เบาหวาน VS ไทรอยด์ 2 กลไกฮอร์โมนที่ทำให้ "น้ำหนักขึ้นง่าย ลงยาก"
หลายคนพยายามควบคุมอาหาร ออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่ตัวเลขบนตาชั่งกลับไม่ขยับอย่างที่คาดหวัง บางคนน้ำหนักลดลงได้เล็กน้อย แล้วก็เด้งกลับขึ้นใหม่อย่างรวดเร็ว ซึ่งในความเป็นจริง ‘น้ำหนักตัว’ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณอาหารเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับระบบฮอร์โมนที่ควบคุมการเผาผลาญและการจัดเก็บพลังงานในร่างกาย โดยเฉพาะ “อินซูลิน” และ “ฮอร์โมนไทรอยด์” ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อสมดุลน้ำหนักอย่างมาก
เช็กด่วน! 7 สัญญาณเตือนโรคไต ปัสสาวะมีฟอง ปวดหลัง ต้องระวัง
เตือน “อีสุกอีใส” ระบาด เด็กป่วยมาก ผู้ใหญ่เสี่ยงอาการรุนแรง
กลไก 2 ระบบ ที่ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นแบบผิดปกติ
‘เบาหวาน’ สัมพันธ์กับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น
โรคเบาหวาน หรือ Diabetes Mellitus (DM) เกี่ยวข้องโดยตรงกับฮอร์โมน “อินซูลิน” ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยช่วยนำกลูโคสเข้าสู่เซลล์เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงาน ในผู้ที่มีภาวะดื้อต่ออินซูลิน (Insulin Resistance) ร่างกายจะตอบสนองต่ออินซูลินได้ไม่ดี ทำให้ต้องผลิตอินซูลินมากขึ้นเพื่อควบคุมระดับน้ำตาล ดังนั้น ระดับอินซูลินที่สูงต่อเนื่องจึงมีผลไปกระตุ้นการสะสมไขมัน โดยเฉพาะบริเวณช่องท้อง
ผู้ที่อยู่ในภาวะก่อนเป็นเบาหวาน หรือเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 จึงอาจพบว่า ตัวเองน้ำหนักเพิ่มขึ้นง่าย และลดได้ยาก แม้ควบคุมอาหารในระดับหนึ่งแล้วก็ตาม นอกจากนี้ ภาวะน้ำตาลในเลือดแกว่ง ยังไปกระตุ้นความหิวและความอยากอาหาร ทำให้เราควบคุมพฤติกรรมการกินได้ยากขึ้นโดยไม่รู้ตัว
สัญญาณเตือนเสี่ยง ‘เบาหวาน’ ที่ควรสังเกต!
- น้ำหนักและสัดส่วนเพิ่มขึ้นตรงบริเวณรอบเอว
- รู้สึกอ่อนเพลียหลังรับประทานอาหาร
- หิวบ่อย หรืออยากของหวาน
- ค่าน้ำตาลในเลือดหรือ HbA1c สูงกว่าปกติ
‘ไทรอยด์’ สัมพันธ์กับการเผาผลาญที่ช้าลง
ต่อมไทรอยด์ ทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนที่ควบคุมอัตราการเผาผลาญพื้นฐานของร่างกาย หรือ Basal Metabolic Rate (BMR) หากเปรียบเทียบร่างกายเหมือนเครื่องยนต์ ไทรอยด์ก็คือตัวควบคุมความเร็วรอบนั่นเอง
ภาวะไทรอยด์ต่ำ (Hypothyroidism)
การเผาผลาญจะช้าลง ทำให้ร่างกายใช้พลังงานลดลง ถึงแม้จะทานปริมาณอาหารเท่าเดิม จึงส่งผลให้น้ำหนักเพิ่มได้ง่ายขึ้น บางรายอาจมีอาการบวมน้ำร่วมด้วย ทำให้น้ำหนักเพิ่มโดยไม่ได้เกิดจากไขมันเพียงอย่างเดียว
อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่
- เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง
- หนาวง่าย
- ผิวแห้ง ผมร่วง
- ท้องผูก
- น้ำหนักเพิ่มแม้รับประทานไม่มาก
ภาวะนี้สามารถตรวจประเมินได้จากระดับฮอร์โมน เช่น TSH และ Free T4
ภาวะไทรอยด์ทำงานเกิน (Hyperthyroidism)
ต่อมไทรอยด์จะผลิตฮอร์โมนมากกว่าปกติ ส่งผลให้อัตราการเผาผลาญพื้นฐานของร่างกาย (Basal Metabolic Rate: BMR) สูงขึ้น ร่างกายจึงใช้พลังงานมากกว่าปกติ แม้จะรับประทานอาหารในปริมาณเท่าเดิม แต่น้ำหนักตัวอาจลดลงได้โดยไม่ตั้งใจ บางรายอาจรับประทานเพิ่มขึ้นแต่ยังคงน้ำหนักลด เนื่องจากร่างกายเผาผลาญพลังงานรวดเร็วเกินสมดุล
อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่
- ใจสั่น มือสั่น ชีพจรเต้นเร็ว
- เหงื่อออกมาก
- ขี้ร้อน
- รู้สึกอ่อนเพลีย หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรง
ภาวะดังกล่าวสะท้อนถึงความผิดปกติของสมดุลฮอร์โมน จึงอาจส่งผลกระทบต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด มวลกระดูก และการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและดูแลอย่างเหมาะสมนั่นเอง
ความแตกต่างระหว่าง ‘เบาหวาน’ VS ‘ไทรอยด์’
แม้ทั้งเบาหวานและภาวะไทรอยด์ต่ำจะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้ แต่กลไกของร่างกายกลับทำงานแตกต่างกัน
- เบาหวาน เกี่ยวข้องกับการ ‘จัดการน้ำตาลและการสะสมไขมัน’
- ส่วนไทรอยด์ต่ำ เกี่ยวข้องกับ ‘ความเร็วของการเผาผลาญพลังงาน’
ในบางกรณี อาการอาจคล้ายกัน เช่น เหนื่อยง่าย น้ำหนักเพิ่ม สมาธิลดลง ทำให้ยากต่อการแยกแยะด้วยตนเอง และในบางคนอาจพบทั้ง 2 ภาวะนี้ร่วมกัน โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความผิดปกติของภูมิคุ้มกัน ดังนั้น การวินิจฉัยควรอาศัยการตรวจเลือดและการประเมินโดยแพทย์ ไม่ควรสรุปเองจากอาการเพียงอย่างเดียว
ควรตรวจอะไร? เมื่อสงสัยว่าฮอร์โมนมีปัญหา
การตรวจพื้นฐานที่มักใช้ประเมิน ได้แก่
- ระดับน้ำตาลในเลือด (Fasting Plasma Glucose)
- HbA1c
- ระดับฮอร์โมนไทรอยด์ เช่น TSH และ Free T4
พราะการตรวจเหล่านี้ช่วยให้เห็นภาพรวมของระบบเผาผลาญและฮอร์โมนได้ชัดเจนขึ้น ก่อนวางแผนการรักษาหรือการควบคุมน้ำหนักอย่างเหมาะสม
น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นไม่ได้สะท้อนเพียงวินัยหรือพฤติกรรมเสมอไป เพราะระบบฮอร์โมนมีอิทธิพลอย่างมากต่อการเผาผลาญ การสะสมพลังงาน และระดับความหิว การพยายามลดน้ำหนักโดยไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง อาจทำให้รู้สึกท้อแท้และหมดกำลังใจ การประเมินสุขภาพอย่างเหมาะสมจะช่วยให้การดูแลตัวเองตรงจุด และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้น การดูแลน้ำหนักอย่างยั่งยืน ไม่ได้เริ่มจากการพยายามให้มากขึ้นเสมอไป แต่อาจเริ่มจากการทำความเข้าใจว่า “ระบบใดในร่างกายกำลังทำงานผิดสมดุล” แล้วจึงค่อยๆ ปรับแก้อย่างถูกต้องและเหมาะสมกับแต่ละบุคคล
‘Diabetes & Thyroid Can Check’ ดูแลมากกว่าค่าตัวเลข เพื่อสุขภาพที่มั่นคงในระยะยาว
Diabetes & Thyroid Can Check โปรแกรมตรวจติดตามและดูแลสุขภาพแบบองค์รวม สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคไทรอยด์ ต่อเนื่องตลอด 1 ปี ซึ่งต้องได้รับการประเมินจากอายุรแพทย์ต่อมไร้ท่ออย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่เพียงแพ็กเกจตรวจสุขภาพทั่วไป แต่เป็นระบบการดูแลที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ป่วยโรคเรื้อรังสามารถติดตามผลการรักษา ปรับพฤติกรรม และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนได้ในอนาคต เพราะการควบคุมโรคเรื้อรังที่ดี ไม่ใช่เพียงการรักษาเมื่อมีอาการ แต่คือการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาสมดุลสุขภาพในทุกมิติของชีวิตนั่นเอง
ขอบคุณข้อมูลจาก : โรงพยาบาลเครือพญาไท