วิจัยใหม่พบ “โบท็อกซ์” อาจมีส่วนช่วยรักษา “พิษงู” ได้!?
เมื่อพูดถึง “โบท็อกซ์” (Botox) หลายคนคงนึกถึงสารที่ใช้ในการลดริ้วรอยบนใบหน้า มันคือเครื่องหมายการค้าของสารที่มีส่วนประกอบหลักคือ “Botulinum Toxin” (โบทูลินัมท็อกซิน)
โบทูลินัมท็อกซินเป็นสารออกฤทธิ์ทางยา เป็นโปรตีนบริสุทธิ์สกัดจากแบคทีเรีย Clostridium botulinum ทำหน้าที่ยับยั้งการทำงานของเซลล์ประสาท ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวชั่วคราว จึงมีผลลดริ้วรอย ปรับรูปหน้าให้เรียว และรักษาอาการทางกล้ามเนื้ออื่น ๆ
แต่ล่าสุดมีงานวิจัยใหม่ที่พบว่า นอกจากประโยชน์ด้านความงามแล้ว โบทูลินัมท็อกซินอาจช่วยยับยั้งผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดของพิษงูได้ด้วย
ผลการศึกษาเบื้องต้นที่ตีพิมพ์ในวารสาร Toxicon ชี้ให้เห็นว่า สารที่มีฤทธิ์ต่อระบบประสาทชนิดนี้ อาจเป็นวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพในการลดความเสียหายของกล้ามเนื้ออย่างรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นจากการถูกงูหลายชนิดกัด โดยอาจช่วยลดการอักเสบของร่างกายจากพิษงูได้
การถูกงูกัดเป็นปัญหาสุขภาพระดับโลกที่สำคัญ ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100,000 รายต่อปี และอีกหลายล้านคนที่ถูกกัดในแต่ละปีต้องพิการถาวร เช่น สูญเสียแขนขา เนื่องจากอาการบวม การอักเสบ และเนื้อเยื่อตายอย่างรวดเร็วที่เกิดจากพิษงูหลายชนิด
บาดแผลจากการถูกงูกัดนั้น สามารถรักษาได้ด้วยเครื่องดูดสุญญากาศหรือออกซิเจนความเข้มข้นสูง แต่ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องลงทุนทั้งด้านสติปัญญาและการเงิน ในการรักษาที่มีประสิทธิภาพและทันท่วงทีมากขึ้น
และเนื่องจากพิษงูแตกต่างกันไปตามสายพันธุ์และภูมิภาค และเซรั่มแก้พิษงูไม่ได้ผลกับงูทุกสายพันธุ์ การพัฒนาวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพในวงกว้างจึงมีคุณค่าอย่างยิ่ง
วิธีการรักษาที่มีศักยภาพอย่างหนึ่งสำหรับพิษงูหลายชนิดอาจมาจากแหล่งที่ดูขัดแย้งกับสามัญสำนึก นั่นคือโบทูลินัมท็อกซิน ซึ่งผลิตโดยแบคทีเรีย Clostridium botulinum
มีหลักฐานบางอย่างที่บ่งชี้ว่า สารที่มีฤทธิ์ต่อระบบประสาทนี้ ซึ่งอาจเป็นที่รู้จักกันดีที่สุดในด้านการใช้บรรเทาอาการปวดและลดริ้วรอยภายใต้ชื่อแบรนด์โบท็อกซ์ อาจช่วยในการรักษาบาดแผลโดยทั่วไปโดยการลดการอักเสบ
พิน หลาน นักพิษวิทยาทางการแพทย์จากโรงพยาบาลกลางหลี่ซุยในประเทศจีน และทีมวิจัย ได้ทดสอบแนวคิดนี้
ทีมวิจัยใช้พิษจากงูจงอางจีน (Deinagkistrodon acutus) ซึ่งเป็นงูพิษชนิดหนึ่งในเอเชีย การกัดของมันสามารถทำให้กล้ามเนื้อเสียหายอย่างมาก
ในห้องปฏิบัติการ ทีมวิจัยได้แบ่งกระต่ายทดลอง 22 ตัวออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งได้รับพิษฉีดเข้าที่ขาหลัง อีกกลุ่มหนึ่งได้รับทั้งพิษและโบทูลินัมท็อกซิน และกลุ่มควบคุมได้รับน้ำเกลือ
หลังจากฉีดพิษกระต่ายไปแล้ว 24 ชั่วโมง นักวิจัยได้ทำการุณยฆาตกระต่าย และเก็บตัวอย่างกล้ามเนื้อจากบริเวณที่ฉีดพิษและน้ำเกลือ จากนั้น พวกเขาได้วิเคราะห์ว่าผลกระทบของพิษ (ความเสียหายของกล้ามเนื้อ การมีอยู่ของโปรตีน และลักษณะของเซลล์ภูมิคุ้มกันของกระต่าย) แตกต่างกันอย่างไรในแต่ละกลุ่มการทดลอง
ซึ่งทำให้นักวิจัยเข้าใจว่า การตอบสนองทางภูมิคุ้มกันอย่างรวดเร็วทั้งทางเคมีและเซลล์ของร่างกายต่อการบาดเจ็บ หรือกระบวนการอักเสบนั้นได้รับอิทธิพลจากพิษและโบทูลินัมท็อกซินอย่างไร
เมื่อเปรียบเทียบกับการฉีดพิษงูเพียงอย่างเดียว การเพิ่มสารโบทูลินัมท็อกซินช่วยลดผลกระทบที่เป็นอันตรายของพิษงูได้บางส่วน โดยจากที่กล้ามเนื้อต้นขาจะบวมใหญ่กว่าขนาดเดิมถึง 30% กระต่ายที่ได้รับสารโบทูลินัมท็อกซินร่วมด้วยแทบจะไม่บวมเลย และกระต่ายที่ได้รับการรักษาด้วยสารโบทูลินัมท็อกซินยังมีการตายของกล้ามเนื้อน้อยลงด้วย
ทีมของหลานยังพบว่า สารโบทูลินัมท็อกซินเปลี่ยนชนิดของแมโครฟาจ (macrophage) ซึ่งเป็นเซลล์ภูมิคุ้มกันขนาดใหญ่ ที่ตรวจพบในบริเวณที่ฉีด เมื่อเปรียบเทียบกับกระต่ายที่ได้รับพิษงูเพียงอย่างเดียว
โดยกระต่ายที่ได้รับสารโบทูลินัมท็อกซินมีจำนวนแมโครฟาจชนิด M1 น้อยลง ซึ่งเป็นเซลล์ที่ตอบสนองและต่อสู้กับสารพิษโดยการทำให้เกิดการอักเสบ และมีจำนวนแมโครฟาจชนิด M2 มากขึ้น ซึ่งเน้นการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
แมโครฟาจแต่ละชนิดสามารถเปลี่ยนไปเป็นอีกชนิดหนึ่งได้ นักวิจัยตั้งสมมติฐานว่า โบทูลินัมท็อกซินอาจไปยับยั้งการทำงานของแมโครฟาจที่ทำให้เกิดการอักเสบ และเปลี่ยนไปเป็นรูปแบบต้านการอักเสบ
อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมก่อนที่จะทดสอบในมนุษย์ แต่บางทีในอนาคต โบท็อกซ์อาจจะถูกนำมาใช้ร่วมกับเซรุ่มในการรักษาพิษงูก็เป็นได้
อ่านงานวิจัยฉบับเต็ม ที่นี่
เรียบเรียงจาก Science News
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
วิจัยใหม่พบ “ดวงจันทร์กำลังดูดกลืนอนุภาคจากชั้นบรรยากาศโลก”
สิ่งมหัศจรรย์แห่งอนาคต? นักวิจัยญี่ปุ่นพัฒนา “หนูที่มีอสุจิเรืองแสง”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วิจัยใหม่พบ “โบท็อกซ์” อาจมีส่วนช่วยรักษา “พิษงู” ได้!?
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.pptvhd36.com