ตลาดชานม 2 หมื่นล้าน แต่คนจำได้ไม่กี่แบรนด์ คุยกับ 2 ผู้ก่อตั้ง Nose Tea
ไทยเป็นประเทศที่ผู้คนดื่มชาเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชีย เมื่อมาดูตลาดชานมไทยเป็นตลาดที่ใหญ่มาก รวมๆ แล้วมีมูลค่ากว่า 26,000 ล้านบาท ทำให้เกิดการแข่งขันกันดุเดือด ทั้งราคา การออกเมนูเครื่องดื่มชาใหม่ๆ ตัวเลือกที่มีตั้งแต่แก้วละไม่กี่สิบบาท ไปจนถึงชาพรีเมียมราคาหลักร้อย ในสมรภูมิกินชาตอนนี้แบรนด์ต่างๆ ที่อยู่รอดไม่ใช่แค่ “ถูก” หรือ “ดัง” แต่ต้องมีตัวตนที่คนจดจำได้
หนึ่งเคสที่น่าสนใจคือ แบรนด์ชา ‘Nose Tea’ ชวนมาคุยกับสองผู้ก่อตั้ง ‘ไผ่-กชณิชา ฐิติชนาโชติ’ และ ‘กิต – ธนกฤต ศรีพฤกษมาศ’ ถึงแนวคิดและกลยุทธ์ว่าทำไมถึงขยายธุรกิจจากสกินแคร์สู่ตลาดชานม
[ ชากลุ่มพรีเมียมโตต่อเนื่อง 12-15% ของตลาดทั้งหมด จุดเริ่มต้น Nose Tea ]
โดย ‘กิต’ ได้แชร์อินไซต์ให้ฟังถึงภาพรวมว่า ตลาดชานมไทยที่มีมูลค่ากว่า 26,000 ล้านบาทนั้น จะเห็นว่าชากลุ่มพรีเมียมและชาชีสโตขึ้นต่อเนื่องและครองสัดส่วนราว 12–15% ของตลาดทั้งหมด ที่สำคัญ ยอดขายผ่านเดลิเวอรี่เพิ่มขึ้นกว่า 7 เท่าในช่วงปี 2022–2024 แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคพร้อมจ่ายเพื่อคุณภาพและประสบการณ์ที่ดีขึ้น
ชาชีสเคยมีเพียง 3–4% ของตลาดรวม แต่ในเวลาเพียง 2 ปี โตขึ้นกว่า 4 เท่า และ พฤติกรรมคนไทยใน Southeast Asia เฉลี่ยดื่มชา 6 แก้วต่อคนต่อเดือน แม้ไทยยังเล็กกว่า “ยักษ์ใหญ่” อย่างจีนถึง 26–27 เท่า แต่ตัวเลขนี้สะท้อนว่าไทยยังมีพื้นที่ให้เติบโตมาก โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องดื่มที่ “กินแล้วต้องได้ประสบการณ์ใหม่” ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริโภควันนี้ให้ความสำคัญ
เพราะยังมีพื้นที่ให้เติบโต ‘ไผ่’ เลยเล่าย้อนไปจุดเริ่มต้นของแบรนด์เลยว่า ก่อนจะมาเป็น Nose Tea ทั้งคู่ทำธุรกิจสกินแคร์และแฟชั่นมาก่อน การเดินทางต่างประเทศทำให้พวกเขาค้นพบว่า “ชาชีส” เป็นเครื่องดื่มยอดนิยมในหลายประเทศ แต่กลับหาแบบที่ถูกใจในไทยไม่ จนเมื่อมีเวลาพอจึงตัดสินใจลงเรียนศิลปะการชงชาแบบจริงจัง ตั้งแต่พื้นฐานการต้มน้ำ การสร้างเบสชา ไปจนถึงการพัฒนาสูตรให้เข้ากับสไตล์ตัวเอง
Nose Tea จึงเกิดจาก “แพชชั่น” ล้วนๆ ไม่ใช่สูตรสำเร็จทางธุรกิจ และสิ่งนี้กลายเป็นพลังสำคัญให้แบรนด์เติบโต
[ ชาชีสมาพร้อมโลโก้ที่คนต้องจำ ]
เมื่อพูดถึงโลโก้ร้านเครื่องดื่ม หลายคนอาจนึกถึงสัตว์น่ารักหรือคาแรกเตอร์การ์ตูน แต่ Nose Tea กลับเดินสวนทางและแหวกแนว เป็นโลโก้ “จมูกเขียว” ที่มีความแปลก แตกต่าง และโดดเด่นเพราะในเวลานั้น ไม่มีแบรนด์เครื่องดื่มไหนในไทยที่ใช้ “อวัยวะมนุษย์” เป็นโลโก
โดยไอเดียนี้ไม่ได้มาจากศูนย์ แต่มาจากแรงบันดาลใจของผลิตภัณฑ์สกินแคร์ก่อนหน้าอย่าง “แผ่นลอกสิวเสี้ยน” ที่ขายได้กว่า 2–3 ล้านชิ้น ทำให้คนจำนวนมากคุ้นเคยกับโลโก้นี้อยู่แล้ว ซึ่งยอดขายหลักล้านทำให้คุณกิตเห็นโอกาสการต่อยอดธุรกิจจากฐานลูกค้าเดิม “สกินแคร์สู่ชาชีส”
และถ้าหากถามว่า ทำไม Nose Tea ถึงเลือกที่จะทำเมนูชาชีสและชาผลไม้ กิตเล่าว่า ตอนนั้นตลาดยังไม่ได้ให้ความสนใจกับชาชีสมากนัก หากต้องการเข้าตลาด พวกเขาจำเป็นต้องมองหา “มุมเล่าเรื่องที่ต่างจากแบรนด์อื่น” เพื่อสร้างความโดดเด่นให้กับร้าน
ซึ่งในตอนนั้น Nose Tea เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ปลุกให้คนมาเริ่มลองทานเมนูที่กินคู่กับชีส โดยการ นำชาชีสเข้ามา ทำให้ตลาดเริ่มบูมขึ้น และช่วยให้แบรนด์อื่นกล้าลงมาลองฟังก์ชันใหม่ๆ
สุดท้ายกลายมาเป็นเรื่องของชาผลไม้ที่กินคู่กับชีส และเมนูซิกเนเจอร์ที่ขายดีจนถึงปัจจุบัน คือ ชานมปั่นที่มีไข่มุกด้านล่าง และท็อปด้วยชีส ซึ่งเป็นเมนูที่สร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้าได้จริง ทำให้พวกเขาเห็นว่า ตลาดนี้ยังมีโอกาสอีกมาก
“ปัจจุบันลูกค้าไม่ได้มองแค่รสชาติของเครื่องดื่มเท่านั้น แต่ต้องการ ประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่อร่อยและสร้างคอนเทนต์ได้ไปพร้อมกัน Nose Tea จึงจำเป็นต้องตามเทรนด์ให้ทันกับพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ รวมถึงการสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง” ‘ไผ่’ เล่าให้ฟัง
[ ความท้าทายทำให้ชาที่ขายในทุกสาขา รสชาติเหมือนกัน ]
การเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดชานมในประเทศไทยมักมาพร้อมความท้าทาย ทั้งการแข่งขันทางธุรกิจ แบรนด์เก่าแบรนด์ใหม่ แต่สำหรับ Nose Tea ความท้าทายหลักที่สำคัญ คือ การควบคุมมาตรฐานของเครื่องดื่มในทุกแก้ว ทุกสาขา
เมื่อร้านเริ่มขยายสาขามากขึ้น ความยากไม่ได้อยู่แค่การเปิดร้านใหม่ให้ทันกับความต้องการของลูกค้า แต่คือการทำให้ทุกสาขา “อร่อยเหมือนวันแรก” ที่ลูกค้ามายืนต่อคิวชิมแก้วแรกของ Nose Tea
การรักษามาตรฐานให้ทุกแก้วดีเหมือนกัน การควบคุมคุณภาพ การจัดการหลังบ้าน และการดูแลการปฏิบัติงานในแต่ละร้าน ล้วนเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ต้องใส่ใจอย่างมาก เพื่อให้รสชาติไม่เปลี่ยนไปจากวันแรก
[ Nose Tea กับเป้าหมายการเติบโต ]
‘ไผ่’ บอกว่า จบปี 2025 ด้วยการขยายร้านให้ได้ถึง 40 สาขา พอที่จะตอบสนองลูกค้าทัน ก่อนที่ผู้บริโภคจะถูกดึงความสนใจไปหาเจ้าอื่น และยิ่งตลาดชานมในไทยเติบโตเร็ว ผู้เล่นก็ยิ่งเข้ามาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่แค่แบรนด์ในประเทศ แต่ยังรวมถึงแบรนด์จากต่างประเทศที่มองเห็นศักยภาพของตลาดไทยด้วย
ดังนั้น Nose Tea จึงต้องขยายสาขาเข้าไปยืนในใจลูกค้าให้ได้มากที่สุด และสร้างฐานที่แข็งแรงให้ทันก่อนที่ผู้เล่นต่างชาติจะเข้ามาตีตลาดอย่างจริงจัง
แต่สิ่งที่ชาแบรนด์ไทยยังมี “จุดแข็งที่ต่างชาติสู้ยาก” เพราะความเป็น Local ทำให้เข้าใจผู้บริโภคไทยได้ลึกกว่า ทั้งเรื่องรสชาติ ทำเล หรือพฤติกรรมลูกค้าที่ต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ นี่คือข้อได้เปรียบสำคัญที่ทำให้แบรนด์ไทยอย่าง Nose Tea ยังคงมีพื้นที่และโอกาสในการเติบโตท่ามกลางการแข่งขันที่นับวันยิ่งเข้มข้นขึ้น
[ Collab กับแบรนด์อื่น ช่วยขยายฐานลูกค้า ]
อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่แบรนด์หยิบมาใช้ในการแข่งขันตลาดนี้คือ ‘Collab กับแบรนด์อื่น’ กิตเล่าว่า การ Collab กับแบรนด์อื่นช่วยให้ Nose Tea ขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มใหม่ ๆโดยเฉพาะแบรนด์ที่ไม่ได้อยู่ในอุตสาหกรรมอาหาร เช่น การทำโปรเจกต์ร่วมกับหนังหรือกิจกรรมสนุก ๆ ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในปัจจุบันที่มองหาประสบการณ์ที่มากขึ้น
การสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้า รู้สึกประทับใจจนอยากบอกต่อด้วยตัวเอง ลูกค้าจริง ๆ จะช่วยแชร์และพูดถึงแบรนด์ ทำให้ Nose Tea ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่องทุกครั้งที่ Noes Tea ทำงาน Collab สิ่งหนึ่งสำคัญ คือ ให้ความสำคัญกับลูกค้าที่เป็นสมาชิกหรือ Top Spender พวกเขาจะได้รับ invitation box ให้เข้าร่วมกิจกรรมพิเศษ เพราะถือว่าลูกค้าเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ที่ช่วยผลักดันให้แบรนด์เติบโต
สำหรับทิศทางในอนาคต ‘กิต’ เผยว่า Nose Tea มีแผนที่จะเข้าตลาดหุ้นในอนาคต และตอนนี้กำลังวางระบบหลังบ้านเพื่อรองรับการเติบโต การเตรียมตัวเข้าตลาดช่วยให้เราไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น แม้บางทีอาจใช้เวลา 10 ปี แต่ถ้าเราวางระบบดี เราสามารถร่นระยะเวลาให้สั้นลงและไปถึงเป้าหมายได้เร็วกว่าเดิม
ทั้งคู่บอกตรงกันว่า ดีใจมากที่ได้ทำในสิ่งที่ชอบจริงๆ พวกเขามีแพชชันและตั้งใจกับงานนี้มาก พอเห็นว่าความทุ่มเทถูกส่งต่อไปถึงลูกค้า แล้วลูกค้ารับรู้ สนับสนุน และซัพพอร์ต มันทำให้รู้สึกว่าความพยายามทั้งหมดมันมีความหมาย
‘กิต’ ทิ้งท้ายว่า ทุกวันนี้ลูกค้าให้ความสำคัญกับประสบการณ์เยอะขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องมี คือ ความแตกต่าง แต่สุดท้ายแล้ว Key Success จริงๆ คือ การไม่ยอมแพ้ Nose Tea เติบโตมาได้เพราะคนไทยอุดหนุนคนไทยด้วยกันเอง และมันพิสูจน์ให้เห็นว่า ถ้าตั้งใจจริง ๆ แบรนด์ไทยก็สู้กับใครก็ได้