กรมทรัพย์สินทางปัญญา คิกอ๊อฟ “IP Finance Thailand” ปลดล็อกสินทรัพย์ทางปัญญาเป็นทุนหมุนเวียนเศรษฐกิจ
กรมทรัพย์สินทางปัญญา เร่งแก้วิกฤตสัดส่วนหลักประกัน IP ต่ำเพียง 0.07% ของมูลค่าสินทรัพย์รวม หวังปูรากฐานระบบนิเวศการเงินเพื่อกลุ่มนวัตกรรมและ SME ผนึกกำลัง 50 องค์กรพันธมิตรทั้งตลาดทุนและสถาบันการเงินชั้นนำ สร้างมาตรฐานประเมินมูลค่าทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้ให้เป็นสากล นำร่องโมเดลต้นแบบ Pilot Project เชื่อมโยงข้อมูลความเสี่ยง สร้างความมั่นใจให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยกู้ด้วยสิทธิบัตรและลิขสิทธิ์
25 มกราคม 2569 - กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ประกาศเดินหน้า โครงการนำร่อง Pilot Project IP Finance Thailand เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ในการนำทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property - IP) มาใช้เป็นเครื่องมือหลักในการระดมทุนและเข้าถึงสินเชื่อของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs และ Startup ที่ถือครองนวัตกรรมแต่ขาดหลักทรัพย์ค้ำประกันประเภทอสังหาริมทรัพย์
การเคลื่อนไหวครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศผ่านนโยบาย Quick Big Win ซึ่งมุ่งเน้นการเปลี่ยนมูลค่าทางความคิดให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ โดยกรมฯ ได้ระดมสมองร่วมกับตัวแทนระดับสูงจากสถาบันการเงิน ภาคการศึกษา และบริษัทมหาชนขนาดใหญ่กว่า 50 แห่ง เพื่ออุดช่องว่างเชิงโครงสร้างที่ฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
สถิติชี้ช่องว่างความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
จากการประเมินสถานการณ์โดย นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา พบว่านับตั้งแต่พระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจมีผลบังคับใช้ในปี 2559 สถิติการนำทรัพย์สินทางปัญญาไปเป็นหลักประกันกลับอยู่ในระดับที่น่ากังวล โดยมีมูลค่าเพียง 14,495 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วนเพียง 0.07% เมื่อเทียบกับมูลค่าทรัพย์สินที่ใช้เป็นหลักประกันทั้งหมดในระบบเศรษฐกิจไทยซึ่งสูงถึง 22.097 ล้านล้านบาท
ความลักลั่นของตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึง "จุดอ่อน" 3 ประการสำคัญในระบบการเงินไทย :
- ความผันผวนด้านการประเมินมูลค่า: การขาดมาตรฐานกลางที่สถาบันการเงินให้การยอมรับในการตีมูลค่าสิทธิบัตรหรือเครื่องหมายการค้า
- ความเสี่ยงเชิงบริหารจัดการ: สถาบันการเงินยังขาดความมั่นใจในกลไกการยึดหรือจำหน่ายทรัพย์สินที่จับต้องไม่ได้เมื่อเกิดเหตุผิดนัดชำระหนี้
- ปัญหาข้อมูลไซโล (Data Silos): ข้อมูลสถานะของทรัพย์สินทางปัญญาและการจดทะเบียนหลักประกันยังไม่เชื่อมโยงกันอย่างสมบูรณ์ระหว่างหน่วยงานรัฐและภาคธนาคาร
"กรมฯ มีความตั้งใจที่จะเดินหน้าผลักดันการแปลงทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นสินทรัพย์ทางการเงิน เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำไปต่อยอดสร้างรายได้ให้เกิดผลได้จริง สอดคล้องกับนโยบายที่มุ่งยกระดับทรัพย์สินทางปัญญาให้เป็นกลไกสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ" - นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม
ยุทธศาสตร์ 2 แกนหลัก: ยกระดับบุคลากร และ โครงการนำร่อง (Pilot Project)
ในการประชุมโต๊ะกลม Thailand IP Finance & Valuation Connect 2026 ได้ข้อสรุปเชิงยุทธศาสตร์ที่จะขับเคลื่อนผ่าน 2 กลไกสำคัญเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคธนาคารและนักลงทุน ดังนี้ :
1. การปฏิรูปทักษะและมาตรฐานการประเมิน (Valuation Standard) :
บูรณาการร่วมกับสมาคมผู้ประเมินค่าทรัพย์สินแห่งประเทศไทย (VAT) และสถาบันการศึกษาเพื่อสร้างหลักสูตรเฉพาะทาง พัฒนาบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญในการวิเคราะห์มูลค่าทางเศรษฐกิจของนวัตกรรม รวมถึงฝึกอบรมผู้ประกอบการในการเขียนแผนธุรกิจเพื่อเสนอขอสินเชื่อโดยใช้ IP เป็นฐาน
2. การรันระบบในสภาวะจริง (Pilot Implementation) :
เปิดรับสมัครผู้ประกอบการนวัตกรรม นักประเมิน และสถาบันการเงิน เพื่อเข้าร่วมโครงการนำร่องในการประเมินมูลค่าและยื่นหลักประกันจริง ซึ่งข้อมูลจากโครงการนี้จะถูกนำมาใช้ในการออกเกณฑ์การบริหารความเสี่ยงและแนวปฏิบัติสำหรับการขยายผลสู่ระดับประเทศ
เสียงสะท้อนจากภาคเอกชนและสถาบันการเงิน
ความสำเร็จของโครงการนี้จำเป็นต้องอาศัยการสนับสนุนจาก "ผู้เล่นหลัก" ในตลาดทุน โดยในการระดมความเห็นครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากผู้นำองค์กร อาทิ นายกฤษณ์ จันทโนทก ซีอีโอธนาคารไทยพาณิชย์ และ ดร. บุรณิน รัตนสมบัติ จาก ปตท. ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภาคธุรกิจขนาดใหญ่และสถาบันการเงินเริ่มให้ความสำคัญกับสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ (Intangible Assets) ในฐานะเครื่องมือสร้างความยั่งยืนทางการเงิน
ความเชื่อมั่นจากสถาบันการเงินถือเป็นจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายที่จะทำให้ IP Finance เกิดขึ้นจริง หากธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) อย่าง SME D Bank หรือ บสย. เข้ามารับประกันความเสี่ยงในส่วนนี้ จะส่งผลให้เม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจไหลเวียนเข้าสู่ภาคการวิจัยและพัฒนามากขึ้น ลดการพึ่งพาเงินกู้แบบเดิมที่ต้องใช้ที่ดินหรืออาคารเป็นตัวตั้งต้น
"การประชุมครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการวางรากฐานด้าน IP Finance ของประเทศไทย ผ่านการแลกเปลี่ยนมุมมองและศึกษาตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จจากต่างประเทศ เพื่อออกแบบ Pilot Project ให้สอดคล้องกับบริบทของไทย" - นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม
การขับเคลื่อนโครงการ IP Finance Thailand จึงไม่ใช่เพียงแค่การเปิดช่องทางกู้เงินใหม่ แต่คือการปรับโครงสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจของไทยให้เข้าสู่ยุคเศรษฐกิจฐานความรู้ (Knowledge-based Economy) อย่างเต็มตัว เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและความสามารถในการแข่งขันในระดับสากลในระยะยาว