โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

เปิดสูตร(ไม่)ลับของนิยายสืบสวน ฉบับอกาธาร์ คริสตี้

The MATTER

อัพเดต 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Book

เมื่อผืนม่านของคดีฆาตกรรมถูกเปิดออก มีเพียงความจริงเท่านั้น ที่จะคลี่คลายปริศนาลงได้

เวทีแห่งการฆาตกรรมเปิดขึ้นอีกครั้ง ใน Seven Dials ซีรีส์สืบสวนสอบสวน ดัดแปลงมาจากนิยายในชื่อเดียวกันของ อกาธาร์ คริสตี้ (Agatha Christie) พาผู้ชมเดินทางปสู่ชนบทของอังกฤษ หนุ่มสาวจำนวนหนึ่งมาร่วมงานปาร์ตี้สังสรรค์ โดยได้มีการแกล้งหยอกเพื่อนคนหนึ่งในกลุ่มผู้ตื่นสายเป็นประจำด้วยการนำนาฬิกาปลุก 8 เรือนไปวางในห้องนอนของเจ้าตัว ทว่าเช้าวันถัดมาเพื่อนคนนั้นกลับเสียชีวิตโดยปริศนา แถมนาฬิกายังเหลือเพียงแค่ 7 เรือน เลดี้เอลีน บันเดิล เบลนต์ (รับบทโดยมีอา แม็คเคนน่า บรูซ (Mia McKenna-Bruce)) ลูกสาวเจ้าของคฤหาสน์ผู้ไม่เชื่อว่าเจ้าตัวฆ่าตัวตาย จึงเริ่มสืบหาความจริง และจะไม่หยุดสืบจนกว่าเธอจะรู้ความจริง

เชื่อว่าแฟนนิยายของอกาธาร์ น่าจะรอคอยให้ซีรีส์เรื่องนี้ลงจอฉายกันอยู่แล้ว เพราะ Seven Dials ก็ถือเป็นนิยายอีกหนึ่งเรื่องที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในหมู่นักอ่าน การันตีได้จากการตีพิมพ์ใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่านับตั้งแต่ปี 1929 ซึ่งเป็นปีที่นิยายเรื่องนี้วางจำหน่ายเป็นครั้งแรก

เมื่อพูดถึงอกาธาร์ คริสตี้ ราชินีแห่งนิยายสืบสวนสอบสวน แฟนพันธุ์แท้หลายคนก็คงนึกถึงองค์ประกอบต่างๆ อันโดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งล้วนเป็นสิ่งที่กลายเป็นภาพจำสำคัญที่ทำให้เราสามารถจดจำความเป็นอกาธาร์ได้เป็นอย่างดี

สำหรับนักเขียนที่ผ่านการเขียนหนังสือมาแล้วหลายเล่ม ก็คงมีสูตรสำเร็จของตนเองอยู่เบื้องหลังเป็นธรรมดา อกาธาร์ คริสตี้เองก็เช่นกัน หนำซ้ำเธอยังเป็นบุคคลสำคัญผู้สร้างอิทธิพลต่อโลกนิยายสืบสวนสอบสวนในยุคถัดๆ มาด้วย

สูตรสำเร็จสไตล์อกาธาร์ คริสตี้

ด้วยผลงานนวนิยายที่มีมากเกือบ 70 เล่ม จึงแทบเป็นไปไม่ได้เลย เวลาที่เธอจะเขียนนิยายขึ้นมาสักเรื่อง แล้วจะนำเสนอความสดใหม่ของเนื้อหาของเรื่องราวได้อยู่ตลอด โดยปราศจากการหยิบยืมองค์ประกอบบางส่วนจากนิยายเล่มเก่าของเธอมาใช้

ด้วยความที่เจ้าตัวเขียนนิยายแนวสืบสวนสอบสวนมาเยอะ ผลงานของเธอจึงมีสูตรสำเร็จบางอย่าง ที่แม้แต่นักอ่านอย่างเราก็พอจะสังเกตเห็น ว่านี่แหละคือวิธีการสร้างสรรค์เรื่องราวตามฉบับของอกาธาร์ คริสตี้

เมื่อพูดถึงราชินีแห่งวรรณกรรมสืบสวน คงเป็นไปไม่ได้ถ้าจะพูดข้ามหนึ่งในวิธีการเล่าเรื่องที่สำคัญที่สุดของเธอ อย่าง การเล่าเรื่องแบบ ‘Whodunit’ หรือก็คือการนำเสนอเรื่องราวโดยเน้นปริศนาว่า ‘ใครเป็นคนทำ’ ซึ่งมักมีจุดเริ่มต้นจากเหตุฆาตกรรมหรืออาชญากรรม แล้วให้ตัวละครในเรื่อง รวมถึงผู้อ่าน หาเบาะแสเพื่อเปิดเผยตัวตนของผู้กระทำที่แท้จริงออกมา

แต่ Whodunit ตามสไตล์ของอกาธาร์ มักนำเสนออกมาในรูปแบบวงปิด หมายถึงการตีกรอบตัวละครหลักให้อยู่ภายในกลุ่มตัวละครเฉพาะเจาะจง และบ่อยครั้งนิยายของอกาธาร์มักสร้างคดีฆาตกรรมให้เกิดขึ้นในพื้นที่ห่างไกล เพื่อจำกัดผู้ต้องสงสัยให้อยู่ในวงแคบ มากกว่าการปล่อยให้ผู้ต้องสงสัยเป็นใครก็ได้ ซึ่งนั่นทำให้ผู้อ่านอย่างเราจึงรู้สึกมีส่วนร่วมในการไขคดีไปพร้อมกับเนื้อหาได้มากกว่าด้วย

ในแง่ของตัวละคร อกาธาร์ถือเป็นนักเขียนสายสืบสวนอีกหนึ่งคนที่สร้างสรรค์ตัวละครให้มีมิติมากกว่าการเป็นแค่ผู้ต้องสงสัยธรรมดาทั่วไป เพราะเธอมักสร้างตัวละครที่มีความหลากหลาย ทั้งนิสัยใจคอ ชนชั้น หรือกระทั่งอาชีพการงาน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งเสน่ห์สำคัญในงานเขียนของอกาธาร์ คริสตี้

ลองนึกภาพดู ถ้าผู้ต้องสงสัยเป็นไปได้ตั้งแต่คนระดับบนจนถึงระดับล่าง การจะปักธงชี้ชัดว่าใครเป็นฆาตกรก็จะยากและท้าทายขึ้น เพราะไม่ว่าใคร หรือมียศฐาบันดาศักดิ์หรือไม่ ก็สามารถเป็นฆาตกรได้หมด ตัวอย่างเช่น Murder on the Orient Express (1934) ที่รวบรวมผู้โดยสารจากหลากหลายชนชั้น ทั้งเจ้าหญิง ขุนนาง ครู พยาบาล หรือกระทั่งคนใช้ มาอยู่รวมกันในขบวนรถไฟที่เกิดเหตุฆาตกรรมปริศนาขึ้น

**การจะรู้ความจริงของเรื่องราวทั้งหมด

จึงจำเป็นต้องสืบไปถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของทุกคน

มากกว่าจะตัดสินผ่านข้อมูลภายนอกของตัวละคร**

**แม้อกาธาร์จะใส่ผู้ต้องสงสัยมาเยอะ แต่เธอก็ไม่ลืมที่จะเพิ่มมิติให้แต่ละตัวละครด้วยการใส่ความลับลวงๆ หรือที่หลายคนเรียกกันว่า ‘Red Herring’ ลงไปเป็นเบื้องหลัง ซึ่งมันไม่เพียงแต่ทำให้เราสับสนมากขึ้นเท่านั้น ในแง่ของความสมจริงของเนื้อหา การมีความลับลวงๆ ก็ช่วยให้ทุกตัวละครมีแรงจูงใจมากพอที่จะกระทำผิดได้ เมื่อเฉลยเนื้อเรื่องในตอนท้าย คนอ่านอย่างเราจึงมักไม่ค่อยตั้งคำถามหรือสงสัย เพราะราชินีนิยายสืบสวนคนนี้ได้ทำการอุดรอยรั่วเหล่านั้นเรียบร้อยแล้ว

ว่าด้วยการสับขาหลอกคนอ่าน นอกจากความลับลวงที่อกาธาร์ใส่มาแล้ว งานเขียนหลายชิ้นของเธอมักให้ตัวคนร้ายเป็นคนที่ดูท่าทางไม่มีพิษมีภัย หรือบางครั้งก็เป็นคนที่ไม่ได้มีเหตุผลในการลงมือทำชัดเจนเท่ากับคนอื่นๆ ทำให้หลายครั้ง เวลาเฉลยตัวคนร้ายในตอนท้าย อกาธาร์จึงสามารถสร้างความประหลาดใจให้แก่ผู้อ่านได้เสมอมา

ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า ไม่ใช่นิยายทุกเล่มของอกาธาร์ คริสตี้จะเดินตามสูตรสำเร็จเหล่านี้ทั้งหมด เพราะหากเป็นเช่นนั้น คนอ่านก็คงคาดเดาได้ไม่ยากว่าใครจะเป็นคนร้าย เรื่องจะคลี่คลายไปในทิศทางไหน และคำตอบของปริศนาจะลงเอยอย่างไร และหากเป็นแบบนั้นจริง อกาธาร์ คริสตี้ก็คงไม่อาจครองตำแหน่งราชินีแห่งวรรณกรรมสืบสวนมาจนถึงทุกวันนี้ได้

จากสูตรสำเร็จของอกาธาร์สู่นิยายสืบสวนร่วมสมัย

ในปัจจุบันนิยายสืบสวนปรากฏให้เห็นเพิ่มมากขึ้น จากทั้งฝั่งตะวันตก เอเชีย หรือกระทั่งของไทยเราเอง ซึ่งนักเขียนแต่ละคนล้วนนำเสนอเรื่องราวสืบสวนออกมาแตกต่างกันตามแต่สไตล์และวิธีการเล่าของตัวเอง แต่ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า นิยายจำนวนไม่น้อยล้วนได้รับอิทธิพลไม่ทางตรงก็ทางอ้อมจากงานเขียนของอกาธาร์ คริสตี้**

หลักๆ แล้ว งานแนวสืบสวนยุคปัจจุบันถอดแบบนิยายสืบสวนของราชินีผู้นี้มาด้วยกัน 2 รูปแบบ อย่างแรกกับการหยิบยืมองค์ประกอบหรือสูตรสำเร็จบางอย่างมาประกอบใช้ในนิยาย ตัวอย่างเช่น The Guest List (2020) ของ ลูซี่ โฟเลย์ (Lucy Foley)** นิยายสืบสวนที่เล่าเหตุฆาตกรรมในงานแต่งงานซึ่งจัดขึ้นบนเกาะร้างนอกชายฝั่งไอร์แลนด์ เมื่อพายุทำให้ทุกคนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก แขกที่มาร่วมงานซึ่งต่างมีความลับและอดีตอันดำมืด ทุกคนต่างค่อยๆ กลายเป็นผู้ต้องสงสัย จนท้ายสุดก็พบความจริงที่ว่าผู้เข้าร่วมงานเกือบทุกคนล้วนมีแรงจูงใจในการก่อเหตุทั้งนั้น

เชื่อว่าหลายคนคงพอเห็นถึงเค้าลางสูตรสำเร็จของอกาธาร์ที่แฝงอยู่กับนิยายเรื่องนี้อย่างแน่นอน ทั้งการสร้างคดีฆาตกรรมในพื้นที่ปิด การนำเสนอตัวละครที่มีความแตกต่างกัน เหมือนจะไม่เกี่ยวกับ หากแต่มีการสอดแทรกเบื้องหลังให้แก่ทุกตัวละคร เพื่อสร้างความสับสนให้แก่คนอ่านอย่างเรา

ถ้าพูดในมุมของคนดูหนัง ก็คงนึกถึงเรื่อง Knives Out (2019) ภาพยนตร์แนวสืบสวนสไตล์ Whodunit ติดตลก ที่นำเสนอเรื่องราวคดีฆาตกรรมคุณปู่ ซึ่งได้นำตัวละครหลายตัวมาอยู่รวมกัน แถมตัวหนังยังได้นำเสนอเบื้องลึกเบื้องหลังอันแตกต่างกันไปของแต่ละคน จนคนดูอย่างไขว้เขว ไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าใครกันแน่ที่เป็นฆาตกร

ในแบบที่สอง นักเขียนหลายคนก็ได้รับอิทธิพลมาจากโครงเรื่องของ อกาธาร์ คริสตี้ โดยตรง ไม่ได้หยิบมาแค่องค์ประกอบยิบย่อยบางอย่างแล้ว ลองนึกถึง ฆาตกรรมบ้านสิบเหลี่ยม ของอายาสึจิ ยูกิโตะ (Yukito Ayatsuji) ที่ได้มีการนำโครงเรื่องของ And Then There Were None (1939) ที่ทั้งสองว่าด้วยเรื่องราวคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นบนเกาะอันแสนห่างไกล โดยทุกคนล้วนถูกฆ่าตายหมดเกลี้ยง แถมบนเกาะยังไม่มีใครอื่นอีกเลย นิยายสองเล่มนี้ขึ้นชื่อว่า เป็นนิยายสืบสวนที่คาดเดาได้ยาก แม้แต่รายละเอียดเล็กๆ ที่โผล่มาเพียงไม่กี่หน้า ก็ล้วนเป็นหลักฐานสำคัญที่จะพาผู้อ่านไปสู่ทางออกของปริศนาได้

แม้เวลาจะล่วงเลยมาเกือบศตวรรษ ทว่าผลงานของอกาธาร์ ก็ยังคงมีอิทธิพลต่อนักเขียนนิยายสืบสวนสอบสวนรุ่นหลังเสมอมา เธอจึงเปรียบเสมือนแบบพิมพ์สำหรับใครก็ตามที่อยากลองสร้างสรรค์ผลงานแนวนี้ ได้มาลองหยิบยืมองค์ประกอบหรือโครงสร้างของเรื่องมาปรับใช้กัน

มาถึงตรงนี้ เชื่อว่าหลายคนก็คงเข้าใจกันแล้ว ว่าทำไม อกาธาร์ คริสตี้ ถึงได้รับฉายาว่าราชินีแห่งวรรณกรรมสืบสวนสอบสวน
Graphic Designer: Krittaporn Tochan
Editorial Staff: Paranee Srikham**

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...