โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ความสำคัญของช่องแคบฮอร์มุซ ถ้าสงครามอิหร่านยืดเยื้อ 6-12 เดือน เศรษฐกิจโลกและไทยจะเจออะไร?

The Bangkok Insight

อัพเดต 08 มี.ค. เวลา 15.13 น. • เผยแพร่ 08 มี.ค. เวลา 15.13 น. • The Bangkok Insight

"วรภัค" ประเมินสงครามอิหร่าน ถ้ายืดเยื้อ 6–12 เดือน เศรษฐกิจโลกและไทยจะเจออะไร ชี้ปิดช่องแคบฮอร์มุซสนิท ยังน่ากลัวน้อยกว่าปล่อยคาราคาซัง ให้ผ่านแบบแพงขึ้น ช้าลง และเสี่ยงขึ้น กัดกร่อนเศรษฐกิจโลก

ถ้าสงครามอิหร่านยืดเยื้อ 6-12 เดือน เศรษฐกิจโลกและไทยจะเจออะไร?

สงครามอิหร่าน

ภาพที่น่ากังวลที่สุดอาจไม่ใช่ฉากปิดช่องแคบฮอร์มุซสนิท เพราะกรณีนั้นตลาดจะตกใจแรงแต่ตอบสนองเร็วกว่า ทั้งการระบายสต็อก การแทรกแซงทางทหาร และแรงกดดันทางการทูต สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือกรณี คาราคาซัง เรือยังผ่านได้ แต่ผ่านแบบแพงขึ้น ช้าลง และเสี่ยงขึ้นทุกสัปดาห์ เพราะสถานการณ์เช่นนี้จะค่อย ๆ กัดกินเศรษฐกิจโลก ทำให้เงินเฟ้อกลับมาดื้อด้าน การลดดอกเบี้ยช้าลง และความเชื่อมั่นภาคธุรกิจค่อย ๆ เสื่อมลงโดยไม่มีจุดแตกหักชัดเจน

ช่องแคบฮอร์มุซ ยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ของตลาดพลังงานโลกอย่างแท้จริง ในปี 2567 มีน้ำมันไหลผ่านเฉลี่ยราว 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 20% ของการบริโภคน้ำมันโลก และยังเป็นทางผ่านของ LNG โลกอีกราวหนึ่งในห้า ที่สำคัญคือทางเลือกเลี่ยงช่องแคบมีอยู่จริงแต่มีจำกัด โดย EIA ประเมินว่ากำลังส่งผ่านท่อของซาอุฯ และ UAE ที่อาจใช้เลี่ยงฮอร์มุซได้มีเพียงบางส่วนเท่านั้น จึงช่วยบรรเทาได้ แต่ทดแทนไม่ได้ทั้งหมด

ภายใต้สมมติฐานนี้ ราคาน้ำมันมีแนวโน้มยืนสูงกว่าฐานเดิมต่อเนื่องมากกว่าพุ่งแบบครั้งเดียวแล้วจบ กล่าวในเชิงตลาดคือ Brent อาจเฉลี่ยสูงกว่ากรณีปกติราว 10–25% ตลอดหลายไตรมาส มากกว่าจะกระโดดไปสู่ระดับวิกฤตแบบ 1970s ในทันที เหตุผลคือ การชะงักของการขนส่ง ค่าประกันภัยเรือที่แพงขึ้น การ reroute และการหยุดส่งออกบางช่วง จะทำให้ต้นทุนพลังงานสูงขึ้นแม้ supply จะไม่หายไปหมด. Reuters รายงานแล้วว่า ความขัดแย้งเพียงสัปดาห์แรกก็ทำให้ผู้ผลิตบางรายเริ่มลดกำลังผลิตหรือจัดการ output เพราะข้อจำกัดด้านการส่งออกและการเก็บสต็อก

ผลต่อเศรษฐกิจโลกจะมาในรูป ภาษีล่องหน มากกว่าการล่มแบบเฉียบพลัน IMF ระบุว่าถ้าราคาพลังงานสูงขึ้น 10% และค้างอยู่หนึ่งปี จะดันเงินเฟ้อโลกขึ้นราว 0.4 จุด และกดการเติบโตลงราว 0.1–0.2 จุด ซึ่งฟังดูไม่มาก แต่ในโลกที่โตช้าอยู่แล้ว ตัวเลขระดับนี้เพียงพอจะทำให้หลายประเทศจากที่ อ่อนแรง กลายเป็น เปราะบาง โดยเฉพาะประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิและประเทศหนี้สูง

ดังนั้น สิ่งที่ธนาคารกลางหลักจะเผชิญคือ trade-off ที่สกปรกและไม่น่าพอใจมาก เศรษฐกิจชะลอ แต่เงินเฟ้อ headline กลับเด้งขึ้นจากพลังงาน นั่นหมายความว่า Fed, ECB และ BoE มีแนวโน้ม ไม่รีบลดดอกเบี้ยตามที่ตลาดเคยหวัง มากกว่าจะกลับไปขึ้นดอกเบี้ยรอบใหม่ ผลที่ตามมาคืออัตราดอกเบี้ยระยะสั้นลงช้ากว่าคาด ส่วนระยะยาวมีแรงกดจาก risk premium เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เส้นอัตราผลตอบแทนอาจ steepen แบบค่อยเป็นค่อยไป

ผู้แพ้เชิงโครงสร้างของสถานการณ์นี้ค่อนข้างชัด ฝั่งแรกคือ ยุโรป เพราะยังเป็นผู้นำเข้าพลังงานสุทธิและอุตสาหกรรมหลายส่วนอ่อนไหวต่อก๊าซและไฟฟ้า ฝั่งที่สองคือเอเชียผู้นำเข้าพลังงาน โดยเฉพาะประเทศที่พึ่งน้ำมันและ LNG ตะวันออกกลางสูง

Reuters ระบุว่า เอเชียนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางราว 60% ของความต้องการทั้งหมด และ EIA ระบุว่า 84% ของ crude/condensate และ 83% ของ LNG ที่ผ่านฮอร์มุซในปี 2567 ไปยังเอเชียเป็นหลัก จึงไม่น่าแปลกที่เอเชียจะเป็นภูมิภาคที่รับแรงกระแทกเต็ม ๆ หากเส้นทางนี้ติดขัดยืดเยื้อ

ในทางกลับกัน ผู้ชนะจะกระจุกอยู่ในประเทศผู้ผลิตนอกจุดเสี่ยง เช่น สหรัฐ แคนาดา บราซิล นอร์เวย์ และบางส่วนของแอฟริกา เพราะขายได้ในราคาสูงขึ้นโดยไม่แบก geopolitical discount เท่าผู้ผลิตอ่าวเปอร์เซีย สหรัฐเองพึ่งพาฮอร์มุซโดยตรงน้อยกว่ามาก เพราะในปี 2567 นำเข้าน้ำมันผ่านเส้นทางนี้เพียงราว 0.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็น 7% ของการนำเข้าน้ำมันดิบของสหรัฐ และเพียง 2% ของการบริโภคน้ำมันเหลวในประเทศ

หากซูมมาที่ประเทศไทย ภาพจะน่ากังวลกว่า เศรษฐกิจใหญ่บางประเทศ เพราะไทยเป็น ผู้นำเข้าพลังงานสุทธิ และยังพึ่งพาตะวันออกกลางค่อนข้างมาก S&P Global รายงานว่าปี 2568 ไทยนำเข้าน้ำมันดิบและคอนเดนเสทจากตะวันออกกลางราว 491,500 บาร์เรลต่อวัน และในปี 2569 สัดส่วนจากภูมิภาคนี้เกิน 51% ของการนำเข้าทั้งหมดแล้ว ขณะเดียวกันสื่อในไทยอ้างงานวิเคราะห์ว่ามูลค่านำเข้าพลังงานสุทธิของไทยในปี 2568 อยู่แถว 6% ของ GDP ซึ่งสูงในเชิงเอเชีย

ความเสี่ยงของไทยไม่ได้อยู่แค่น้ำมันรถยนต์ แต่ลามไปถึงไฟฟ้าด้วย เพราะระบบพลังงานไทยยังอิงก๊าซธรรมชาติสูง ข้อมูลอุตสาหกรรมล่าสุดระบุว่าไฟฟ้าที่ใช้ในไทยราว 58% ยังมาจากก๊าซธรรมชาติ และ Argus ระบุว่าไทยยังมีสัญญา LNG ระยะยาวที่ต้องรับมอบต่อเนื่อง โดยคาดว่า term deliveries จะอยู่ราว 8.3 ล้านตันในปี 2569 และ 9.1 ล้านตันในปี 2570 จึงหมายความว่าความปั่นป่วนของ LNG ในฮอร์มุซหรือราคา spot ที่สูงขึ้น จะค่อย ๆ ซึมเข้าไปยังต้นทุนค่าไฟและต้นทุนการผลิตในประเทศ

ในเชิงมหภาค ไทยจะเจอผลกระทบ 4 ชั้นพร้อมกัน ชั้นแรกคือ เงินเฟ้อกลับขึ้นจากพลังงาน ทั้งน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าไฟ และค่าขนส่ง แม้ BOT เคยคาดว่าเงินเฟ้อปี 2569 จะยังต่ำเพราะฐานน้ำมันโลกอ่อน แต่ BOT ก็ระบุชัดว่าความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้ราคาน้ำมันโลกสูงขึ้นเป็น upside risk สำคัญต่อเงินเฟ้อ

ชั้นที่สองคือ GDP โตช้าลง เพราะรายได้ครัวเรือนถูกกินด้วยค่าครองชีพ ต้นทุนธุรกิจสูงขึ้น และภาคผลิตกับขนส่งถูกบีบ โดยมีสัญญาณเชิงนโยบายจากฝั่ง BOT ที่สื่อไทยอ้างว่า น้ำมันแพงขึ้นเฉลี่ย 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตลอดปีอาจกด GDP ไทยลงราว 0.1–0.15% และดันเงินเฟ้อขึ้นราว 0.4–0.5 จุด หากสงครามลากถึง 6–12 เดือน ผลกระทบสะสมอาจไม่ใช่ภาวะถดถอย แต่เพียงพอจะทำให้การฟื้นตัวที่เดิมก็เปราะอยู่แล้วอ่อนแรงลงอีก

ชั้นที่สามคือ ดุลบัญชีเดินสะพัดและค่าเงินบาท ไทยนำเข้าพลังงานมากขึ้นในราคาแพงขึ้น จึงเสี่ยงให้ดุลการค้าพลังงานแย่ลง และถ้า sentiment ตลาดโลกเข้าสู่โหมด risk-off เงินบาทมักอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์ การอ่อนค่าจะยิ่งซ้ำเติม imported inflation โดยเฉพาะพลังงานและวัตถุดิบนำเข้า. แม้ BOT ยังไม่ได้ออกประมาณการเฉพาะฉากทัศน์สงครามยาว แต่ IMF ก็ย้ำว่าผลกระทบจะขึ้นกับ ขนาดและระยะเวลา ของความขัดแย้ง ซึ่งตรงกับกรณีที่ไทยมีความเปราะสูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาค

ชั้นที่สี่คือ ข้อจำกัดเชิงนโยบาย เพราะไทยจะเผชิญโจทย์คลาสสิกของประเทศผู้นำเข้าพลังงาน: ถ้าปล่อยราคาสะท้อนต้นทุนจริง เงินเฟ้อจะขึ้นเร็วและกระทบผู้บริโภค แต่ถ้ารัฐใช้งบอุดหนุนมากเกินไป ก็จะกดดันฐานะการคลังและทำให้การปรับตัวด้านพลังงานล่าช้า นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมรัฐบาลไทยช่วงต้นวิกฤตจึงรีบหาทาง diversify แหล่งนำเข้า และแม้แต่ระงับการส่งออกผลิตภัณฑ์น้ำมันบางส่วนเพื่อกันความเสี่ยง supply ในประเทศ

ในระดับภาคธุรกิจ ผู้เสียหายของไทยจะชัดมาก กลุ่มแรกคือ สายการบิน ท่องเที่ยว และโลจิสติกส์ เพราะ jet fuel และ diesel เป็นต้นทุนหลัก กลุ่มที่สองคือ ปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ ปูนซีเมนต์ กระดาษ และผู้ผลิตใช้พลังงานเข้มข้น เพราะต้นทุน feedstock และค่าไฟสูงขึ้นพร้อมกับ demand โลกที่อ่อนลง กลุ่มที่สามคือ ผู้บริโภคในประเทศและค้าปลีกกลาง–ล่าง เพราะรายได้จริงถูกบีบจากค่าครองชีพ. งานวิจัยของ McKinsey และ ING ชี้ตรงกันว่าอุตสาหกรรมขนส่งทางอากาศและธุรกิจใช้พลังงานเข้มข้นเป็นกลุ่มแรก ๆ ที่ margin จะถูกกัดเมื่อช็อกพลังงานยืดเยื้อ

ฝั่งที่ได้ประโยชน์ในไทยมีน้อยกว่า แต่ไม่ใช่ไม่มี กลุ่มแรกคือ ผู้ผลิตและค้าพลังงานต้นน้ำ–กลางน้ำบางส่วน ที่ inventory gain และ margin ดีขึ้นในบางช่วง กลุ่มที่สองคือ พลังงานหมุนเวียนและธุรกิจ efficiency เช่น solar rooftop, storage, energy management เพราะทุกครั้งที่เชื้อเพลิงฟอสซิลแพงอย่างยืดเยื้อ โครงการประหยัดพลังงานจะมี payback period สั้นลงและลงทุนง่ายขึ้น. นี่เป็นเหตุผลเชิงโครงสร้างว่าทำไมช็อกน้ำมันมักเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงาน มากกว่าจะหยุดมัน

ถ้าจะสรุปแบบนักลงทุน ภาพใหญ่ของโลกภายใต้ฉากทัศน์นี้คือ inflation sticky, growth softer, cuts slower ส่วนภาพของไทยคือ ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น การฟื้นตัวช้าลง เงินเฟ้อกลับมาบ้าง แต่ไม่ใช่เงินเฟ้อที่ดี เพราะมาจากต้นทุน ไม่ใช่อุปสงค์ นั่นหมายความว่าตลาดหุ้นไทยในกรณีนี้มักไม่ชอบ sectors ที่พึ่งการบริโภคกว้าง ๆ และใช้พลังงานสูง แต่จะพอมีที่ยืนในกลุ่มพลังงาน, utility บางส่วน, และธุรกิจที่มี pricing power สูง

มุมมองของผมคือ ถ้าสงครามยืดเยื้อ 6–12 เดือนโดยไม่มีใครชนะ โลกจะไม่เจอArmageddon ทางเศรษฐกิจ แต่จะเจอสิ่งที่น่าปวดหัวกว่า คือ เศรษฐกิจโตต่ำ เงินเฟ้อสูงกว่าที่ควร และนโยบายการเงินติดหล่ม ส่วนไทยจะเป็นหนึ่งในประเทศเอเชียที่รับแรงกระแทกค่อนข้างมาก เพราะพึ่งพาพลังงานนำเข้าและยังใช้ก๊าซในระบบไฟฟ้าสูง ถ้าจะใช้คำเดียว ผมคิดว่าสถานการณ์นี้ไม่ใช่ shock แบบล้มโต๊ะ แต่เป็น slow squeeze ที่บีบทั้งโลก และบีบไทยแรงกว่าหลายคนประเมินในตอนแรก

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...