC เพื่อช่วยบริษัทที่มีเทคโนโลยีดีให้มีความพร้อมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (IPO) แทนการไปจดทะเบียนในต่างประเทศ
- กองทุนต่อลมหายใจ 20,000 บาท: สนับสนุนกลุ่มไรเดอร์ ฟรีแลนซ์ และผู้ที่เข้าไม่ถึงระบบธนาคารให้มีเงินทุนหมุนเวียน
- มาตรการแก้หนี้ NPL: ใช้ระบบ AMC (บริษัทบริหารสินทรัพย์) เข้ามาเคลียร์หนี้เสียสำหรับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และรีไฟแนนซ์หนี้ NPL วงเงิน 200,000 บาท พร้อมมาตรการ "คนดีลดดอกเบี้ย 1%" สำหรับผู้ที่มีวินัยทางการเงิน
"เราจะสร้าง Ecosystem ใหม่เพื่อให้ SME และ Startup เติบโตได้ในตลาดทุนไทย ไม่จำเป็นต้องไปจดทะเบียนในสิงคโปร์อีกต่อไป… และเราจะสู้หนี้ เคลียร์ NPL ให้กลุ่มเปราะบางเพื่อรักษาวินัยการเงินการคลังของประเทศ"
'ไทยสร้างไทย' กางโมเดล 25 ปี ปั๊ม Market Cap 50 ล้านล้าน ชู Sandbox ท้องถิ่น-เลิกงบขาดดุล
พรรคไทยสร้างไทย โดย นายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ประธานยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ เปิดพิมพ์เขียว “Automated & Tokenized Thailand” ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม เสนอตั้งกองทุนสกัด Force Sell พลิกโฉมท้องถิ่นสู่ Mega Project ระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ พร้อมตั้งเป้าลดหนี้สาธารณะเหลือ 30% ภายใน 25 ปี
ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจใหม่: เพิ่ม "ท่อออกซิเจน" FDI และการลงทุนท้องถิ่น
พรรคไทยสร้างไทยวิพากษ์นโยบายงบประมาณปัจจุบันว่าเป็นเพียงการใช้ "น้ำบ่อเดียว" และเสนอทางออกผ่าน 2 กลไกใหม่ที่พิสูจน์ผลสำเร็จแล้วในระดับ Sandbox:
- FDI & Technology Hunter: เร่งระดมทุนและดึงเทคโนโลยีจากต่างประเทศ โดยตั้งเป้าดึงเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) เพิ่มขึ้นอีก 1 ล้านล้านบาททันที ควบคู่ไปกับการถ่ายทอดเทคโนโลยีขั้นสูง
- Mega Project ทั่วไทย: กระจายอำนาจการลงทุนสู่ท้องถิ่นผ่าน "บริษัทรัฐบาลท้องถิ่น" เพื่อระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ สร้างเมืองใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน คาดกระตุ้นการลงทุนได้กว่า 2 แสนล้านบาทต่อปี
- ยุติการกู้งบประมาณขาดดุล: เปลี่ยนผ่านจากการกู้เงินเพื่อบริโภคสู่การสร้างบริษัทที่มีศักยภาพ (Market Cap 40,000 ล้านบาทขึ้นไป) เข้าจดทะเบียนในตลาดทุนปีละ 5-10 บริษัท เพื่อสร้างความมั่งคั่งโดยไม่เพิ่มหนี้สาธารณะ
"เราต้องบอกความจริงกับประชาชนว่าประเทศตายแน่ถ้าไปแบบเดิม… เราจะไม่พัฒนาประเทศด้วยการกู้ทำงบประมาณขาดดุลอีกแล้ว แต่จะสร้างบริษัทระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ แทน"
ปฏิรูปตลาดทุน: สร้างเกราะป้องกัน Force Sell และรุกกระดาน Digital Asset
นายสุรเดชระบุถึง Pain Point ของตลาดทุนไทยเรื่องความเชื่อมั่นและบทลงโทษที่ไม่เฉียบขาด โดยเสนอมาตรการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง:
- กองทุนพยุงหุ้นสกัด Force Sell: เสนอตั้งกองทุนรับโอนหุ้นที่ถูกจำนำไว้เพื่อป้องกันการบังคับขาย (Force Sell) เป็นเวลา 3 ปี ซึ่งจะช่วยรักษาเสถียรภาพตลาดและสร้างรายได้ให้รัฐจากดอกเบี้ยการไถ่ถอน
- กฎกติกา 2 ด้าน (Two-Faced Regulation): ปรับ Mindset หน่วยงานกำกับดูแลให้มองบริษัทจดทะเบียนเป็น "ลูกค้า" ที่ต้องสนับสนุน แต่หากกระทำผิดต้องได้รับบทลงโทษที่รุนแรงและรวดเร็วแบบสากล
- Tokenize Thailand: นำสินค้าโภคภัณฑ์ (เช่น ยางพารา) มาแปลงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อกำหนดราคากลางเอง และผลักดันให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดกระดาน Digital Asset อย่างเต็มรูปแบบ
"ตลาดทุนไทยต้องมีหน้าความผิดที่ลงโทษทันที นั่นคือความเฉียบขาดที่ประเทศไทยไม่มี… เราต้องการเปลี่ยนพาราไดม์ราคายางพาราและตลาดทุนด้วยการ Tokenize"
จุดแข็งไทยสร้างไทย: จาก Startup สู่การ Scale Up ประเทศ
พรรคไทยสร้างไทยประกาศตัวเป็น "Utility" หรือส่วนผสมสำคัญ (Ingredient) ที่จะเข้ามาเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยด้วยนวัตกรรมที่ผ่านการทดสอบจริง (Proof of Concept):
- Automated Thailand: รัฐลงทุนติดตั้งระบบหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติในภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิต
- Matching Fund ปลดหนี้ SME: เสนอใช้เงินฝากมาทำ Matching Fund รับประกันเงินต้น เพื่อเติมสภาพคล่องให้ SME มูลค่ารวมกว่า 17 ล้านล้านบาท
- วินัยการคลังเคร่งครัด: ตั้งเป้าลดหนี้สาธารณะจากปัจจุบัน 80-90% ให้เหลือเพียง 30% ภายใน 25 ปี ผ่านโมเดลเศรษฐศาสตร์ระยะยาว
"พรรคเราเหมือน Startup ที่ทำ POC (Proof of Concept) สำเร็จแล้ว วันนี้เราแค่มา Scale Up ให้ประเทศไทย… เรามีโซลูชันสร้างบริษัท Market Cap สองหมื่นล้านได้จริง และไม่เกรงใจใครเรื่องการปราบโกง"
‘พรรคประชาชน’ ชู Major Reform ผ่าทางตันเศรษฐกิจไทย-ปั้น ‘Orange Mega Project’ ฟื้นตลาดทุน
ดร. ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน เปิดโรดแมปพลิกฟื้นโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ชูยุทธศาสตร์ “แข่งขันนิยม” ทลายการผูกขาด พร้อมดันเมกะโปรเจกต์สีส้มดึงเทคโนโลยีระดับโลก-สร้าง Market Cap ใหม่สู่ตลาดหุ้นไทย หวังแก้ปมธรรมาภิบาล-ลดแทรกแซงการเมืองในหน่วยงานกำกับดูแล
ผ่าโครงสร้างเศรษฐกิจ: จาก “จมปลักรายได้ปานกลาง” สู่ New Economy
พรรคประชาชนวิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญภาวะเสื่อมถอยเชิงโครงสร้างตามรายงานของ OECD ซึ่งหากไม่มีการปฏิรูปครั้งใหญ่ (Major Reform) ไทยจะไม่สามารถก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางได้ โดยเสนอแนวทางขับเคลื่อนดังนี้:
- ทลายการผูกขาด (Demonopolization): เปลี่ยนการผูกขาดให้เป็นโอกาสของ SME ผ่านการยื่นแก้ไข พ.ร.บ. แข่งขันทางการค้า เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจขนาดกลางและเล็ก
- การต่างประเทศเชิงรุก (New Technology Hub): ดึงดูดบุคลากรคุณภาพและเทคโนโลยีจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน และไต้หวัน แทนการพึ่งพาทุนสีเทา เพื่อสร้างดีมานด์จริงในภาคอสังหาริมทรัพย์และอุตสาหกรรมไฮเทค
- คืนนิติรัฐนิติธรรม: สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนด้วยการบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียมและมีมาตรฐานสากล
"พรรคประชาชนไม่มีแนวคิดประชานิยม แต่เราเป็น 'การแข่งขันนิยม' เราต้องเปลี่ยนการผูกขาดให้เป็นโอกาส โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กและกลาง เพราะธุรกิจยักษ์ใหญ่ล้วนต้องเคยผ่านจุดนั้นมาก่อน"
ยุทธศาสตร์ turnaround ตลาดทุน: สร้าง New Growth ด้วย Orange Mega Project
ในมุมมองของพรรคประชาชน ตลาดหุ้นไทยถูกด้อยค่า (Discount) และเคลื่อนไหวแบบไร้ทิศทางมานานกว่าทศวรรษ เนื่องจากขาดกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) และขาดกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ๆ โดยมีข้อเสนอสำคัญคือ:
- Orange Mega Project: รัฐจะเปลี่ยน “ปัญหาของสังคม” (เช่น การนำเข้าเครื่องมือแพทย์หรืออุปกรณ์การศึกษา) ให้กลายเป็นอุตสาหกรรมใหม่ของคนไทย โดยใช้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐสร้าง Demand ขนาดใหญ่เพื่อผลักดัน SME ในซัพพลายเชนเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ
- ปฏิรูปภาษีการออม: สนับสนุน Individual Account Tax แทนรูปแบบ LTF เดิม เพื่อให้นักลงทุนบริหารพอร์ตหุ้นได้โดยตรงและสร้างการแข่งขันด้านค่าธรรมเนียม (Fee) ระหว่างกองทุน
- แก้ปัญหาสภาพคล่อง (Liquidity): ทบทวนมาตรการ “Speed Bump” ที่ชะลอความเร็วตลาดมากเกินไป เช่น กฎการชอร์ตหุ้น และ Tick Size ที่ไม่สะท้อนความเป็นจริงของตลาดโลก
- ธรรมาภิบาล (Governance): ปกป้องหน่วยงานกำกับดูแล (ก.ล.ต.) จากการแทรกแซงทางการเมือง ทั้งในกระบวนการแต่งตั้งและปลดออก เพื่อให้การดำเนินคดีทุจริตมีความรวดเร็วและเป็นธรรม
"ตลาดหุ้นไทยกำลังถูกด้อยค่า ตอนนี้ต้องการคนมา turnaround ให้ผงกหัวกลับขึ้นมา… เราจะเปลี่ยนปัญหาของประชาชนให้เป็นธุรกิจ พัฒนาเทคโนโลยีไทย และนำบริษัทเหล่านี้เข้ามาสร้าง Market Cap ใหม่ให้ตลาดหุ้น"
โมเดลบริหารพรรค: ความโปร่งใสในฐานะบริษัทที่ประชาชนเป็น “ผู้ถือหุ้นใหญ่”
พรรคประชาชนชูจุดแข็งเรื่อง Business Model ของพรรคที่เป็นอิสระจากกลุ่มทุนใหญ่ เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุน:
- Shareholder คือประชาชน: ด้วยยอดเงินบริจาคกว่า 96 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา สะท้อนว่าพรรคมีฐานที่มั่นจากประชาชนรายย่อยอย่างแท้จริง
- เปิดหน้าคณะผู้บริหาร (Full Disclosure): เป็นพรรคเดียวที่ประกาศรายชื่อผู้รับผิดชอบงานด้านเศรษฐกิจและสังคมอย่างชัดเจนก่อนการเลือกตั้ง เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้
- การเติบโตต่อเนื่อง (Scalability): จากอดีตพรรคอนาคตใหม่สู่พรรคประชาชน แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มความนิยมที่เติบโตแบบก้าวกระโดด ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดความเชื่อมั่นในนโยบาย
"การเลือกพรรคการเมืองเหมือนการเลือกธุรกิจที่จะลงทุน… พรรคประชาชนเราได้รับเงินบริจาคจากประชาชนเล็กน้อยจากทุกท่าน ประชาชนทุกคนจึงคือ Shareholder ของเรา เราไม่มีนายทุนหุ้นใหญ่เข้ามาเป็นเจ้าของพรรค"
‘ประชาธิปัตย์’ เตรียม Super X ผ่าทางตันกฎหมายล้าหลัง ชูเสรีพลังงาน-กวาดล้างทุนเทาฟื้นเชื่อมั่นตลาดทุน
พรรคประชาธิปัตย์ โดย นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค เปิดยุทธศาสตร์ 7 ด้าน ปฏิรูปรัฐบาลดิจิทัลยกระดับความโปร่งใส พร้อมเสนอโมเดลเปิดเสรีสายส่งไฟฟ้าลดต้นทุนภาคผลิตถาวร และลั่นกลองรบกวาดล้างขบวนการฟอกเงิน-ทุจริตบัญชีในตลาดหลักทรัพย์ฯ ย้ำจุดแข็งพรรคการเมืองมืออาชีพที่เคยนำพาประเทศพ้นวิกฤตเศรษฐกิจระดับโลก
ยุทธศาสตร์ปฏิรูปโครงสร้าง: จาก Super X ถึง Green Revolution
นายกรณ์ จาติกวณิช ระบุว่าความล่าช้าของเศรษฐกิจไทยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาเกิดจากโครงสร้างรัฐที่ล้าหลัง โดยพรรคประชาธิปัตย์นำเสนอแนวทางการแก้ไขผ่านกลไกหลัก:
- พ.ร.บ. Super X: กฎหมายพิเศษที่ให้อำนาจรัฐสภาในการสังคายนา ปรับปรุง หรือยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว พร้อมผลักดัน Digital Governance นำระบบราชการขึ้นสู่แพลตฟอร์มมือถือเพื่อสร้าง Digital Footprint สกัดคอร์รัปชัน
- การเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์รัฐ: เปิดฐานข้อมูล (Open Data) ของภาครัฐให้เอกชนเข้าถึงเพื่อต่อยอดทางเศรษฐกิจ รวมถึงการนำอสังหาริมทรัพย์และโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่ได้ใช้งานมาสร้างประโยชน์
- Green Revolution & Energy Liberalization: ปฏิรูปอุตสาหกรรมพลังงานด้วยการ “เปิดเสรีระบบสายส่งไฟฟ้า” อนุญาตให้เอกชนซื้อขายไฟกันได้โดยตรง และใช้ไทยเป็นฮับซื้อขายพลังงานหมุนเวียนในภูมิภาค เพื่อลดต้นทุนการผลิตและขนส่ง (Logistics) จากปัจจุบันที่สูงถึง 16% ของ GDP ให้ต่ำกว่า 10%
- ยุทธศาสตร์การค้า: เร่งเจรจา FTA เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนข้อตกลงการค้าเสรีให้ทัดเทียมกับประเทศเพื่อนบ้าน
"ระบบราชการต้องไม่เป็นตัวถ่วง ทัศนคติของภาครัฐต้องเปลี่ยนจากผู้ขวางทาง เป็นผู้ชี้ทางและเปิดทาง… ตราบใดที่การเมืองยังมีสัมพันธ์กับทุนเทา ทุนดีจะไม่มีวันเข้ามาในระบบเศรษฐกิจของเรา"
ฟื้นฟูตลาดทุน: ปฏิรูปธรรมาภิบาล Regulator และสกัดขบวนการฟอกเงิน
ในประเด็นตลาดทุน นายกรณ์ให้ความสำคัญกับ “ความเชื่อมั่น” (Confidence) เป็นลำดับแรก โดยชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวในการกำกับดูแล และเสนอแนวทางยกระดับมาตรฐานตลาดทุนไทย:
- การคัดกรองเข้มงวด (Gatekeeper): กำหนดให้โบรกเกอร์และตลาดหลักทรัพย์ฯ เพิ่มความเข้มข้นในการมอนิเตอร์พฤติกรรมการซื้อขายที่ผิดปกติ (Flagging) เพื่อสกัดการใช้ตลาดหุ้นเป็นแหล่งฟอกเงิน
- ยกระดับ ก.ล.ต. และ ปปง.: เพิ่มอำนาจให้ ก.ล.ต. ในการพิสูจน์ผู้ถือผลประโยชน์ที่แท้จริง (Beneficial Owner) และให้อำนาจ ปปง. อายัดทรัพย์สินที่ต้องสงสัยได้ทันทีโดยไม่ต้องรอคำสั่งศาล เพื่อความรวดเร็วในการระงับความเสียหาย
- ปมภาพลักษณ์องค์กรกำกับดูแล: แสดงความกังวลต่อความน่าเชื่อถือของตัวบุคคลในองค์กรกำกับดูแล โดยย้ำว่าพรรคจะให้ความสำคัญกับความใสสะอาดของผู้บริหารระดับสูงในตลาดทุนเพื่อกู้ชื่อเสียงกลับคืนมา
"ความน่าเชื่อถือขององค์กรสำคัญกว่าตัวบุคคล… พรรคจะเอาจริงกับการทุจริตทุกประเภท หากอำนาจ ก.ล.ต. ไม่เพียงพอในการพิสูจน์นอมินี เราพร้อมจะเพิ่มอำนาจทางกฎหมายให้เพื่อให้ตลาดทุนไทยกลับมาโปร่งใส"
จุดแข็ง "มือบริหารวิกฤต": ชูผลงานดัชนีหุ้นพุ่ง 145% ในอดีต
พรรคประชาธิปัตย์ย้ำถึงความสม่ำเสมอในนโยบายสวัสดิการ (เรียนฟรี, เบี้ยผู้สูงอายุ) และประสบการณ์การบริหารเศรษฐกิจในระดับสากล:
- Track Record ที่พิสูจน์แล้ว: ชูผลงานการนำพาประเทศพ้นวิกฤตต้มยำกุ้งและซับไพรม์ (Subprime) จนระบบการเงินแข็งแกร่งขึ้น
- ประวัติศาสตร์ตลาดทุน: อ้างถึงสถิติในช่วงที่พรรคเป็นแกนนำรัฐบาล ซึ่งดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 145% ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์รัฐบาลไทย
- มาตรฐานการตรวจสอบ: ย้ำถึงความเชื่อมั่นในเรื่องความสุจริตและการมีกลไกตรวจสอบภายในพรรคที่เป็นมาตรฐาน
"เราไม่ได้เพิ่งมาเริ่มคิดหรือเริ่มทำตอนนี้ แต่เราใส่ใจประชาชนอย่างเสมอต้นเสมอปลาย… ไว้ใจทางด้านเศรษฐกิจของเรา เพราะเราคือพรรคที่นำพาประเทศผ่านวิกฤตโลกมาแล้วถึง 2 ครั้ง และทำให้โครงสร้างประเทศแข็งแกร่งขึ้นจริง"
‘เพื่อไทย’ เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจผ่านตลาดทุน ชู ‘ก.ล.ต. ดิจิทัล’ ปั๊มสินทรัพย์ใหม่ 1 แสนล้าน
ดร. เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เปิดยุทธศาสตร์ฟื้นฟูเศรษฐกิจผ่านกลไกตลาดทุนและตลาดเงินควบคู่กัน เสนอจัดตั้ง ‘ก.ล.ต. ดิจิทัล’ ปั้น Tokenization ดึงกำลังซื้อคริปโตฯ ต่างชาติเข้า Sandbox ไทย พร้อมโชว์ผลงานบริหารหนี้สาธารณะและวินัยการคลัง ย้ำนโยบาย ‘หวยเกษียณ’ สร้างเม็ดเงินไหลเข้าตลาดบอนด์ปีละ 1.3 หมื่นล้าน
ยุทธศาสตร์แก้หนี้และสวัสดิการ: "คนไทยไร้จน" บนวินัยการคลังเคร่งครัด
ดร. เผ่าภูมิ ระบุว่าพรรคให้ความสำคัญกับการจัดการหนี้สินใน 5 มิติ โดยใช้กลไก AMC เข้ามาบริหารจัดการหนี้ภาคประชาชนและกลุ่มเกษียณอายุ ควบคู่ไปกับการพักหนี้เกษตรกร 3 ปี และการอัดฉีดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อดึงประชาชนออกจากวงจรหนี้นอกระบบ พร้อมชูนโยบายสวัสดิการที่สร้างแรงจูงใจในการออม:
- หวยเกษียณ (Retirement Savings): นวัตกรรมการออมที่ใช้แรงจูงใจจากการเสี่ยงโชค เพื่อสร้างวินัยการออมระยะยาวให้คนไทย
- สวัสดิการเติมเต็ม: โครงการบัญชีเด็กแรกเกิด และนโยบาย "คนไทยไร้จน" ที่รัฐจะเข้าไปเติมรายได้ให้ถึงเส้นความยากจนแบบรายบุคคล
- วินัยการคลัง: ย้ำความสำเร็จในการบริหารราชการภายใต้รัฐบาลแพทองธาร ที่สามารถทำให้เศรษฐกิจโต 3% ต่อเนื่อง 3 ไตรมาส โดยที่สัดส่วนหนี้สาธารณะและงบกึ่งการคลัง (มาตรา 28) ปรับตัวลดลง
"นโยบายจะดีแค่ไหนแต่ถ้าขาดความมั่นคงทางการคลังเป็นสิ่งที่เรายอมรับไม่ได้… เราสามารถทำให้เศรษฐกิจเติบโตโดยไม่สร้างหนี้สาธารณะเพิ่ม นี่คือบทพิสูจน์ว่านโยบายที่ดีต้องมาพร้อมกับวินัยการคลัง"
ปฏิรูปตลาดทุน: เชื่อมโยง Digital Asset สู่ภาคเศรษฐกิจจริง
พรรคเพื่อไทยเชื่อว่าตลาดทุนคือกลไกหลักในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพมากกว่าตลาดเงิน เนื่องจากขับเคลื่อนโดยมุมมองของนักลงทุน โดยนำเสนอมาตรการเพื่อเพิ่มสภาพคล่องและผลิตภัณฑ์ใหม่:
- Digital Asset Ecosystem: จัดตั้ง ก.ล.ต. ดิจิทัล เพื่อกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างเป็นอิสระ ตั้งเป้าสร้างมูลค่าสินทรัพย์ดิจิทัล 100,000 ล้านบาท และเปิดบัญชีนักลงทุน 4 ล้านบัญชี
- Tokenization & Sandbox: ใช้เทคโนโลยี Tokenize เพื่อดึงกำลังซื้อจากผู้ถือ Bitcoin และคริปโตเคอร์เรนซีต่างชาติผ่าน Sandbox ในไทย เชื่อมโยงสู่ภาคการท่องเที่ยว (Tourism Play)
- Sustainable Finance: ต่อยอดกองทุนวายุภักษ์, Thai ESG และการออก Green Bond / Blue Bond ผ่าน EXIM Bank เพื่อสร้างแต้มต่อทางภาษีและต้นทุนเงินทุน (Cost of Fund) ที่เป็นธรรมสำหรับธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
- SME Empowerment: ปลดล็อกกฎระเบียบให้ SME เข้าถึงการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ได้ง่ายขึ้น และผลักดัน พ.ร.บ. สถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ เพื่อแก้ปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อที่กลไกเดิม (บสย.) ยังทำได้ไม่ครอบคลุม
"ตลาดทุนกับภาคเศรษฐกิจจริงต้องเดินตามกัน… เราจะลดขั้นตอนที่ยึดถือกระบวนการเกินไป เพื่อพัฒนาตลาดทุนให้มีประสิทธิภาพ มุ่งเน้นผลลัพธ์ที่จับต้องได้มากกว่าระเบียบปฏิบัติที่ล้าหลัง"
Experience & Innovation: ยกระดับอุตสาหกรรมไทยด้วย AI และนโยบาย "Safe Choice"
ในเชิงมหภาค พรรคเพื่อไทยชูจุดแข็งด้านประสบการณ์บริหารที่สอดประสานทั้ง Micro และ Macro โดยเน้นการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาอุดช่องว่างของประเทศ:
- Technology-Driven Economy: นำ AI เข้ามาคุมการผลิตในภาค "เกษตรแม่นยำ" และยกระดับภาคบริการด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อแก้ปัญหาภาคอุตสาหกรรมไทยที่เดินตามหลังคู่แข่ง
- SME Branding: สร้าง E-commerce สัญชาติไทย และกำหนดให้ภาครัฐเป็นลูกค้าหลักของ SME ผ่านระบบจัดซื้อจัดจ้างที่มีแต้มต่อ (Local Content)
- ทางเลือกที่ปลอดภัย: ประกาศความพร้อมทั้งในมิตินโยบายและบุคลากร โดยเน้นย้ำว่าเป็นพรรคที่มีประสบการณ์บริหารจริงและมีวินัยทางการเงินการคลังสูงสุด
"พรรคเพื่อไทยเป็นความหวัง เป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและมีวินัยทางการเงินการคลัง… เราพร้อมสานต่อโครงการที่ประสบความสำเร็จ โดยผสมผสานนโยบายตลาดเงินและตลาดทุนเข้าด้วยกันเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด"
‘ภูมิใจไทย’ ดัน 10 Plus ปั๊ม GDP โต 3% อัดฉีดงบลงทุน 30% เดินต่อ ‘TISA’ บัญชีออมหุ้นฟื้นเชื่อมั่นตลาดทุน
นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร ส.ส. บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย เปิดยุทธศาสตร์ “10 Plus” ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทย มุ่งยกระดับงบลงทุนภาครัฐสู่ 30% ของ GDP พร้อมชูมาตรการ “PPP Plus” และ “Thailand Future Fund” ดึงเอกชนร่วมขับเคลื่อนเมกะโปรเจกต์ ด้านตลาดทุนเสนอตั้งบัญชี TISA กระตุ้นรายย่อยออมหุ้นรายตัวหวังดึง Wealth Management กลับไทย
ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ 10 Plus: เร่งการลงทุน-เปลี่ยนผ่านสู่ New Economy
นายอนุชา บูรพชัยศรี ระบุว่าเป้าหมายเร่งด่วนของพรรคคือการผลักดัน GDP ให้เติบโตอย่างน้อย 3% ขึ้นไป โดยเน้นการยกระดับศักยภาพของคนและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศผ่านยุทธศาสตร์หลัก:
- Investment Plus: ปฏิรูปงบประมาณการลงทุนจากเดิมที่อยู่ระดับ 20% ให้เพิ่มเป็นอย่างน้อย 30% ของ GDP โดยเน้นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตและ Green Economy
- PPP Plus & Matching Fund: ส่งเสริมการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชนในรูปแบบที่เข้มข้นขึ้น พร้อมใช้กลไก Matching Fund และ Thailand Future Fund เพื่อลดภาระการขาดทุนของภาครัฐ
- AI & Digital Transformation: นำเทคโนโลยี AI มาใช้ในระบบราชการเพื่อความโปร่งใสและแม่นยำ พร้อมสนับสนุนให้ภาคเอกชนและประชาชนเข้าถึงนวัตกรรม AI เพื่อขยายฐานการตลาดโดยไม่มีภาระค่าใช้จ่ายเพิ่ม
- Silver & Green Economy: รับมือกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรสู่สังคมสูงวัย และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero Emission ผ่านมาตรการ Financing ที่ทันสมัย
"เราอยู่ในลำดับรายได้ปานกลางมาเป็น 10 ปีแล้ว… สิ่งที่จะต้องดำเนินการเร่งด่วนคือการทำให้งบลงทุนของประเทศขยับขึ้นไปแตะ 30% ของ GDP เพื่อก้าวข้ามกับดักนี้ไปสู่รายได้สูงให้ได้"
ปฏิรูปตลาดทุน: ฟื้นฟู Perception และสร้างกลไกออมหุ้นรายตัว (TISA)
พรรคภูมิใจไทยวิเคราะห์ว่าปัญหาหลักของตลาดหุ้นไทยคือ “ความเชื่อมั่น” และภาพลักษณ์ (Perception) โดยเสนอทางออกเพื่อดึงดูดเม็ดเงินทั้งในและต่างประเทศ:
- ความมั่นคงทางนโยบาย: สร้างความเชื่อมั่นว่านโยบายเศรษฐกิจและการเมืองจะมีความต่อเนื่องตลอด 4 ปี พร้อมส่งสัญญาณวินัยการเงินการคลังที่เคร่งครัด รวมถึงการปรับเพดานหนี้ให้เหมาะสม
- บังคับใช้กฎหมายและธรรมาภิบาล: ยกระดับบทลงโทษผู้กระทำผิดในตลาดทุนให้รวดเร็วและศักดิ์สิทธิ์ พร้อมเพิ่มความรับผิดชอบของ “กรรมการอิสระ” ในบริษัทมหาชน
- บัญชี TISA (Thai Individual Savings Account): นโยบายบัญชีออมส่วนบุคคลรูปแบบใหม่ที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุนในหุ้นรายตัวตามกฎเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อดึงดูดคนรุ่นใหม่และกลุ่ม High Net Worth ที่ปัจจุบันนิยมไปลงทุนใน ETF ต่างประเทศ
- Wealth Management Hub: ปรับปรุงกฎระเบียบเพื่อดึงดูดกลุ่มนักลงทุนสินทรัพย์สูงให้กลับมาลงทุนในไทย แทนการนำเม็ดเงินออกไปบริหารจัดการในต่างประเทศ
"วันนี้คนรุ่นใหม่ไปลงทุนต่างประเทศหมดเพราะมองว่าเราไม่มีความสามารถดูแล Wealth Management… เราต้องสร้างกลไก TISA ที่เปิดให้เขาออมหุ้นรายตัวได้ภายใต้การลดหย่อนภาษี เพื่อดึงเม็ดเงินเหล่านี้กลับสู่ตลาดทุนไทย"
จุดแข็งภูมิใจไทย: ความต่อเนื่องเชิงนโยบายและผลงานที่จับต้องได้
ในฐานะพรรคที่เน้นการปฏิบัติ นายอนุชาเน้นย้ำถึงความพร้อมในการบริหารเพื่อนำประเทศไทยกลับเข้าสู่เรดาร์ของนักลงทุนโลก:
- ชัดเจนและต่อเนื่อง: ชูจุดเด่นการบริหารงานที่เชื่อมโยงตั้งแต่ระดับ Macro สู่ Micro โดยเน้นว่านโยบาย 10 Plus คือการนำนโยบายพรรคการเมืองต่างๆ มาพัฒนาต่อยอดให้ดียิ่งขึ้น
- ประสบการณ์การทำงาน: อ้างถึงผลงานในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ที่ผ่านมาซึ่งพิสูจน์ให้เห็นถึงความรวดเร็วในการทำงาน (Quick Win)
- วินัยการเงินการคลัง: ยืนหยัดในการเติบโตอย่างมีคุณภาพและรักษาเสถียรภาพทางการเงินของประเทศเพื่อสร้างความมั่นใจในระยะยาว
"เราคือพรรคที่พูดแล้วทำ และมีความชัดเจนต่อเนื่อง… นโยบาย 10 Plus จะเป็นตัวเปลี่ยน Perception เพื่อให้ประเทศไทยพร้อมสตาร์ทไปอีก 4 ปีข้างหน้าอย่างมีคุณภาพและอยู่ในเรดาร์ของเวทีโลก"
‘รวมไทยสร้างชาติ’ ดันหุ้นแตะ 2,000 จุด ชูคืนชีพ LTF รับเศรษฐกิจยุคใหม่-เปิดเสรีโซลาร์สู้ต้นทุนพลังงาน
ดร. อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เปิดยุทธศาสตร์ผ่าทางตัน Supply Chain ไทย ชูนโยบาย “รวยเร็ว จนไว ต้องออมก่อน” เสนอรื้อฟื้นกองทุน LTF รูปแบบใหม่รองรับกลุ่มอาชีพออนไลน์-ฟรีแลนซ์ พร้อมเดินหน้าทลายผูกขาดพลังงานสะอาด เปิดเสรีโซลาร์รูฟท็อปดึงดูด New S-Curve และปฏิรูปเครดิตบูโรสู่ Credit Scoring ปลดล็อก 5 ล้านคนเข้าสู่ระบบการเงิน
ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม: เติมเต็ม Supply Chain ด้วยพลังงานสะอาด
ดร. อรรถวิชช์ ชี้ให้เห็นถึงจุดอ่อนของอุตสาหกรรมไทยที่ขาดความสมบูรณ์ในห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะการขาดแคลน "ต้นน้ำ" อย่างพลังงานสะอาดที่เป็นเงื่อนไขสำคัญของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก:
- ปลดล็อกพลังงานสะอาด: เสนอนโยบายเสรีโซลาร์ (Solar Liberalization) เพื่อแก้ปัญหาไฟฟ้าสำรองล้นระบบแต่ราคาแพง โดยอนุญาตให้ภาคเอกชนผลิตและใช้พลังงานสะอาดได้เองโดยไม่ต้องขออนุญาต เพื่อดึงดูดการลงทุน Data Center จากบริษัทยักษ์ใหญ่ เช่น Google หรือ Nvidia
- ยกระดับนวัตกรรม: มุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมที่เป็นของไทยเองเพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ New S-Curve โดยใช้ความเด็ดขาดทางการเมืองในการรื้อฟื้นกฎหมายที่ล้าหลัง
"นวัตกรรมประเทศนี้ถ้าจะก้าวไปได้ต้องเลือกความเด็ดขาด… ถ้าบริษัทลูกของ Nvidia หรือ Google จะเข้ามาทำ Data Center แต่ติดปัญหาเรื่องพลังงานสะอาดเพราะกฎหมายผูกขาด นี่คือสิ่งที่ต้องเร่งแก้ไข"
ปฏิรูปตลาดทุน: คืนชีพ LTF โมเดลใหม่ รับมือเศรษฐกิจ "Digital Disruption"
พรรครวมไทยสร้างชาติเสนอมาตรการกระตุ้นตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยมุ่งเป้าไปที่การสร้างความเชื่อมั่นและดึงดัชนีสู่ระดับ 2,000 จุด ผ่านเครื่องมือทางภาษีที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่:
- LTF สำหรับเศรษฐกิจดิจิทัล: รื้อฟื้นกองทุน LTF เพื่อเป็นเครื่องมือออมเงินสำหรับกลุ่มคนรวยเร็ว-จนไว เช่น อินฟลูเอนเซอร์ ดารานักแสดง และแม่ค้าออนไลน์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่แบกรับภาระภาษีสูงแต่เข้าไม่ถึงสวัสดิการรัฐ โดยเสนอเงื่อนไขการถือครองที่ยืดหยุ่นกว่าเดิม (5 ปีปฏิทิน หรือประมาณ 3 ปีเศษ) เพื่อให้สอดคล้องกับความผันผวนของรายได้ในยุคปัจจุบัน
- การออมเพื่อความยั่งยืน: ใช้ LTF เป็นตัวขับเคลื่อนความ "เซ็กซี่" ของตลาดหุ้น ดึงดูดเม็ดเงินใหม่เข้าสู่ระบบเพื่อสร้างเสถียรภาพในระยะยาว
"เศรษฐกิจยุคใหม่มันรวยเร็ว จนไว ถ้ารัฐจะไปเก็บภาษีในวันที่เขารวยที่สุด แต่ไม่ดูแลในวันที่เขาจนที่สุด รัฐจะไปไม่รอด… ถ้า LTF กลับมาจริง เราต้องเห็นดัชนีแตะ 2,000 จุดในปีหน้า"
ปฏิรูปสถาบันการเงิน: ยกเลิกบัญชีดำบูโร สู่ระบบ Credit Scoring
ในด้านการเข้าถึงแหล่งเงินทุน พรรคเสนอการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการพิจารณาสินเชื่อเพื่อแก้ไขปัญหากำไรส่วนเกินของธนาคารพาณิชย์:
- Credit Scoring: ยกเลิกระบบการแช่แข็งบัญชีหนี้เสีย 3 ปีของเครดิตบูโร แล้วเปลี่ยนมาใช้การให้คะแนนเครดิตแทน เพื่อให้คน 5 ล้านคนที่ติดกับดักบูโรสามารถกลับเข้าสู่ระบบได้ตามความสามารถในการชำระหนี้ปัจจุบัน
- การแข่งขันที่เป็นธรรม: มุ่งลดส่วนต่างกำไรของธนาคารพาณิชย์และส่งเสริมการแข่งขัน เพื่อให้ดอกเบี้ยสอดคล้องกับความเสี่ยงของผู้กู้จริง
ผลงานและเป้าหมาย: ลดค่าครองชีพด้วยต้นทุนพลังงานที่ต่ำลง
พรรครวมไทยสร้างชาติย้ำถึงประสบการณ์ในการบริหารราคาพลังงานในช่วงที่ผ่านมา และเป้าหมายการลดต้นทุนถาวรในอนาคต:
- เป้าหมายค่าไฟฟ้า 3.30 บาท: จากเดิมที่เคยแตะ 4.70 บาท พรรคได้ผลักดันจนลงมาอยู่ที่ 3.90 บาท และตั้งเป้าลดลงต่อเนื่องผ่านการใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยที่มีต้นทุนต่ำกว่าการนำเข้า
- การลดบทบาทรัฐในภาคการผลิต: ปัจจุบันรัฐผลิตไฟฟ้าเองเพียง 29% ที่เหลือเป็นเอกชน พรรคมุ่งเน้นการเจรจาเพื่อลดต้นทุนก๊าซและทำให้ราคาพลังงานเป็นปัจจัยบวกต่อกำไรของภาคธุรกิจในระยะยาว
"เราทำเทรนด์ไฟฟ้าให้ลง ทำให้ต้นทุนแก๊สในอ่าวไทยถูกนำมาใช้จริงไม่ใช่แก๊สนำเข้าราคาสูง… เราคือพรรคที่รับแรงกระแทกสูงสุดและทำได้จริงมาแล้ว"