SET Index เช้า 1,421.71 จุด +10.01 จุด (+0.70%)
#ทันหุ้น #2026 #SET Index เช้า 1,421.71 จุด +10.01 จุด (+0.70%)
CGS International Securities Thailand รายงานกลยุทธ์การลงทุน โดยสรุปภาพรวมตลาดว่า ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันพุธ (11 ก.พ.) หลังสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่แข็งแกร่งเกินคาด ส่งผลให้นักลงทุนคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ย ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 50,121.40 จุด ลดลง 66.74 จุด หรือ -0.13% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,941.47 จุด ลดลง 0.34 จุด หรือ -0.01% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 23,066.47 จุด ลดลง 36.01 จุด หรือ -0.16% ขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในวันพุธ (11 ก.พ.) โดยแรงซื้อในหุ้นกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์ช่วยชดเชยการปรับตัวลงของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและการเงิน ท่ามกลางการประเมินตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่ง โดยดัชนี STOXX 600 ปิดที่ระดับ 621.58 จุด เพิ่มขึ้น 0.61 จุด หรือ +0.10%
ในส่วนของสินทรัพย์อื่น สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดบวกกว่า 1% ในวันพุธ (11 ก.พ.) เนื่องจากนักลงทุนประเมินว่าสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมัน นอกจากนี้ ราคาน้ำมันยังได้รับแรงหนุนจากตัวเลขการจ้างงานสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งเกินคาด โดยสัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนมีนาคม เพิ่มขึ้น 67 เซนต์ หรือ 1.05% ปิดที่ 64.63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนเมษายน เพิ่มขึ้น 60 เซนต์ หรือ 0.87% ปิดที่ 69.40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ด้านสัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดบวกกว่า 1% ในวันเดียวกัน หลังนักลงทุนซึมซับตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่ง และยังคงเข้าซื้อทองคำต่อเนื่อง โดยสัญญาทองคำตลาด COMEX ส่งมอบเดือนเมษายน เพิ่มขึ้น 67.50 ดอลลาร์ หรือ 1.34% ปิดที่ 5,098.50 ดอลลาร์ต่อออนซ์
สำหรับตลาดหุ้นไทย บริษัทประเมินกรอบดัชนี SET อยู่ที่ 1,400-1,430 จุด โดยคาดว่าตลาดอาจพักฐานเล็กน้อยตามความร้อนแรงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่แข็งแกร่งกว่าคาด ซึ่งอาจทำให้เฟดชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ย พร้อมติดตามผลประกอบการไตรมาส 4/2568 ของบริษัทจดทะเบียนในประเทศ
ด้านหุ้นแนะนำ ได้แก่ BCH ซึ่งคาดว่ารายได้ปี 2569 จะเติบโต 5% เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้เผชิญภาวะการกลับมาของผู้ป่วยจากตะวันออกกลางที่ชะลอตัว โดยรายได้ผู้ป่วยต่างชาติ โดยเฉพาะจากตะวันออกกลางและกัมพูชา ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม ประเมินว่าความเสี่ยงด้านลบเริ่มจำกัด โดยมีระดับทำกำไรที่ 11.00 บาท และจุดตัดขาดทุนที่ 10.40 บาท
ขณะที่ BCPG คาดว่าผลประกอบการไตรมาส 4/2568 จะเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน จากปริมาณการผลิตไฟฟ้าพลังงานลมที่เพิ่มขึ้นทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงต้นทุนทางการเงินที่ลดลง อีกทั้งคาดว่าจะได้รับกระแสเงินสดสม่ำเสมอจาก CP ซึ่งทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่องจนถึงกลางปี 2571 โดยมีระดับทำกำไรที่ 8.45 บาท และจุดตัดขาดทุนที่ 8.00 บาท