เลือกตั้ง 69 ส่อโมฆะหรือนับใหม่ เปิดโปงยุทธการ “สลับบัตร-ยัดไส้” หน่วยละแสน ท้าทาย 7 อรหันส์กกต. ตรวจสอบ 3 ขั้นตอนพิสูจน์โกง ก่อนน้ำผึ้งหยดเป็นทะเลเพลิงการเมือง
เลือกตั้ง 69 ส่อโมฆะหรือนับใหม่ เปิดโปงยุทธการ “สลับบัตร-ยัดไส้” หน่วยละแสน ท้าทาย 7 อรหันส์กกต. ตรวจสอบ 3 ขั้นตอนพิสูจน์โกง ก่อนน้ำผึ้งหยดเป็นทะเลเพลิงการเมือง
สำนักข่าว The Room 44 รายงานเมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2569 ถึงภาพรวมการเลือกตั้งครั้งนี้ส่อไม่โปร่งใส โดยประมวลภาพรวมหลังปิดหีบเลือกตั้ง ตั้งแต่เย็นวันที่ 8 ก.พ. 69 ทั้งมีกระแสซื้อเสียงรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยและทุจริตการเลือกตั้งครั้งมโหฬาร ทุกสายตาจับตาไปที่สารตั้งต้นจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 52,922,923 คน มาใช้สิทธิน้อยที่สุดในรอบ 30 ปี แค่ 34,632,581 คน หรือ 65.44% ที่สำคัญยอดรวมผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งสส.เขต สส.บัญชีรายชื่อ และประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้ง 3 ยอดที่รายงานมาที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ไม่ตรงกันตามลำดับดังนี้ 34,632,581 หรือ 65.44% 34,565,642 หรือ 65.31% 34,298,595 %
จำนวนยอดผู้มาใช้สิทธิที่ไม่ตรงกันทั้ง 3 บัตรครั้งนี้สะท้อนมุมคิดได้หลากหลาย ที่สำคัญกกต.ถูกตั้งข้อสงสัยว่าคีย์ข้อมูลภาพรวมของการเลือกตั้งช้ามาก ผ่านไป 4 วัน ยังไม่แจ้งยอดรวมเลือกตั้งทั้งประเทศครบ 100% ทั้งหมด 101,311 หน่วยเลือกตั้ง โดยระบุว่านับเสร็จ 95,583 หน่วยเลือกตั้ง คิดเป็น 94.33%
ท่ามกลางนักศึกษา ประชาชน ปลุกระดมยกระดับชุมนุมนับคะแนนใหม่ทั่วประเทศ จนหลายฝ่ายเตือนระวังน้ำผึ้งหยดเดียวกลายเป็นทะเลเพลิงเผาขบวนการโกงการเลือกตั้ง
โมเดลที่พูดถึงกันนอกจากใช้เงินจำนวนมหาศาลซื้อเสียงเลือกตั้ง บางเขตมีกระแสข่าวถึงระดับ 3,000 บาทตัวหัว แต่ปรากฏการณ์ซื้อเสียงว่ากันว่าไม่เข้าเป้า กระสุนสู้กระแสไม่ได้ จำเป็นต้องเปิดปฏิบัติการหลังปิดหีบเลือกตั้ง ที่ผ่านการวางแผนแบบรัดกุม รอบคอบ โดยเปิดเกมใต้ดินซื้อคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง(กปน.) “ซื้อยกหน่วย” ตัวเลขที่แย้มกันออกมา จ่ายหน่วยละ 100,000 บาท ทำสำเร็จจ่ายเพิ่มอีก 100,000 บาท สรุปสั้นๆก่อนเลือกตั้งซื้อเสียง หลังเลือกตั้งซื้อยกหน่วย
แต่ละหน่วยที่ถูกซื้อ แบ่งหน้าที่กันทำเบ็ดเสร็จ โดยเฉพาะฝ่ายขานคะแนน ฝ่ายขึ้นคะแนน ที่เป็นตัวเพิ่มคะแนนให้กับผู้บงการ และลดคะแนนของคู่แข่ง
เช่น ผู้สมัครสส.ที่อยู่ฝ่ายเดียวกับผู้บงการ เบอร์ 1 ผู้สมัครสส.ที่เป็นคู่แข่งเบอร์ 2 ฝ่ายขานคะแนนเห็นเป็นเบอร์ 2 เมื่อสบช่องก็ขานเป็นบัตรเสีย เท่ากับลดคะแนนของเบอร์ 2 เช่นเดียวกับฝ่ายขึ้นคะแนน หากเมื่อไหร่ฝ่ายขานคะแนนระบุเป็นเบอร์ 2 ฝ่ายขึ้นคะแนนสบช่องก็ทำท่าขีดแต้มบนกระดาน แต่ความจริงไม่ได้ขีด
อีกวิธีที่นิยมใช้กันแล้วแต่จังหวะ สมมติ หน่วยเลือกตั้งที่ห่างไกลผู้คนมีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 600 คน ระหว่างเตรียมการนับคะแนนหลังปิดหีบเลือกตั้ง กปน.บางคนก็เปิดเกมระหว่างนับบัตร “หยิบบัตรออก 200 ใบ” ซึ่งไม่รู้ว่าบัตรแต่ละใบกากบาทให้ผู้สมัครคนใดบ้าง แต่กปน.คนเดิมก็ “ยัดบัตรเข้าไปใหม่ 200 ใบ” ซึ่งรู้ว่าบัตรนี้กากบาทให้ผู้สมัครคนเดียว บัตรที่ถูกหยิบออกต้องเอาไปทำลายด้วยรูปแบบที่เหมาะสมแล้วแต่สถานการณ์ในเขตนั้นๆ
ยังมีรูปแบบ “บัตรเขย่ง” กปน.เอาบัตรออกไปเพื่อเวียนเทียนหย่อนลงในหีบบัตรเลือกตั้ง
และรูปแบบสุดท้ายที่สุดคลาสสิก เจ้าหน้าที่กปน.ลงคะแนนให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ไม่ออกไปใช้สิทธิ รูปแบบเหล่านี้เกิดขึ้นในอดีต และขณะนี้กำลังมีการกล่าวหากันในหลายเขตเลือกตั้ง จนเกิดกระแสเป็นไฟลามทุ่งให้นับใหม่ และกระแสเริ่มรุนแรงขึ้น เมื่อมีเสียงเรียกร้องให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นโมฆะ
ขณะที่สำนักงาน กกต.กวักมือให้คนตรวจสอบรายงานผลการนับคะแนนได้ผ่านเว็บไซต์ของกกต. ที่อยู่ระหว่างดำเนินการนำเข้าข้อมูลรายงานผลการนับคะแนนบัตรเลือกตั้ง รวมถึงข้อสงสัยจำนวนผู้มาใช้สิทธิ สส.เขตและแบบบัญชีรายชื่อต่างกัน ทางกกต.ระบุว่า” สิ่งที่อยู่ในเว็บไซต์เป็นการรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการ ความคลาดเคลื่อนของการคีย์คะแนนของกปน. มีโอกาสผิดพลาดคลาดเคลื่อนได้ ขึ้นอยู่กับการประกาศผลคะแนนอย่างเป็นทางการ ตัวเลขอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อกระบวนการรายงานครบ 100 %”
โมเดลที่ฉายภาพให้เห็นผิดพ.ร.บ.เลือกตั้งสส. ทั้งทุจริตเลือกตั้ง ทั้งผู้ไม่มีสิทธิเอาบัตรลงหีบ ขานนับคะแนนโดยไม่สุจริต รวมถึงการทำลายบัตรเลือกตั้ง และ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ขบวนการเหล่านี้ต้องเป็นผู้มีอิทธิพลอย่างน้อยในระดับจังหวัด ถึงสามารถสยบเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เจ้าหน้าที่กกต.ได้ ใครจะต้องติดคุกติดตาราง ในอดีตก็มีบทเรียนมาแล้ว ตอนนั้นมีเฉพาะอดีตกกต. 3 คนที่ติดคุก แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ ต้องรอดูกลไกรัฐ 7 กกต. ว่าจะจับมือใครดมได้บ้าง
ทางด้านผู้ที่เคยผ่านท้าชนขบวนการโกงการเลือกตั้งมาแล้ว จนรู้ทะลุไส้ขบวนการโกงเลือกตั้ง โดยดร.มานะ มหาสุวีระลัย สว. และอดีตสส. เรียกร้อง 7 อรหันต์กกต.และ 1. เลขาธิการกกต.ให้นับใหม่แบบนี้ว่า 1.จำนวนบัตรที่แต่ละเขตรับมาจาก กกต.กลางและกระจายบัตรเหล่านี้ไปที่แต่ละหน่วยเลือกตั้ง 2.จำนวนบัตรที่เหลือในแต่ละหน่วยเลือกตั้งหลังปิดหีบ และ3.จำนวนผู้มาใช้สิทธิในแต่ละหน่วยเลือกตั้ง ตรวจสอบแค่ 3 ขั้นตอนก็ชัดเจนว่าใครเป็นใคร มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ขอกดดันให้กกต.ต้องทำหน้าที่อย่างโปร่งใส
ส่วนนักการเมืองที่ออกมาเปิดหน้าให้นับคะแนนใหม่มีหลายคน อาทิ นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกฯ และรมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ แกนนำชลบุรี พรรคภูมิใจไทย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผา รองนายกฯและรมว.เกษตรฯ แคนดิเดตนายกฯพรรคกล้าธรรม ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย แคนดิเดตนายกฯ พรรคภูมิใจไทย ระบุถึงการกำชับให้ฝ่ายปกครอง ตำรวจ ช่วยดูแลสถานการณ์ อำนวยความสะดวกให้ประชาชนที่มีข้อสงสัย และถือเป็นสิทธิของประชาชนที่จะออกมาเรียกร้องภายในกรอบกฎหมาย.