เหตุผลที่ควรเปิดใช้ "Sent from my iPhone" (ส่งจาก iPhone ของฉัน) ในอีเมล
เหตุผลที่ควรเปิดใช้ "Sent from my iPhone" (ส่งจาก iPhone ของฉัน) ในอีเมล พร้อมเคล็ดลับช่วยให้ดูเป็นมืออาชีพ
หลายคนอาจมองว่าข้อความลงท้ายอีเมลอัตโนมัติอย่าง "Sent from my iPhone" (ส่งจาก iPhone ของฉัน) ดูเหมือนเป็นการอวดอ้างแบรนด์มือถือหรือดูไม่เป็นทางการ แต่ผลการศึกษาพบว่าฟีเจอร์นี้มีประโยชน์มากกว่าที่คิด โดยเฉพาะในการทำงานยุคดิจิทัลที่เส้นแบ่งระหว่างเวลาส่วนตัวและเวลางานเริ่มจางหายไป
ตัวช่วยลดความผิดพลาดเมื่อต้องตอบงานด่วน
ร็อบ แอชตัน ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารระบุว่า การคงข้อความที่บ่งบอกว่าส่งจากอุปกรณ์มือถือไว้เป็นเรื่องที่ควรทำ ผลการศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างพบว่า เมื่ออีเมลมีความผิดพลาดเล็กน้อยหรือดูไม่เรียบร้อย แต่มีข้อความ "Sent from my iPhone" (ส่งจาก iPhone ของฉัน) กำกับท้าย ผู้รับมักจะให้อภัยและมองข้ามความผิดพลาดนั้นได้มากกว่า เพราะเข้าใจว่าเป็นการส่งจากมือถือในสถานการณ์ที่เร่งรีบ
สถานการณ์ ผลลัพธ์เมื่อมีข้อความกำกับ ผลลัพธ์เมื่อไม่มีข้อความกำกับ ส่งอีเมลผิดไวยากรณ์ ผู้รับมองว่าเป็นความรีบจากการใช้มือถือ อาจถูกมองว่าไม่ใส่ใจหรือสะเพร่า ตอบกลับสั้นกระชับ เข้าใจได้ว่าเป็นข้อจำกัดของหน้าจอ อาจถูกมองว่าเสียมารยาทหรือห้วนเกินไป
พฤติกรรมการเช็กอีเมลของคนรุ่นใหม่
จากผลสำรวจพบว่ากลุ่มคนอายุ 18-34 ปี กว่า 30 เปอร์เซ็นต์มักเช็กอีเมลงานขณะอยู่บนเตียง และ 19 เปอร์เซ็นต์เลือกที่จะตอบกลับทันที การมีข้อความระบุว่าส่งจากไอโฟนจึงเป็นเสมือนเกราะป้องกันที่ช่วยรักษาภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพ แม้ว่าคุณจะกำลังตอบอีเมลขณะอยู่บนรถไฟหรือที่โต๊ะอาหารก็ตาม
iStockphoto
วิธีตั้งค่าหรือเปลี่ยนข้อความลงท้าย
หากคุณไม่ต้องการใช้ข้อความเดิม สามารถเข้าไปแก้ไขได้ที่เมนู Settings เลือก Mail และเข้าไปที่ Signature ซึ่งคุณสามารถลบข้อความเดิมทิ้ง หรือเปลี่ยนเป็นข้อความอื่นที่ดูเหมาะสมกับสไตล์ของคุณเองได้ เพื่อให้การสื่อสารยังคงดูดีในขณะที่ยังได้รับสิทธิพิเศษในการได้รับความเห็นใจจากผู้รับอีเมล
สรุปความสำคัญของฟีเจอร์ Sent from my iPhone
การระบุว่าส่งจากมือถือช่วยสร้างความเข้าใจที่ตรงกันระหว่างผู้ส่งและผู้รับ ลดความเสียหายจากความผิดพลาดในการพิมพ์ และช่วยให้การสื่อสารนอกเวลางานดูสมเหตุสมผลมากขึ้น ดังนั้นก่อนจะกดลบทิ้งครั้งหน้า ลองพิจารณาข้อดีเหล่านี้ดูอีกครั้ง