“สหรัฐ” ยันดีลการค้าไม่ล่ม ย้ำคู่ค้าต้องยึดมั่นข้อตกลงภาษี ขณะทรัมป์ตั้งหลักเดินเกมใหม่
เจ้าหน้าที่ สหรัฐ ระบุข้อตกลงการค้ากับจีน อียู ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ยังมีผลบังคับใช้ พร้อมเดินหน้านโยบายภาษีเชิงรุกต่อไป แม้ศาลฎีกาตีตกอำนาจใช้กฎหมายฉุกเฉิน
วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 05.36 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐ ระบุว่า ความพ่ายแพ้ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อศาลฎีกาสหรัฐในประเด็นอำนาจการใช้กฎหมายฉุกเฉินเพื่อกำหนดภาษีศุลกากร จะไม่ทำให้ข้อตกลงการค้าที่สหรัฐเจรจากับประเทศคู่ค้าหลักต้องล่มลง พร้อมย้ำว่ารัฐบาลยังคงเดินหน้านโยบายการค้าเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง
เจมีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ให้สัมภาษณ์รายการ Face the Nation ของสถานี CBS เมื่อวันอาทิตย์ว่า ข้อตกลงการค้าที่รัฐบาลสหรัฐทำไว้กับประเทศคู่ค้า อาทิ จีน สหภาพยุโรป (EU) ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ยังคงมีผลบังคับใช้อยู่ และควรแยกออกจากแผนการเรียกเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกในอัตรา 15% ที่ทรัมป์ประกาศเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา
“เราต้องการให้ประเทศคู่ค้าเข้าใจว่า ข้อตกลงเหล่านี้เป็นข้อตกลงที่ดี และเราจะยึดมั่นในข้อตกลงเหล่านั้น เช่นเดียวกับที่คาดหวังให้คู่ค้าปฏิบัติตาม” เกรียร์กล่าว
อย่างไรก็ตามความไม่แน่นอนด้านนโยบายได้สร้างแรงเสียดทานกับประเทศคู่ค้า โดย ประธานคณะกรรมาธิการด้านการค้าของรัฐสภายุโรป ระบุว่า จะเสนอให้ระงับกระบวนการให้สัตยาบันข้อตกลงการค้าระหว่าง EU กับสหรัฐไว้ก่อน จนกว่ารัฐบาลทรัมป์จะชี้แจงทิศทางนโยบายให้ชัดเจน ขณะที่ทางการอินเดียอ้างเหตุผลเดียวกันในการเลื่อนการเจรจากับสหรัฐในสัปดาห์นี้ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสรุปข้อตกลงการค้าชั่วคราว
คำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐที่เพิกถอนการใช้อำนาจฉุกเฉินของทรัมป์ในการกำหนดภาษี เกิดขึ้นก่อนการเยือนจีนของทรัมป์ในเดือนหน้า โดยเกรียร์ ระบุว่าสหรัฐยังมีเครื่องมือทางการค้าอื่น ๆ ให้ใช้สร้างอำนาจต่อรอง เช่น การสอบสวนแนวปฏิบัติทางการค้าของประเทศต่าง ๆ พร้อมชี้ว่าสหรัฐมีการจัดเก็บภาษีกับจีนอยู่แล้ว และมีการเปิดการสอบสวนหลายกรณี
ทรัมป์มีกำหนดพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ระหว่างการเยือนจีนตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม โดย เกรียร์ กล่าวว่า ผู้นำทั้งสองมีความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่ง และสหรัฐยังคงจัดเก็บภาษีเฉลี่ยต่อสินค้าจีนในระดับราว 40% แม้ไม่ได้อาศัยกฎหมายฉุกเฉินที่ศาลฎีกาตีตกไปแล้ว
แม้นโยบายการค้าของทรัมป์ส่วนใหญ่ถูกจำกัดโดยคำตัดสินของศาลฎีกา แต่แนวทางดังกล่าวยังคงสร้างความไม่พอใจให้กับประเทศคู่ค้าทั่วโลก รวมถึง EU โดยเกรียร์ระบุว่าได้หารือกับคู่เจรจาฝั่งยุโรปในช่วงสุดสัปดาห์ และเตรียมพูดคุยกับประเทศคู่ค้ารายสำคัญอื่น ๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น
ด้าน คณะกรรมาธิการยุโรป ออกแถลงการณ์ว่า ต้องการความชัดเจนอย่างเต็มที่เกี่ยวกับขั้นตอนต่อไปของรัฐบาลสหรัฐ พร้อมย้ำว่า ข้อตกลงคือข้อตกลง และคาดหวังให้สหรัฐปฏิบัติตามพันธกรณีภายใต้ข้อตกลงการค้าที่ลงนามไว้เมื่อเดือนสิงหาคม
ขณะเดียวกัน คริสติน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป (ECB) ระบุว่า เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่การค้าโลกต้องได้รับความชัดเจนจากรัฐบาลสหรัฐ และหวังว่านโยบายต่าง ๆ จะถูกออกแบบอย่างรอบคอบ และสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ กล่าวว่า รัฐบาลได้ติดต่อกับประเทศคู่ค้าแล้ว และหลายประเทศพอใจกับข้อตกลงด้านภาษี พร้อมย้ำว่าข้อตกลงเหล่านี้จะไม่ถูกเปลี่ยนแปลง
อย่างไรก็ตาม ดอน เบคอน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรครีพับลิกัน ซึ่งคัดค้านนโยบายภาษีของทรัมป์ ระบุผ่านโซเชียลมีเดียว่า คำสั่งเก็บภาษีทั่วโลก 15% ฉบับใหม่จะไม่ยืนยาว พร้อมชี้ว่าการใช้อำนาจตามมาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ซึ่งอนุญาตให้ประธานาธิบดีเรียกเก็บภาษีได้นาน 150 วันโดยไม่ต้องผ่านสภาคองเกรสนั้น เป็นสิ่งที่ขัดรัฐธรรมนูญ และเป็นทั้งนโยบายที่ย่ำแย่และการเมืองที่ผิดพลาด
ทั้งนี้เกรียร์ส่งสัญญาณว่า ประเทศคู่ค้าไม่ควรคาดหวังการผ่อนคลายภาษีจากคำตัดสินของศาลฎีกา โดยระบุว่า ภาษีทั่วโลก 15% ที่ทรัมป์ประกาศ มีระดับใกล้เคียงกับภาษีที่เคยใช้ภายใต้กฎหมาย IEEPA และรัฐบาลต้องการรักษาความต่อเนื่องของนโยบายการค้าให้ได้มากที่สุด
อ้างอิง : www.bloomberg.com