ทำไม "สหรัฐอเมริกากับอิหร่าน" เป็นศัตรูกันมาช้านาน
หลายปีก่อนที่เคยไปเที่ยวอิหร่าน เราถามไกด์ชาวอิหร่านถึงประเด็นข้างต้นเขาบอกว่า ความขัดแย้งไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่มันมีประวัติศาสตร์อันยาวนานย้อนกลับไปนับร้อยปี
วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ สะท้อนมุมมองต่อความสัมพันธ์ระหว่าง สหรัฐอเมริกาและอิหร่าน เหตุใดทั้งสองประเทศจึงมีความตึงเครียดและเป็นศัตรูกันมาอย่างยาวนาน
ในสมัยล่าอาณานิคมของประเทศชาติตะวันตก แม้อิหร่านจะไม่ได้ถูกยึดครองโดยตรงจากชาติมหาอำนาจ แต่อังกฤษ รัสเซีย เยอรมัน และสหรัฐอเมริกาได้แผ่อิทธิพลและเข้ามากอบโกยทรัพยากรธรรมชาติของอิหร่านที่มีอย่างอุดมสมบูรณ์ รวมทั้งต้องยอมเสียดินแดนบางส่วน แทบจะไม่แตกต่างจากสยามประเทศในช่วงรัชกาลที่ 5
เมื่อมีการค้นพบน้ำมันในอิหร่านในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ประเทศอังกฤษผูกขาดผลประโยชน์น้ำมัน สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนมาก ทำให้เกิดกระแสต่อต้านที่กว้างขวางของประชาชนชาวเปอร์เซีย เพื่อปกป้องผลประโยชน์และเอกราชของประเทศ
จุดเปลี่ยนทางการเมืองที่สำคัญได้เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 21 ก.พ. ค.ศ. 1921 นายพล เรซา ข่าน ผู้บัญชาการกองพันน้อยคอสแซคได้นำกองทัพบุกเข้าเมืองหลวงทำการรัฐประหาร และต่อมาได้สถาปนาตัวเองเป็นกษัตริย์ เรซา ชาห์ ปาห์เลวี ประกอบพิธีราชาภิเษกเป็นกษัตริย์องค์แรกของราชวงศ์ปาห์ลาวี ในปี ค.ศ.1925 พระองค์ประกาศจะพลิกอิหร่านให้กลับมาเป็นชาติมหาอำนาจอีกครั้ง และเชิดชูผู้นำชาตินิยมแบบฮิตเล่อร์แห่งเยอรมนี และอตาเติร์กแห่งตุรกี
พอสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ประทุขึ้น ประเทศอิหร่านวางตัวเป็นกลางแต่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับเยอรมนี ภายหลังกองทัพพันธมิตรจึงได้ตัดสินใจบุกอิหร่าน กองทัพอังกฤษยึดภาคใต้ ขณะที่กองทัพรัสเซียยึดภาคเหนือ ประเทศอิหร่านถูกปกครองโดยกองทัพสัมพันธมิตร กษัตริย์เรซาจึงถูกบีบบังคับให้สละราชสมบัติ พระโอรสองค์ใหญ่คือ โมฮัมหมัด เรซา ข่านขึ้นเป็นกษัตริย์แทน
หลังจากนั้นชนชั้นนำได้นำประเทศอิหร่านให้เป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับประเทศตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ขณะที่ประชาชนเริ่มตื่นตัวในความเป็นชาตินิยมที่ไม่เห็นด้วยกับผู้นำในเวลานั้น
ในปี ค.ศ. 1951 ดร.มุฮัมหมัด มูซัดเดก ผู้นำคนหนึ่งในขบวนการชาตินิยมอิหร่านได้รับแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรี เขาใช้มาตรการตอบโต้การยึดครองของต่างชาติอย่างรุนแรง ด้วยการยึดบริษัทน้ำมันแองโกล-อิหร่านออยล์ของอังกฤษมาเป็นของชาติ รัฐบาลอิหร่านได้ประกาศตัดสัมพันธ์ทางการทูตกับอังกฤษ เศรษฐกิจเริ่มปั่นป่วน และเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว จากการบอยคอตของชาติตะวันตก และเกิดความวุ่นวายมากขึ้น
สุดท้ายได้เกิดการรัฐประหาร มูซัดเดก และคณะรัฐบาลถูกจับกุม พระเจ้าชาห์โมฮัมหมัดเรซา ได้เข้ามามีบทบาทในทางการเมือง และแต่งตั้งรัฐบาลใหม่ มีนโยบายเอาใจตะวันตก มีการเจรจาตกลงกับบริษัทน้ำมันอังกฤษและสหรัฐอเมริกา และปกครองประเทศท่ามกลางความไม่พอใจของประชาชน
เพื่อนอิหร่านเล่าให้เราฟังว่า “มูซัดเดกเป็นนายกรัฐมนตรีหัวก้าวหน้า เขาเสนอให้ทางบริษัทน้ำมันของอังกฤษที่สร้างโรงกลั่นน้ำมันใหญ่สุดในโลก แบ่งผลประโยชน์ให้อิหร่านอย่างยุติธรรมด้วย แต่ทางอังกฤษไม่ยอม มูซัดเดกจึงยึดโรงกลั่นน้ำมันต่างชาติหมด มหาอำนาจตะวันตกไม่ยอมใช้ทหารล้มรัฐบาล และกษัตริย์ชาห์ไปเข้าข้างมหาอำนาจ อันเป็นจุดเริ่มต้นของการทำให้เกิดปฏิวัติอิสลามในเวลาต่อมา”
ในเดือน มิ.ย. ค.ศ. 1963 รัฐบาลได้ทำการจับกุมอยาตุลเลาะห์ โคมัยนี ผู้นำศาสนาอิสลาม ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากนักศึกษา ประชาชนขณะปราศรัยโจมตีรัฐบาล สร้างความไม่พอใจกับประชาชนจำนวนมากพากันออกมาเดินขบวน เรียกร้องให้ปล่อย โคมัยนี ลุกลามรุนแรงถึงขั้นนองเลือด รัฐบาลกษัตริย์ชาห์ แก้ปัญหาด้วยการเนรเทศโคมัยนีออกนอกประเทศเป็นเวลาถึง 13 ปี เพื่อหวังว่าประชาชนลืมผู้นำทางจิตวิญญาณท่านนี้
แต่ความไม่พอใจของประชาชนยังไม่จบสิ้น ขณะที่คนในราชวงศ์ใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือย แต่ผู้คนอดอยาก เศรษฐกิจตกต่ำ และในปี ค.ศ. 1978 ได้เกิดเพลิงไหม้อย่างรุนแรงในโรงภาพยนตร์แห่งหนึ่ง มีคนเสียชีวิตสามร้อยกว่าคน จนกลายเป็นชนวนความขัดแย้ง ตำรวจไม่สามารถหาคนผิดได้ ประชาชนจึงออกมาเดินประท้วงตามท้องถนนอีกครั้ง มีข้อความประท้วงชาห์ เผาธงชาติสหรัฐอเมริกา ผู้อยู่เบื้องหลังการปกครองของชาห์
ขณะเดียวกัน โคมัยนีก็ใช้สื่อเป็นเครื่องมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการพูดอัดลงเทปคาสเซต และนำออกมาเผยแพร่ให้คนอิหร่านฟัง กระตุ้นให้เกิดการนัดหยุดงานหลายแสนคนเดินขบวนกันทั้งประเทศหลายครั้ง เพื่อโค่นล่มกษัตริย์ชาห์ เรียกร้องให้มีรัฐอิสลาม มีการปะทะ เผาบ้านเรือนของชาวอเมริกัน คนตายเพิ่มขึ้นทุกวัน ประเทศกลายเป็นอัมพาต
จนในที่สุดเมื่อสถานการณ์คุมไม่ได้ สหรัฐที่สนับสนุนกษัตริย์มาหลายสิบปีได้แนะนำให้เสด็จออกนอกประเทศ เมื่อวันที่ 13 ม.ค. ค.ศ. 1979 เป็นการสิ้นสุดยุคสมัยการปกครองแบบกษัตริย์ของอิหร่าน
1 ก.พ. ปีเดียวกัน โคมัยนี ได้เดินทางจากกรุงปารีสกลับประเทศ กองทัพยอมวางตัวเป็นกลาง ฝ่ายโคมัยนีจึงเข้ายึดที่ทำการรัฐบาลและประกาศชัยชนะ และนำอิหร่านเข้าสู่การปกครองแบบรัฐอิสลามตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยมีผู้นำสูงสุดคือ อิหม่ามโคมัยนี เป็นผู้นำสูงสุดทางจิตวิญญาณมีอำนาจครอบคลุมทั้งการเมืองและการปกครองทั้งหมด ประเทศอิหร่านกลายเป็นสาธาณรัฐอิสลามอิหร่าน ผู้นำทางศาสนามีสิทธิ์ในการกลั่นกรองกฎหมายทุกอย่าง มีนโยบายขจัดอิทธิพลชาติตะวันตก
ตอนนั้นต้องยอมรับว่า คนอิหร่านจำนวนมากที่ออกมาประท้วงไล่กษัตริย์ชาห์ ก็ยังงงๆไม่รู้ว่า อนาคตประเทศจะเดินไปทางใด แนวคิดเรื่องรัฐอิสลามของท่านผู้นำโคมัยนี จึงเป็นทางออกอันเดียวในเวลานั้น แม้จะรู้ว่ เสรีภาพจะลดน้อยลง แต่ก็เป็นรองปัญหาหลักคือเศรษฐกิจตกต่ำ ที่เชื่อว่ารัฐอิสลามจะเข้ามาแก้ไขได้
เพื่อนชาวอิหร่านผู้ไม่ประสงค์ออกนามเล่าความเห็นความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริการุนแรงขึ้นถึงสุดขีด เมื่อกลุ่มนักศึกษาได้บุกสถานทูตสหรัฐฯ ในกรุงเตหะราน และจับชาวอเมริกัน 52 คน เป็นตัวประกันนานถึง 444 วัน
รัฐบาลสหรัฐฯ ตัดความสัมพันธ์ทางการทูต กับอิหร่าน และความเป็นปฏิปักษ์ระหว่าง 2 ชาติ ยังคงดำเนินมาจนถึงทุกวันนี้
แต่อีกสาเหตุหนึ่งที่คนอิหร่านเกลียดชังสหรัฐอเมริกา คือ ในปี ค.ศ. 1980 เมื่อซัดดัม ฮุสเซน ประธานาธิบดีอิรักได้สั่งบุกอิหร่าน หลังจากมีปัญหากระทบกระทั่งกันตามชายแดน จนเกิดสงครามอิรัก-อิหร่าน ดำเนินมาถึง 8 ปี มีคนล้มตายหนึ่งล้านคน สร้างความเสียหายกว่า 30 ล้านล้านบาท สุดท้ายทั้งสองฝ่ายก็เจรจายุติสงครามกัน ไม่มีใครแพ้ชนะ
คนอิหร่านเชื่อว่า สหรัฐฯอยู่เบื้องหลังสงคราม สนับสนุนให้อิรักบุกเรา เพื่อต้องการทำลายการปฏิวัติอิสลาม โค่นล้มท่านผู้นำ สงครามครั้งนั้น ชาวอิหร่านตายเยอะมาก
หลายวันต่อมาในประเทศอิหร่าน เราเห็นรูปภาพเด็กหนุ่มจำนวนมาก ตามกำแพง สวนสาธารณะ ริมถนน คนเหล่านี้คือชายหนุ่มที่ถูกเกณฑ์ไปสู้กับทหารอิรัก กล่าวกันว่า แทบทุกบ้านในเวลานั้น จะต้องมีเด็กหนุ่มถูกฆ่าตายในสงครามครั้งนั้น
เหตุการณ์ผ่านไปร่วม 40 ปี ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐกับอิหร่านยังดำรงอยู่ตลอดเวลา แต่การทำสงครามกับอิหร่านไม่ง่ายเหมือนการที่สหรัฐบุกอิรักโค่นซัดดัม ฮุสเซน อิหร่านมีทรัพยากรมหาศาล รวมถึงแร่ยูเรเนียม มีอาวุธป้องกันตัวที่มีประสิทธิภาพ เป็นพันธมิตรสำคัญกับรัสเซีย และจีน
"ความขัดแย้งครั้งนี้ที่เกิดขึ้นในสมัยประธานาธิบดีทรัมป์ คนอิหร่านเชื่อว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพวกนิยมกษัตริย์ชาห์ที่อยู่ในสหรัฐอเมริกาคนหนึ่ง มีบทบาทสำคัญในคณะที่ปรึกษาของทรัมป์"
ยิ่งเขาใจอดีตมากเพียงใด จะเห็นอนาคตได้แจ่มชัดขึ้น
บทความโดย : วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์
ทนายเผย "เบน สมิธ" ไม่พร้อมกลับไทยสู้คดี เชื่อเป็นคดีโยงการเมือง
จีนเรียกร้องหวนเจรจาประเด็นนิวเคลียร์อิหร่าน ค้านปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ
"รัสเซีย-อิหร่าน" ผู้ถือครองก๊าซสำรองธรรมชาติมากที่สุดในโลก