บอร์ดการรถไฟฯ ไฟเขียวต่อสัญญาเซ็นทรัล ลาดพร้าว ฉบับใหม่ 30 ปี รับผลตอบแทนค่าเช่า 3.3 หมื่นล้านบาท ตลอดอายุสัญญา
BTimes
อัพเดต 15 ม.ค. เวลา 16.21 น. • เผยแพร่ 15 ม.ค. เวลา 09.00 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Bizนายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) การรถไฟแห่งประเทศไทย มีมติเห็นชอบผลการเจรจากับบริษัท เซ็นทรัลอินเตอร์พัฒนา จำกัด เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์พื้นที่ศูนย์การค้าบริเวณสามเหลี่ยมย่านพหลโยธิน หรือโครงการเซ็นทรัล ลาดพร้าว ตามที่บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด (SRTA) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ รฟท. ในการบริหารทรัพย์สิน ได้ดำเนินการเจรจากับภาคเอกชนไว้
โดยจากผลการเจรจาดังกล่าวกำหนดให้จัดทำสัญญาเช่าที่ดินฉบับใหม่เป็นระยะเวลา 30 ปี ต่อเนื่องจากสัญญาเดิม ซึ่งจะสิ้นสุดลงในวันที่ 18 ธันวาคม 2571 โดยสัญญาใหม่จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2571 ถึงวันที่ 18 ธันวาคม 2601 พร้อมเสนอผลตอบแทนรวมตลอดอายุสัญญาประมาณ 33,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ เอกชนยังเสนอวงเงินลงทุนเพิ่มเติมประมาณ 4,500 ล้านบาท เพื่อใช้ในการปรับปรุงทรัพย์สินเดิม ทั้งอาคาร ระบบสาธารณูปโภค และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ภายในโครงการ โดยเมื่อสิ้นสุดอายุสัญญา ทรัพย์สินทั้งหมดจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย
ทั้งนี้ หลังจากบอร์ดมีมติเห็นชอบแล้ว ขั้นตอนถัดไปจะเป็นการจัดทำเอกสารประกอบ และพิจารณาความเห็นในประเด็นที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1–2 เดือน และน่าจะสามารถลงนามในสัญญาใหม่ได้ ไม่เกินเดือนมีนาคม 2569 โดยจะเป็นการลงนามพร้อมกันทั้ง 3 ฝ่าย ได้แก่ รฟท., SRTA และเอกชนคู่สัญญา โดยรายได้ที่ รฟท.จะได้รับจากสัญญาการใช้ประโยชน์พื้นที่ดังกล่าว จะไม่ได้รับเป็นเงินก้อนทั้งหมดในคราวเดียว แต่เป็น รายได้ค่าเช่าที่ SRTA จ่ายให้ รฟท. สะสมตลอดระยะเวลา 30 ปี ตามเงื่อนไขในสัญญา ขณะที่ SRTA จะเป็นผู้ได้รับสิทธิในการบริหารทรัพย์สิน และนำไปให้เช่าช่วงต่อ โดย SRTA จะได้รับผลตอบแทนจากส่วนต่างของการบริหารจัดการ หลังจากหักค่าเช่าที่ต้องส่งให้ รฟท.แล้ว
สำหรับสัญญาเช่าฉบับใหม่นี้ มีการคำนวณมูลค่าในรูปแบบ NPV (Net Present Value) หรือมูลค่าปัจจุบันสุทธิ จากฐานมูลค่าโครงการในปัจจุบัน เมื่อนำมาคำนวณตลอดระยะเวลา 30 ปี จึงได้ตัวเลขผลตอบแทนรวมประมาณ 33,000 ล้านบาท โดยหากเปรียบเทียบกับสัญญาเดิม ซึ่งมีระยะเวลาเช่า 20 ปี และมีมูลค่าประมาณ 20,000 ล้านบาท การขยายระยะเวลาเป็น 30 ปี ส่งผลให้มูลค่าสัญญาเพิ่มขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับระยะเวลาและศักยภาพพื้นที่ที่สูงขึ้นในปัจจุบัน
ส่วนวงเงินลงทุนเพื่อปรับปรุงโครงการจำนวน 4,500 ล้านบาท ที่เอกชนเสนอเพิ่มเติมนั้น ไม่ได้นำมารวม ในตัวเลขผลตอบแทน 30,000 กว่าล้านบาท เนื่องจากเป็นเงินลงทุนของเอกชน เพื่อพัฒนาและเพิ่มมูลค่าทรัพย์สิน ซึ่งจะตกเป็นของ รฟท.ทั้งหมดเมื่อสิ้นสุดสัญญา