ตัวการหลัก! ‘ไฮโซปิงปอง’ หนีคดีปั่นหุ้นมอร์ ออกไทยไปตั้งแต่ปี 66
สืบเนื่องจากกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยกองคดีการเงินธนาคารและการฟอกเงิน ได้ทำการสอบสวนคดีพิเศษที่ 66/2566 ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) กรณี สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. ได้ร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันสร้างราคาหลักทรัพย์ MORE และบริษัทหลักทรัพย์ร้องทุกข์ในความผิดฐานฉ้อโกง โดยนายกรัฐมนตรีได้แต่งตั้งคณะพนักงานสอบสวน กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) มาร่วมสอบสวนตามมาตรา 33 แห่ง พ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. 2547 กระทั่งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ทำการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเสร็จสิ้น ทางคดีมีพยานหลักฐานพอดำเนินคดีกับผู้ต้องหา จำนวน 42 ราย เนื่องจากพบพฤติการณ์ร่วมกันสร้างราคาหรือปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ MORE อย่างต่อเนื่อง ในลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำ ทำการส่งคำสั่งซื้อขายในลักษณะทำให้สภาพการซื้อขายหลักทรัพย์ MORE ผิดไปจากสภาพปกติของตลาด และเข้าข่ายทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจผิดเกี่ยวกับราคาหรือปริมาณการซื้อหรือขายหลักทรัพย์ MORE อันเป็นความผิดฐานสร้างราคาหลักทรัพย์ ตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 มาตรา 244/3 (1) และ (2) ประกอบมาตรา 244/5 และมาตรา 244/6 รวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 800 ล้านบาท และยังพบว่าการกระทำของกลุ่มบุคคลดังกล่าวยังเป็นความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงบริษัทหลักทรัพย์ มูลค่าความเสียหายกว่า 4.5 พันล้านบาท อีกฐานหนึ่ง รวมถึงความผิดฐานเป็นอั้งยี่ ซ่องโจร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 มาตรา 209 และมาตรา 210 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบได้มีความเห็นทางคดี โดยเมื่อวันที่ 2 พ.ค. 67 คณะพนักงานสอบสวน ได้นำสำนวนการสอบสวนเอกสารทั้งสิ้น จำนวน 75 แฟ้ม พร้อมความเห็นควรสั่งฟ้องผู้ต้องหาดังกล่าวทั้ง 42 ราย ตามพฤติการณ์ความผิดที่แต่ละคนเกี่ยวข้องพร้อมนำตัวผู้ต้องหาส่งพนักงานอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย ตามที่มีการรายงานข่าวไปแล้วนั้น
เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 15 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่ผู้ต้องหา 3 ราย ประกอบด้วย นายเอกภัทร พรประภา (น้องชาย) หรือไฮโซคิม, นายอธิภัทร พรประภา (พี่ชาย) และนางอรพินธุ์ พรประภา (มารดา) ได้เดินทางเข้าพบพนักงานอัยการคดีพิเศษเมื่อวันที่ 13 ม.ค. ที่ผ่านมา ณ สำนักงานอัยการคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ เพื่อฟังคำสั่งคดี หลังจากที่ทั้งหมดไม่ได้เดินทางเข้าพบอัยการตามนัดหมายเมื่อวันที่ 5 ม.ค. 69 จนพนักงานอัยการคดีพิเศษ ได้สั่งการให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รวบรวมพยานหลักฐานขอศาลอาญาออกหมายจับ อย่างไรก็ตาม ในชั้นศาลอาญา ผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ได้ยื่นขอปล่อยตัวชั่วคราวต่อศาล โดยวางหลักทรัพย์รายละ 5 ล้านบาท ปรากฏว่าศาลพิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดี เห็นว่าการกระทำความผิดตามฟ้องส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ และคดีมีมูลค่าความเสียหายสูงกรณีเป็นเรื่องร้ายแรง ประกอบกับจำเลยทั้ง 3 ไม่ไปพบพนักงานอัยการตามกำหนดนัดฟ้องคดี จนเป็นเหตุให้พนักงานสอบสวนมาขอหมายจับและศาลออกหมายจับจำเลยไว้แล้ว พฤติการณ์แห่งคดีจึงมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าหากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว จำเลยจะหลบหนี ในชั้นนี้จึงไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ยกคำร้อง ก่อนเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ดำเนินการควบคุมตัวผู้ต้องหาชายไปคุมขังยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร และผู้ต้องหาหญิงที่ทัณฑสถานหญิงกลาง ซึ่งในกรณีที่มีการตั้งคำถามถึงผู้ต้องหารายสำคัญอย่าง “นายอภิมุข บำรุงวงศ์ หรือไฮโซปิงปอง“ มีความคืบหน้า หรือหลบหนีคดีอย่างไรนั้น เนื่องจาก พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า กรณีของนายอภิมุข บำรุงวงศ์ หรือไฮโซปิงปอง 1 ใน 42 ผู้ต้องหาที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้สั่งฟ้องต่อพนักงานอัยการในครั้งแรกนั้น ยังคงไม่ได้ตัวผู้ต้องหามาสั่งฟ้องต่ออัยการคดีพิเศษ เพราะทราบว่ามีการหลบหนีไปตั้งแต่ช่วงแรกแล้ว
คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ระบุถึงกรณีนายอภิมุข บำรุงวงศ์ หรือไฮโซปิงปอง ว่า ในพฤติการณ์ทางคดีปั่นหุ้นมอร์ (MORE) นายอภิมุข ถือเป็นตัวการสำคัญอย่างยิ่ง และเป็นผู้ร่วมวางแผนกับนายอมฤทธิ์ กล่อมจิตเจริญ หรือเฮียม้อ อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่า "นายอภิมุข หรือไฮโซปิงปอง" ราวปี 2566 ได้ตัดสินใจเดินทางหลบหนีออกนอกราชอาณาจักรไทยไปก่อนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) จะรับดำเนินคดีสอบสวน และก่อนจะโอนสำนวนคดีมายังดีเอสไอ ทั้งนี้ กรณีการหลบหนีของนายอภิมุข หรือไฮโซปิงปอง ทางคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ได้ดำเนินการขอออกหมายจับติดสำนวนไว้กับพนักงานอัยการคดีพิเศษแล้ว ซึ่งถ้าหากสืบสวนทราบได้ว่านายอภิมุข หลบหนีกบดานอยู่ที่ประเทศใด คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ก็สามารถประสานกับพนักงานอัยการ เพื่อใช้กลไกการประสานนำตัวกลับมาดำเนินคดีในไทยผ่าน พ.ร.บ.ส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ. 2551 ต่อไป
นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในส่วนผู้ต้องหา 4 รายที่เหลือ ซึ่งประกอบด้วย นายสมนึก กยาวัฒนกิจ, น.ส.ปุณฑรีก์ อิศรางกูร, นายอมฤทธิ์ กล่อมจิตเจริญ หรือเฮียม้อ และนายเทียนประเสริฐ พลอำไภ ก่อนหน้านี้มีการยื่นขอเลื่อนนัดฟังคำสั่ง โดยทางผู้บริหารสำนักงานอัยการคดีพิเศษพิจารณาคำร้องเหตุผลความจำเป็นแล้วอนุญาตให้นัดฟังคำสั่งอีกครั้งวันที่ 16 ก.พ. 69
ทั้งนี้ สำหรับสำนวนคดีหุ้นมอร์ (MORE) เมื่อครั้งที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ดำเนินการสอบสวน ได้มีการสั่งฟ้องผู้กระทำผิด จำนวน 42 ราย แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ 1.กลุ่มวางแผน 2 ราย ได้แก่ นายอภิมุข บำรุงวงศ์ หรือไฮโซปิงปอง และนายอมฤทธิ์ กล่อมจิตเจริญ หรือเฮียม้อ 2.กลุ่มสนับสนุน 7 ราย ยกตัวอย่าง นายเอกภัทร พรประภา หรือไฮโซคิม และนายสมนึก กยาวัฒนกิจ และ 3.กลุ่มเจ้าของบัญชี 33 ราย โดยอัยการสูงสุดชี้ขาดให้ฟ้องทั้งหมด 42 ราย ประกอบด้วย 1.นายอภิมุข บำรุงวงศ์ 2.นายเอกภัทร พรประภา 3.นายอธิภัทร พรประภา 4.นางอรพินธุ์ พรประภา 5.นายอิทธิวรรธน์ วรรณะเอี่ยมพิกุล 6.บริษัท ตงฮั้วแคปปิตอล จำกัด โดย นายสมนึก กยาวัฒนกิจ 7.บริษัท ตงฮั้ว มีเดีย แล็บ จำกัด โดย นายสมนึก กยาวัฒนกิจ 8.นายสมนึก กยาวัฒนกิจ 9.นายโสภณ วราพร 10.นายวสันต์ จาวลา 11.นายชูโบดีบ พลาชันต้า ดัส (MR.SHUBHODEEP PRASANTA DAS) 12.นายประยูร อัสสกาญจน์ 13.น.ส.จิระวรรณ ไชยพงศ์ผาติ หรือ นางสาวนิชานันท์ จีรไชยวรโชติ 14.น.ส.สุร์ศิริ ปรีดาสุทธิจิตต์ 15.น.ส.ปุณฑรีก์ อิศรางกูร ณ อยุธยา 16.น.ส.อัยลดา ชินวัฒน์ 17.นายอมฤทธิ์ กล่อมจิตเจริญ 18.นายมั่นคง เสถียรถิระกุล 19.น.ส.อรเก้า ไกยสิทธิ์ 20.นายเกรียงศักดิ์ วงศ์โอสถพานิช หรือ นายฐนวัฒน์ รุ่งสิริประเสริฐ 21.สิริรัตน์ สมณาศรี 22.นายธีรพงศ์ ด่านวณิชวงศ์ 23.นายวิศรุต เจียมจิตพลชัย 24.นายปรณัฐ นุชาชาติพงศ์ 25.นายภูดิท สุจริตกุล 26.นายวัชรินทร์ ยังให้ผล 27.นายธนยุทธ ฤกษ์รักษา 28.นายธรรมนูญ เวชวิทยาขลัง 29.นายภัทร ฉัตรเจริญสุข 30.นายชยพล พันธุ์แพ 31.นายพิเชษฐ์ ผลสุวรรณชัย 32.นางศศินภา วราพร 33.นายกิตติพล ไววิ่งรบ 34.นายไพศาล เกษมศิรินาวิน 35.นายศิริศักดิ์ ปิยทัสสีกุล 36.นายปฏิณวิช รอดบางยาง 37.นายปรีชา วสุโสภณ 38.นายปนิษฐ์ ศุภธาดารัตน์ 39.นายเทียนประเสริฐ พลอำไภ 40.นายวรวุฒิ ศรีโสภิต 41.นายพรเดช อุยะนันทน์ และ 42.น.ส.ปารณีย์ ชวาลา.