โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ตลาดชานม 2 หมื่นล้าน แต่คนจำได้ไม่กี่แบรนด์ คุยกับ 2 ผู้ก่อตั้ง Nose Tea

TODAY Bizview

อัพเดต 15 ม.ค. เวลา 03.55 น. • เผยแพร่ 15 ม.ค. เวลา 03.55 น. • TODAY

ไทยเป็นประเทศที่ผู้คนดื่มชาเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชีย เมื่อมาดูตลาดชานมไทยเป็นตลาดที่ใหญ่มาก รวมๆ แล้วมีมูลค่ากว่า 26,000 ล้านบาท ทำให้เกิดการแข่งขันกันดุเดือด ทั้งราคา การออกเมนูเครื่องดื่มชาใหม่ๆ ตัวเลือกที่มีตั้งแต่แก้วละไม่กี่สิบบาท ไปจนถึงชาพรีเมียมราคาหลักร้อย ในสมรภูมิกินชาตอนนี้แบรนด์ต่างๆ ที่อยู่รอดไม่ใช่แค่ “ถูก” หรือ “ดัง” แต่ต้องมีตัวตนที่คนจดจำได้

หนึ่งเคสที่น่าสนใจคือ แบรนด์ชา ‘Nose Tea’ ชวนมาคุยกับสองผู้ก่อตั้ง ‘ไผ่-กชณิชา ฐิติชนาโชติ’ และ ‘กิต – ธนกฤต ศรีพฤกษมาศ’ ถึงแนวคิดและกลยุทธ์ว่าทำไมถึงขยายธุรกิจจากสกินแคร์สู่ตลาดชานม

[ ชากลุ่มพรีเมียมโตต่อเนื่อง 12-15% ของตลาดทั้งหมด จุดเริ่มต้น Nose Tea ]

โดย ‘กิต’ ได้แชร์อินไซต์ให้ฟังถึงภาพรวมว่า ตลาดชานมไทยที่มีมูลค่ากว่า 26,000 ล้านบาทนั้น จะเห็นว่าชากลุ่มพรีเมียมและชาชีสโตขึ้นต่อเนื่องและครองสัดส่วนราว 12–15% ของตลาดทั้งหมด ที่สำคัญ ยอดขายผ่านเดลิเวอรี่เพิ่มขึ้นกว่า 7 เท่าในช่วงปี 2022–2024 แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคพร้อมจ่ายเพื่อคุณภาพและประสบการณ์ที่ดีขึ้น

ชาชีสเคยมีเพียง 3–4% ของตลาดรวม แต่ในเวลาเพียง 2 ปี โตขึ้นกว่า 4 เท่า และ พฤติกรรมคนไทยใน Southeast Asia เฉลี่ยดื่มชา 6 แก้วต่อคนต่อเดือน แม้ไทยยังเล็กกว่า “ยักษ์ใหญ่” อย่างจีนถึง 26–27 เท่า แต่ตัวเลขนี้สะท้อนว่าไทยยังมีพื้นที่ให้เติบโตมาก โดยเฉพาะในกลุ่มเครื่องดื่มที่ “กินแล้วต้องได้ประสบการณ์ใหม่” ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้บริโภควันนี้ให้ความสำคัญ

เพราะยังมีพื้นที่ให้เติบโต ‘ไผ่’ เลยเล่าย้อนไปจุดเริ่มต้นของแบรนด์เลยว่า ก่อนจะมาเป็น Nose Tea ทั้งคู่ทำธุรกิจสกินแคร์และแฟชั่นมาก่อน การเดินทางต่างประเทศทำให้พวกเขาค้นพบว่า “ชาชีส” เป็นเครื่องดื่มยอดนิยมในหลายประเทศ แต่กลับหาแบบที่ถูกใจในไทยไม่ จนเมื่อมีเวลาพอจึงตัดสินใจลงเรียนศิลปะการชงชาแบบจริงจัง ตั้งแต่พื้นฐานการต้มน้ำ การสร้างเบสชา ไปจนถึงการพัฒนาสูตรให้เข้ากับสไตล์ตัวเอง

Nose Tea จึงเกิดจาก “แพชชั่น” ล้วนๆ ไม่ใช่สูตรสำเร็จทางธุรกิจ และสิ่งนี้กลายเป็นพลังสำคัญให้แบรนด์เติบโต

[ ชาชีสมาพร้อมโลโก้ที่คนต้องจำ ]

เมื่อพูดถึงโลโก้ร้านเครื่องดื่ม หลายคนอาจนึกถึงสัตว์น่ารักหรือคาแรกเตอร์การ์ตูน แต่ Nose Tea กลับเดินสวนทางและแหวกแนว เป็นโลโก้ “จมูกเขียว” ที่มีความแปลก แตกต่าง และโดดเด่นเพราะในเวลานั้น ไม่มีแบรนด์เครื่องดื่มไหนในไทยที่ใช้ “อวัยวะมนุษย์” เป็นโลโก

โดยไอเดียนี้ไม่ได้มาจากศูนย์ แต่มาจากแรงบันดาลใจของผลิตภัณฑ์สกินแคร์ก่อนหน้าอย่าง “แผ่นลอกสิวเสี้ยน” ที่ขายได้กว่า 2–3 ล้านชิ้น ทำให้คนจำนวนมากคุ้นเคยกับโลโก้นี้อยู่แล้ว ซึ่งยอดขายหลักล้านทำให้คุณกิตเห็นโอกาสการต่อยอดธุรกิจจากฐานลูกค้าเดิม “สกินแคร์สู่ชาชีส”

และถ้าหากถามว่า ทำไม Nose Tea ถึงเลือกที่จะทำเมนูชาชีสและชาผลไม้ กิตเล่าว่า ตอนนั้นตลาดยังไม่ได้ให้ความสนใจกับชาชีสมากนัก หากต้องการเข้าตลาด พวกเขาจำเป็นต้องมองหา “มุมเล่าเรื่องที่ต่างจากแบรนด์อื่น” เพื่อสร้างความโดดเด่นให้กับร้าน

ซึ่งในตอนนั้น Nose Tea เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่ปลุกให้คนมาเริ่มลองทานเมนูที่กินคู่กับชีส โดยการ นำชาชีสเข้ามา ทำให้ตลาดเริ่มบูมขึ้น และช่วยให้แบรนด์อื่นกล้าลงมาลองฟังก์ชันใหม่ๆ

สุดท้ายกลายมาเป็นเรื่องของชาผลไม้ที่กินคู่กับชีส และเมนูซิกเนเจอร์ที่ขายดีจนถึงปัจจุบัน คือ ชานมปั่นที่มีไข่มุกด้านล่าง และท็อปด้วยชีส ซึ่งเป็นเมนูที่สร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับลูกค้าได้จริง ทำให้พวกเขาเห็นว่า ตลาดนี้ยังมีโอกาสอีกมาก

“ปัจจุบันลูกค้าไม่ได้มองแค่รสชาติของเครื่องดื่มเท่านั้น แต่ต้องการ ประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่อร่อยและสร้างคอนเทนต์ได้ไปพร้อมกัน Nose Tea จึงจำเป็นต้องตามเทรนด์ให้ทันกับพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ รวมถึงการสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง” ‘ไผ่’ เล่าให้ฟัง

[ ความท้าทายทำให้ชาที่ขายในทุกสาขา รสชาติเหมือนกัน ]

การเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดชานมในประเทศไทยมักมาพร้อมความท้าทาย ทั้งการแข่งขันทางธุรกิจ แบรนด์เก่าแบรนด์ใหม่ แต่สำหรับ Nose Tea ความท้าทายหลักที่สำคัญ คือ การควบคุมมาตรฐานของเครื่องดื่มในทุกแก้ว ทุกสาขา

เมื่อร้านเริ่มขยายสาขามากขึ้น ความยากไม่ได้อยู่แค่การเปิดร้านใหม่ให้ทันกับความต้องการของลูกค้า แต่คือการทำให้ทุกสาขา “อร่อยเหมือนวันแรก” ที่ลูกค้ามายืนต่อคิวชิมแก้วแรกของ Nose Tea

การรักษามาตรฐานให้ทุกแก้วดีเหมือนกัน การควบคุมคุณภาพ การจัดการหลังบ้าน และการดูแลการปฏิบัติงานในแต่ละร้าน ล้วนเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ต้องใส่ใจอย่างมาก เพื่อให้รสชาติไม่เปลี่ยนไปจากวันแรก

[ Nose Tea กับเป้าหมายการเติบโต ]

‘ไผ่’ บอกว่า จบปี 2025 ด้วยการขยายร้านให้ได้ถึง 40 สาขา พอที่จะตอบสนองลูกค้าทัน ก่อนที่ผู้บริโภคจะถูกดึงความสนใจไปหาเจ้าอื่น และยิ่งตลาดชานมในไทยเติบโตเร็ว ผู้เล่นก็ยิ่งเข้ามาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่แค่แบรนด์ในประเทศ แต่ยังรวมถึงแบรนด์จากต่างประเทศที่มองเห็นศักยภาพของตลาดไทยด้วย

ดังนั้น Nose Tea จึงต้องขยายสาขาเข้าไปยืนในใจลูกค้าให้ได้มากที่สุด และสร้างฐานที่แข็งแรงให้ทันก่อนที่ผู้เล่นต่างชาติจะเข้ามาตีตลาดอย่างจริงจัง

แต่สิ่งที่ชาแบรนด์ไทยยังมี “จุดแข็งที่ต่างชาติสู้ยาก” เพราะความเป็น Local ทำให้เข้าใจผู้บริโภคไทยได้ลึกกว่า ทั้งเรื่องรสชาติ ทำเล หรือพฤติกรรมลูกค้าที่ต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ นี่คือข้อได้เปรียบสำคัญที่ทำให้แบรนด์ไทยอย่าง Nose Tea ยังคงมีพื้นที่และโอกาสในการเติบโตท่ามกลางการแข่งขันที่นับวันยิ่งเข้มข้นขึ้น

[ Collab กับแบรนด์อื่น ช่วยขยายฐานลูกค้า ]

อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่แบรนด์หยิบมาใช้ในการแข่งขันตลาดนี้คือ ‘Collab กับแบรนด์อื่น’ กิตเล่าว่า การ Collab กับแบรนด์อื่นช่วยให้ Nose Tea ขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มใหม่ ๆโดยเฉพาะแบรนด์ที่ไม่ได้อยู่ในอุตสาหกรรมอาหาร เช่น การทำโปรเจกต์ร่วมกับหนังหรือกิจกรรมสนุก ๆ ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในปัจจุบันที่มองหาประสบการณ์ที่มากขึ้น

การสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้า รู้สึกประทับใจจนอยากบอกต่อด้วยตัวเอง ลูกค้าจริง ๆ จะช่วยแชร์และพูดถึงแบรนด์ ทำให้ Nose Tea ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่องทุกครั้งที่ Noes Tea ทำงาน Collab สิ่งหนึ่งสำคัญ คือ ให้ความสำคัญกับลูกค้าที่เป็นสมาชิกหรือ Top Spender พวกเขาจะได้รับ invitation box ให้เข้าร่วมกิจกรรมพิเศษ เพราะถือว่าลูกค้าเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ที่ช่วยผลักดันให้แบรนด์เติบโต

สำหรับทิศทางในอนาคต ‘กิต’ เผยว่า Nose Tea มีแผนที่จะเข้าตลาดหุ้นในอนาคต และตอนนี้กำลังวางระบบหลังบ้านเพื่อรองรับการเติบโต การเตรียมตัวเข้าตลาดช่วยให้เราไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น แม้บางทีอาจใช้เวลา 10 ปี แต่ถ้าเราวางระบบดี เราสามารถร่นระยะเวลาให้สั้นลงและไปถึงเป้าหมายได้เร็วกว่าเดิม

ทั้งคู่บอกตรงกันว่า ดีใจมากที่ได้ทำในสิ่งที่ชอบจริงๆ พวกเขามีแพชชันและตั้งใจกับงานนี้มาก พอเห็นว่าความทุ่มเทถูกส่งต่อไปถึงลูกค้า แล้วลูกค้ารับรู้ สนับสนุน และซัพพอร์ต มันทำให้รู้สึกว่าความพยายามทั้งหมดมันมีความหมาย

‘กิต’ ทิ้งท้ายว่า ทุกวันนี้ลูกค้าให้ความสำคัญกับประสบการณ์เยอะขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องมี คือ ความแตกต่าง แต่สุดท้ายแล้ว Key Success จริงๆ คือ การไม่ยอมแพ้ Nose Tea เติบโตมาได้เพราะคนไทยอุดหนุนคนไทยด้วยกันเอง และมันพิสูจน์ให้เห็นว่า ถ้าตั้งใจจริง ๆ แบรนด์ไทยก็สู้กับใครก็ได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...