โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ไทยเครดิต โตอย่างแตกต่าง ปักหมุดปี’72 ยกระดับสู่ธนาคารขนาดกลาง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 08 มี.ค. เวลา 07.31 น. • เผยแพร่ 08 มี.ค. เวลา 07.31 น.
รอยย์ ออกุสตินัส กุนารา

19 ปีแล้วในการดำเนินธุรกิจแบงก์ของ “ธนาคารไทยเครดิต” จาก “ธนาคารเพื่อรายย่อย” สู่ “ธนาคารพาณิชย์เต็มรูปแบบ” กระทั่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อปี 2567 ภายใต้โมเดลธุรกิจที่เน้นกลุ่มลูกค้ารายย่อย (Micro SMEs, Micro Credit) ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แบงก์มีพัฒนาการการเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดพอร์ตสินเชื่อคงค้าง ณ สิ้นปี 2568 อยู่ที่ 1.81 แสนล้านบาท มีฐานลูกค้า 3.05 แสนราย และมีกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ผลงานปี’68 โตสูงกว่าอุตสาหกรรม

ล่าสุด “รอยย์ ออกุสตินัส กุนารา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยเครดิต จำกัด (มหาชน) หรือ CREDIT แถลงว่า ผลงานในปี 2568 ไทยเครดิตมีอัตราการเติบโตแข็งแกร่งในกลุ่ม Micro SMEs และ Micro Credit สูงกว่าที่ประเมินไว้ จากเดิมที่คาดว่าสินเชื่อจะขยายตัวได้เพียง 10% แต่สุดท้ายเติบโตได้ถึง 11.5% ขยายตัวสูงกว่าอุตสาหกรรมที่เติบโตเพียง 1.3% จึงเป็นส่วนที่ทำให้กำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 4,016 ล้านบาท เติบโต 10.8% เทียบกับอุตสาหกรรมที่เติบโตแค่ 4.1%

เป้าโต 11% เจาะ Underserved

สำหรับแผนธุรกิจในปี 2569 นี้ “รอยย์” กล่าวว่า ไทยเครดิตตั้งเป้าการเติบโตของสินเชื่อเป็นเลข 2 หลัก หรือสูงกว่า 11% ขึ้นไป โดยยังคงเน้นกลุ่มลูกค้ารายย่อย เนื่องจากสัดส่วนพอร์ตส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่ม Micro SMEs, Nano SMEs ซึ่งเป็นกลุ่มที่ธนาคารมีความเชี่ยวชาญ แบ่งเป็นกลุ่ม Micro SMEs สัดส่วนประมาณ 86% ของยอดสินเชื่อคงค้าง กลุ่ม Micro Credit 12% กลุ่มสินเชื่อบ้านเป็นหลักประกัน 15% และบุคคล 5% อย่างไรก็ดี พบว่ากลุ่มที่สร้างการเติบโตได้ดีในปีที่ผ่านมาจะเป็นกลุ่ม Micro SMEs ที่ขยายตัวสูง 13.1% มียอดสินเชื่อคงค้างราว 1.23 แสนล้านบาท

โดยปีนี้จะเน้นกลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึงสถาบันการเงิน (Underserved) เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีต้นทุนในการให้บริการค่อนข้างสูง ทำให้ธนาคารในระบบไม่ได้เข้าไปปล่อยสินเชื่อกลุ่มนี้มากนัก ซึ่งเป็นโอกาสของไทยเครดิตที่จะเข้าไปขยายฐานลูกค้ากลุ่มนี้

“การขยายเป้าหมายไปสู่กลุ่ม Underserved และ Micro SMEs ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้นทุนในการให้บริการค่อนข้างสูง ต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยมากขึ้น เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงลูกค้า โดยจะมีเครื่องมือให้กับพนักงานที่เป็น Advisory ซึ่งพนักงานจะมีข้อมูลลูกค้าที่ตัวเองดูแลทั้งหมด มีแผนการในการหาลูกค้า และให้บริการลูกค้า โดยลูกค้าไม่ต้องมาสาขา เนื่องจากลูกค้าส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการรายย่อย พ่อค้าแม่ค้า ไม่ต้องทิ้งร้านมาธนาคารเพื่อทำธุรกรรม ตรงนี้เป็นจุดแข็งของเรา”

ไทยเครดิต

ทุ่มลงทุน-ทรานส์ฟอร์มสู่ “ดิจิทัลแบงก์”

“รอยย์” กล่าวอีกว่า เพื่อการเข้าถึงลูกค้า และลดต้นทุนค่าใช้จ่าย ธนาคารได้ลงทุนในการปรับเปลี่ยนระบบเทคโนโลยี (Digital Transformation) ซึ่งเริ่มดำเนินงานมาแล้วในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งจากการพัฒนาดังกล่าว ทำให้ต้นทุนปรับลดลง ธนาคารตั้งเป้ายกระดับแพลตฟอร์มครั้งใหญ่ เพื่อเปลี่ยนผ่านไปสู่ Digital Banking ให้ครบวงจร ผ่าน 3 โครงการ ได้แก่ 1.Micro Pay ที่มีการย้ายขึ้นสู่แพลตฟอร์มใหม่ตั้งแต่ไตรมาสที่ 4/2568 เพื่อความคล่องตัวและฟีเจอร์ใหม่ 2.Alpha SME ซึ่งเป็นการบัญชีวงเงิน O/D ให้ลูกค้าสามารถโอนเงินไปบัญชีธนาคารอื่นได้

และ 3.ระบบ Core Banking ใหม่ ซึ่งจะเป็นการช่วยในเรื่องหาลูกค้าใหม่ และสร้างการเติบโต เพื่อเข้าสู่ Digital Full Platform คาดว่าภายในต้นปี 2570 จะแล้วเสร็จ ซึ่งจะช่วยให้ธนาคารคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้นในการทำธุรกิจ การออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่าง ๆ เนื่องจากที่ผ่านมาธนาคารจะต้องมีการอัพเกรดระบบต่อเนื่อง เพราะเป็นระบบเก่า ซึ่งใช้เวลาค่อนข้างนาน

อย่างไรก็ดี การยกระดับการ Transform สู่ Digital Bank ใช้งบประมาณการลงทุนราว 600 ล้านบาท คาดว่าการยกระดับ Core Banking จะช่วยในการเข้าถึงลูกค้าใหม่ ลดค่าใช้จ่าย และต้นทุนในการดำเนินการ เนื่องจากการนำเทคโนโลยีมาใช้ โดยภายใน 2-3 ปี ค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost to Income) จะปรับลดลงต่ำกว่า 40% และคาดหวังว่าจะมีช่วยสนับสนุนให้การทำงานมีประสิทธิภาพ จะทำให้ผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE) จะเพิ่มขึ้นแตะ 20% จากปัจจุบันอยู่ที่ 16.3% ได้ในอนาคต ถือว่าสูงที่สุดในอุตสาหกรรมธนาคารที่เฉลี่ยอยู่ที่ 9.7%

“การลงทุนทางด้านเทคโนโลยีจะช่วยตอบโจทย์แผนระยะยาว ซึ่งเรามองว่าในโลกอนาคตเป็นโลกของการแข่งขันสูงในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ซึ่งไทยเครดิตเป็นธนาคารขนาดเล็ก จึงจำเป็นต้องลงทุนทางด้านเทคโนโลยีให้มาก นอกจากลดต้นทุน การเข้าถึงลูกค้า และยังช่วยเรื่องการเติบโตระยะยาวอย่างยั่งยืน”

หนี้เสีย-NIM ลดลงต่อเนื่อง

สำหรับแนวโน้มหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) มีพัฒนาการที่ดีขึ้น โดยในปี 2568 มีหนี้เสียอยู่ที่ 4.2% จากปีก่อนอยู่ที่ 4.4% หากเทียบกับอุตสาหกรรม หนี้เอ็นพีแอลเอสเอ็มอีอยู่ที่ 10.7% ส่วนหนึ่งมาจามาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ และมาตรการของธนาคารที่ออกมาต่อเนื่อง รวมถึงการระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ ส่งผลให้ลูกค้าสินเชื่อกล่าวถึงเป็นพิเศษ (Stage2) และสินเชื่อค้างชำระเกิน 90 วัน (Stage3) ปรับลดลง แม้ว่าธนาคารจะมุ่งเน้นปล่อยสินเชื่อในกลุ่มความเสี่ยงสูง (High Risk) ก็ตาม โดยในปี 2569 เชื่อว่าทิศทางเอ็นพีแอลจะอยู่ในระดับต่ำกว่า 4.5%

ขณะที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ยังคงเป็นทิศทางขาลง เนื่องจากมีปัจจัยทางด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในช่วงขาลง โดยมีการปรับดอกเบี้ยไปแล้ว 4 ครั้ง รวมถึงมาตรการภาครัฐผ่านโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ที่มีการปรับลดดอกเบี้ยให้ลูกค้า จึงเป็นแรงกดดันต่อ NIM ซึ่งในปี 2568 อยู่ที่ 7.7% ลดจากปี 2567 อยู่ที่ 8.6%

“แม้ว่า NIM ของธนาคารจะปรับลดลง แต่ยังคงสูงกว่าภาพรวมอุตสาหกรรมที่เฉลี่ยอยู่ที่ 3.7% ซึ่งในปี 2569 คาดว่าแนวโน้มจะปรับลดลงเล็กน้อยอยู่ในกรอบ 7.5-8%”

ยกระดับสู่ “ธนาคารขนาดกลาง”

“ซีอีโอไทยเครดิต” กล่าวว่า ธนาคารตั้งเป้ายกระดับสู่ “ธนาคารขนาดกลาง” ภายในปี 2572 โดยการจะไปถึงจุดนั้น พอร์ตสินเชื่อจะต้องเติบโต 2 เท่า หรือมียอดคงค้างอยู่ที่ 2.8-3 แสนล้านบาท และกำไรเติบโตต่อเนื่อง

“จุดเริ่มในการก่อตั้ง 19 ปีที่ผ่านมา เรามีความตั้งใจเป็นธนาคารพาณิชย์ ช่วงปี 2555-2560 เรามุ่งเน้นธุรกิจไมโครเอสเอ็มอี จึงเกิดเป็นโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ ผ่านสาขาที่มีกว่า 533 แห่ง แล้วยังเป็นธนาคารแรกที่ทำ Micro Loan ทำให้ธนาคารเป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้าเหล่านี้ ซึ่งการจะเข้าถึงจะต้องมีความเข้าใจลูกค้า โดยโมเดลที่แตกต่างทำให้เราเติบโตต่อเนื่องอย่างแข็งแกร่ง และจะก้าวต่อไปสู่เป้าหมายธนาคารขนาดกลางได้”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ไทยเครดิต โตอย่างแตกต่าง ปักหมุดปี’72 ยกระดับสู่ธนาคารขนาดกลาง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...