เปิดคู่มือลงทุนฝ่าสมรภูมิ 3 สงครามซ้อน ‘ทรัมป์-น้ำมันพุ่ง-AI Disruption’
มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้นในช่วงรอยต่อของปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นมีนาคม ความวัวไม่ทันหายความควายก็เข้ามาแทรก กดดันตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวนโดยเฉพาะ S&P 500 รอบนี้ที่อาจไม่เหมือนเดิมแล้ว ตราบใดที่นักไล่ล่าอย่าง ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ยังนั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ อยู่ โลกไม่มีวันสงบแน่นอนครับ
ล่าสุด ‘พ่อใหญ่ทรัมป์’ จุดไฟสงครามในตะวันออกกลางลุกโชนขึ้นมาอย่างรวดเร็วด้วยข้อกล่าวหาว่า อิหร่านพัฒนาขีปนาวุธนิวเคลียร์ โดยผนึกกำลังกับอิสราเอลรุกโจมตีทางอากาศใส่อิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
สงครามเกิดเมื่อไร ย่อมกระทบเศรษฐกิจการค้าโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และแน่นอนว่า กดดันตลาดหุ้นทั่วโลกผันผวนโดยเฉพาะ S&P 500 ปีนี้อาจไม่เหมือนเดิมแล้วครับ
ในยุคความเสี่ยงสงครามรูปแบบต่างๆ ถูกเชื่อมโยงเข้ามาเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดทิศทางตลาดผันผวนสูง เราจะบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างไรดี เพื่อให้รอดและเดินหน้าไปต่อยาวๆ ได้ ผมจะพามาหาคำตอบครับ
ปิดช่องแคบฮอร์มุซ น้ำมันพุ่ง กระทบตลาดหุ้น-เงินเฟ้อ-ดอกเบี้ย
ความตึงเครียดในตะวันออกกลางได้ยกระดับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อ ‘อิสราเอล’ เริ่มใช้เลเซอร์สกัดขีปนาวุธอย่าง ‘Iron Beam’ และสามารถสกัดขีปนาวุธของฝั่งอิหร่านได้อย่างแม่นยำ นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เกิดจุดเปลี่ยนของเทคโนโลยีป้องกันประเทศ นี่เป็นสัญญาณโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุค ‘สงครามเลเซอร์’ อย่างเต็มตัวแล้ว
โลกกำลังวิตกกังวลถึงความยาวนานของสงครามรอบนี้จะจบเร็วหรือยืดเยื้อ ความเสี่ยงที่ประเทศต่างๆ อย่างซาอุดีอาระเบีย อิรัก ดูไบ จะโดดเข้าร่วมวงขยี้อิหร่านหรือไม่อย่างไร และพ่อใหญ่ทรัมป์จะเปิดศึกขยายวงดึงคู่ปรับใหญ่ ‘รัสเซีย-จีน’ เข้ามาร่วมวงไฟสงครามรอบนี้ด้วยหรือไม่
เมื่อเวลานี้ ‘อิหร่าน’ ปิดเส้นทางเดินเรือ ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ แล้วถือเป็นการปิดเส้นทางเดินเรือที่สำคัญที่สุดของโลกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และยังเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบที่มีสัดส่วนราว 1 ใน 5 หรือ ราว 20% ของตลาดโลก ย่อมส่งผลกระทบหลายๆ ด้าน
ผลกระทบแรกที่เกิดขึ้นและชัดเจนที่สุด คือ ราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ตลาดพลังงานโลกมีความอ่อนไหวต่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์อย่างมาก ปฏิกิริยาตลาดได้ตอบสนองแล้ว โดยเริ่มบวกราคาความเสี่ยงจากเส้นทางขนส่งนี้ เข้าไปในราคาพลังงานบางส่วนแล้ว ตามการวิเคราะห์ของ Reuters
‘Barclays’ คาดราคาน้ำมันดิบเบรนต์ (Brent) อาจปรับขึ้นเข้าใกล้ระดับ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากความตึงเครียดขยายวงกว้าง โดยชี้ว่าการหยุดชะงัก แม้จะเป็นเพียงบางส่วนก็อาจทำให้สมดุลน้ำมันโลกตึงตัวขึ้น
ผลกระทบต่อเงินเฟ้อและทิศทางดอกเบี้ย หากราคาน้ำมันจะปรับสูงขึ้นรวมไปถึงราคาแก๊สที่จะถูกปรับขึ้นตาม กระทบต่อต้นทุนขนส่ง การผลิตไฟฟ้า และอุตสาหกรรมต่างๆ จะสูงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคเร่งตัว ก่อให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อในหลายประเทศ อาจทำให้ธนาคารกลางชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยหรือระมัดระวังการลดดอกเบี้ยมากขึ้นโดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed)
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ตลาดพลังงานเป็นจุดศูนย์กลางของความเสี่ยง ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในเอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางอย่างมาก หากการส่งออกสะดุด จะกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม การผลิต และการขนส่งโดยตรง ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกชะลอตัวแม้แต่เศรษฐกิจไทยก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย
ผลกระทบต่อตลาดการเงินทั่วโลกอาจเผชิญความผันผวนรุนแรง นักลงทุนมีแนวโน้มเทขายสินทรัพย์เสี่ยง ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจลดลง และอาจนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในวงกว้าง โดยเฉพาะหากสถานการณ์ยืดเยื้อ โดยในอดีต เวลาที่ราคาน้ำมันสูงขึ้นมักจะกดดันตลาดหุ้นร่วง เนื่องจากต้นทุนของภาคธุรกิจที่เพิ่มขึ้น กระทบต่อกำไรของบริษัทจดทะเบียน
ตลาดเข้าสู่โหมด risk off โยกเงินเข้าสินทรัพย์ที่ปลอดภัย
เมื่อราคาพลังงานยังคงเป็นช่องทางสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อระบบการเงินโลกได้รวดเร็วที่สุด และเป็นความเสี่ยงต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากที่สุดด้วย
เรามาดูปฏิกิริยาของตลาดสินทรัพย์ต่างๆ ที่กำลังปรับโหมดเข้าสู่ภาวะ risk off (หลีกเลี่ยงความเสี่ยง) หลังความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะทองคำฟิวเจอร์สปรับขึ้นประมาณ 1% สู่ระดับใกล้ 5,300 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังข่าวการโจมตีตอบโต้ทางทหารรุนแรงขึ้น ขณะที่ตลอดเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งมากกว่า 7% จากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง
ตลาดตราสารหนี้ นักลงทุนเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรฯอายุ 10 ปี ปรับลดลงราว 5-8 bps ลงมาใกล้ระดับประมาณ 3.95-4.00% สะท้อนการโยกเงินเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย ในขณะที่สกุลเงินปลอดภัย อย่างเงินเยนญี่ปุ่นและเงินฟรังก์สวิส ก็แข็งค่าขึ้นในช่วงที่ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้นเช่นกัน
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลง โดยดัชนี Dow Jones ร่วงแรง 1.05%, S&P 500 ติดลบ 0.43% และ Nasdaq ลดลง 0.92% ขณะที่ฝั่งเอเชียไหลลง นำโดยฮ่องกง ดัชนี Hang Seng ร่วง 2.5% ญี่ปุ่น Nikkei 225 ราว 1-2% เช่นเดียวกัน VN 30 Index ของเวียดนามปรับตัวลดลงตามตลาดโลก
นอกจากนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ เริ่มมีการหมุนกลุ่มอุตสาหกรรมขึ้นแล้ว โดยหุ้นกลุ่มกลาโหมและอากาศยานของสหรัฐฯ ได้ปรับตัวขึ้น หลังนักลงทุนคาดการณ์ว่าความตึงเครียดอาจนำไปสู่การเพิ่มงบประมาณด้านการทหาร สวนทางกับกลุ่มธุรกิจที่อ่อนไหวต่อราคาพลังงาน เช่น สายการบินและการขนส่ง มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันต้นทุนเพิ่มหากราคาน้ำมันยังทรงตัวในระดับสูง
ขณะที่ก่อนหน้าสงครามตะวันออกกลาง บรรยากาศโลกลงทุนก็เกิดความปั่นป่วนกับศึกในประเทศสหรัฐฯ ทั้งเรื่องสงครามภาษี และกระแส AI Disruption จนทำให้เงินเปลี่ยนทิศลงทุนในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา
ผมขออัปเดต 2 ประเด็นร้อนของโลกในตอนนี้
ความเสี่ยงจากสงครามภาษี ตลอดวาระของทรัมป์ ตอนนี้ได้ปรับโหมดการเก็บภาษีนำเข้าชั่วคราว 15% กับทุกประเทศในช่วงระยะเวลา 150 วัน (ถึงเดือนกรกฎาคม 2569) ซึ่งแต่ละประเทศต้องปรับกระบวนทัพเจรจากับสหรัฐฯ กันวุ่นวายตลอดทั้งปีนี้ ล่าสุดยังขู่ประเทศคู่ค้า ที่พยายาม ‘เล่นเกม’ กับคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ เกี่ยวกับมาตรการภาษี หรือยังคงเอาเปรียบสหรัฐฯ ทางการค้า จะถูกตอบโต้ด้วยอัตราภาษีที่สูงกว่ามาก และอาจรุนแรงกว่าข้อตกลงล่าสุด ฉะนั้น การค้าโลกเผชิญกับความไม่แน่นอนของทรัมป์ต่อไป
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ศาลฎีกา (Supreme Court) ตัดสินประธานาธิบดีใช้อำนาจตามกฎหมาย IEEPA ผิด ทำให้การเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ ( Recieprocal Tarriffs) ขัดต่อกฎหมาย และนำมาสู่การขอคืนภาษีนำเข้าฯ จากประเทศต่างๆ ที่สหรัฐฯ เรียกเก็บไปแล้ว แม้ทรัมป์จะยื่นศาลอุทธรณ์สหรัฐฯ เพื่อขอชะลอกระบวนการคืนภาษีนำเข้า แต่ถูกศาลฯ ปฏิเสธคำร้องของเขา
ความเสี่ยงจากกระแส AI Disruption หลัง ‘Anthropic’ เปิดตัว ‘Claude AI’ เป็นโมดูล AI ที่ใช้เทคโนโลยี Claude ทำงานอัตโนมัติ เช่น Claude Code วิเคราะห์โค้ด, Claude Code Security ตรวจสอบความปลอดภัย, Claude Cowork ตรวจสอบเอกสารทางกฎหมาย ซึ่งจะกระทบต่อผู้ให้บริการซอฟต์แวร์แบบเดิม การเข้ามาของ AI จะทำให้คนตกงาน ผลิตภาพ (Productivity) หายไป และสุดท้าย GDP ของแต่ละประเทศจะลดลง
โลกกำลังอยู่ในยุค AI ที่เก่งเร็วเกินไป กระแส AI Disruption กำลังทำลายมูลค่าบริษัทเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ทั่วโลก ตลาด ‘คาดการณ์’ ว่า บริษัทเหล่านี้จะเจอกับ AI แซงหน้า ทำให้ตลาดทั่วโลกมีแรงเทขายหุ้นซอฟต์แวร์ออกมาจำนวนมากโดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐฯ มูลค่าหายไป 2 แสนล้านดอลลาร์ ท่ามกลางความกังวล valuation ของหุ้นซอฟต์แวร์จะถูกกดดันในอนาคต
คู่มือการลงทุนในภาวะสงครามทับซ้อน
ท่ามกลางความเสี่ยงสงครามทับซ้อนผ่านสงครามภูมิรัฐศาสตร์ สงครามภาษีการค้าและสงครามเทคโนโลยี ตลาดตกอยู่ในอารมณ์ ‘ความกลัว’ เงินทุนใหญ่ทั่วโลกขยับย้ายเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) พร้อมกับเน้นกระจายลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ทั่วโลก หรือ Asset alocation ผ่านการจัดพอร์ต Core & Satellite เพราะในโลกการเงิน หากเกิดภาวะ ‘คลุมเครือ’ จะน่ากลัวกว่า ‘ข่าวร้าย’
จริงๆ ตั้งแต่ต้นปีก็มีข่าวร้ายจากสหรัฐฯ ยึดครองประเทศเวเนซุเอล่าแล้ว ทำให้นักลงทุนทั่วโลกปรับพอร์ตข้ามภูมิภาคไประดับนึงแล้วครับ เนื่องจากโลกเอือมระอากับพ่อใหญ่ทรัมป์ ประกอบกับความกังวลตลาดสหรัฐฯ จะปรับฐานหลังจากปรับตัวขึ้นมารวมกว่า 60 – 70% ทำ All Time High ในช่วง 3 ปีอย่างต่อเนื่อง ทำให้นักลงทุนขายทำกำไรหุ้นสหรัฐฯ ออกมาบางส่วน โดยเม็ดเงินลงทุนเริ่มไหลออกจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ Valuation ตึงตัว เข้าสู่ Emerging Markets กว่า 34,000 ล้านดอลลาร์
เงินลงทุนโลกเปลี่ยนทิศ โดยคลื่นแรก เงินไหลเข้าฝั่งเอเชียเหนือ โดยเฉพาะญี่ปุ่น ในกลุ่มชิป AI และคลื่นถัดมา ไหลเข้ากลุ่ม Value Play หรือตลาดที่ ‘ราคายังถูก’ ซึ่งตลาดหุ้นไทยก็ได้อานิสงส์จากกระแสนี้ แต่เมื่อเกิดสงครามตะวันออกกลางขึ้น ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกร่วงตามๆ กัน
ช่วงนี้จะเห็นตลาดแชร์คู่มือลงทุนในภาวะ ‘สงคราม’ กันเพียบครับ หลักการง่ายๆ
1. รักษาสภาพคล่อง เตรียมเงินสด เผื่อเงินรอจังหวะให้พอร์ตรอดได้ 3-6 เดือน
2. หลบภัยในสินทรัพย์มั่นคง ทองคำ โลหะ และ พันธบัตรรัฐบาล มักเป็นสินทรัพย์ที่เงินทุนไหลเข้าในช่วงสงคราม
3. ลดสัดส่วนสินทรัพย์เสี่ยง หุ้นมักถูกเทขายยามสงคราม โดยเฉพาะหุ้นที่มีหนี้สูง โฟกัสคุณภาพ เน้นถือหุ้นที่งบดุลแข็งแรง กระแสเงินสดมั่นคง คุณต้องทำการตรวจสุขภาพหุ้นที่ถืออยู่ครับ
4. ถือสกุลเงินปลอดภัย ซึ่งในอดีตสกุลดอลลาร์ เยนของญี่ปุ่น หรือฟรังก์สวิส (CHF) ที่มักเป็นสกุลที่ตลาดไว้ใจในภาวะสงคราม
5. มีแผนการลงทุนล่วงหน้า นักลงทุนที่ดีต้องเติมความรู้ วิเคราะห์ข่าวสาร พร้อมเตรียมแผนปรับพอร์ตรองรับความผันผวน การทบทวนพอร์ตสม่ำเสมอจะทำให้พอร์ตฝ่าวิกฤติได้ทุกรอบ
6. การลงทุน DCA อย่างสม่ำเสมอ เมื่อคุณมีเงินลงทุนที่พร้อมเติม ก็เดินหน้าลงทุนไปตามกำหนดเวลาครับ ไม่ต้องสนว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะการลงทุน DCA อย่างมีวินัย จะทำให้ต้นทุนการลงทุนดีกว่าและผันผวนน้อยกว่าตลาดครับ เพราะตลาดแกว่งจากภาวะสงคราม ไม่ใช่ปัจจัยพื้นฐานไม่ดี
หลายคนถามผมว่า แล้วหุ้นสหรัฐฯ S&P 500 จะไปต่อหรือพอแค่นี้?
สถิติในประวัติศาสตร์ 151 ปี S&P 500 ขึ้นมากกว่าลง แม้เราจะตอบไม่ได้ว่าปีไหนจะขึ้นหรือปีไหนจะลง แต่หากคุณถือเกิน 10 ปีขึ้นไป มีโอกาสกำไรแทบจะเป็น 100% ซึ่งก็คือ ยิ่งคุณถือนานก็ยิ่งกำไร
ดังนั้นวิธีที่ง่ายที่สุดสำหรับการลงทุนหุ้นสหรัฐฯ คือการ DCA ตลอดเวลา เพราะสหรัฐฯ ยังคงเป็นประเทศมหาอำนาจที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกเติบโต ซึ่งเราสามารถเกาะการเติบโตนี้ไปด้วยกันได้ ตามที่คุณปู่วอเรนท์ บัฟเฟ่ต์ ย้ำเสมอว่า ‘อย่าแทงสวนอเมริกา’ หมายถึง ยังต้องมีหุ้นอเมริกาติดพอร์ตไว้
กลับมาที่การจัดพอร์ต Core & Satellite (สัดส่วนลงทุนปกติ 80:20) ที่ผมแนะนำลูกค้า Jitta Wealth เสมอ โดยพอร์ตหลัก (Core) เน้นกระจายลงทุนในสินทรัพย์ทั่วโลกที่มีความเสี่ยงต่ำและมีผลตอบแทนเข้ามาสม่ำเสมอ หลักๆ จะเป็นพันธบัตรและตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้ว อย่างสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น
ผมยกตัวอย่างการจัดพอร์ตหลัก ให้น้ำหนักหุ้นสหรัฐฯ 50% หุ้นประเทศพัฒนาแล้ว 20% หุ้นประเทศกำลังพัฒนา 10% พันธบัตร 20% (เน้นระยะสั้นถึงกลาง เพราะดอกเบี้ยยังผันผวน) หากสินทรัพย์ไหนขึ้นแรงเกินแผนให้ ‘Rebalance’ ขายทำกำไรบางส่วนของสินทรัพย์ตัวนั้นออกมา แล้วโยกไปตลาดที่ยังไม่ขึ้นหรือรอจังหวะลงทุนในช่วงตลาดปรับฐาน
พอร์ตรอง (Satellite) ที่เน้นลงทุนช่วงตลาดขาขึ้น ซึ่งในสถานการณ์ตอนนี้ แนะนำลงทุนประเทศที่น่าสนใจกลุ่มตลาดหุ้นเกิดใหม่นำโดย จีน อินเดีย เวียดนาม หรือธีมเมกะเทรนด์ที่น่าสนใจ ได้แก่ Healthcare, Utilities, พลังงานสะอาด และ Battery ซึ่งเป็นกลุ่ม Defensive และ Value ส่วนทองคำยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงสงคราม แต่ช่วงปีนี้จะมีความท้าทายจากราคาที่สูงขึ้นมากแล้ว
สำหรับคนที่สนใจลงทุนหุ้นรายประเทศ ผมมี Market Prediction : ตลาดไหนยัง ‘ถูก’ ตลาดไหนเริ่ม ‘แพง’ โดย AI วิเคราะห์หุ้น 50 ตัวที่ดีที่สุดในแต่ละตลาด มาอัพเดตครับ (ข้อมูล ณ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569)
- ไทย โดดเด่นที่สุด หุ้นถูกต่อหุ้นแพง 9 เท่า
- จีน หุ้นถูกต่อหุ้นแพง 4 เท่า
- ญี่ปุ่น และเวียดนาม มีหุ้นถูกต่อหุ้นแพงพอๆ กัน คืออยู่ที่ระดับ 2.33 เท่า
- ฮ่องกง หุ้นถูกต่อหุ้นแพง1.94 เท่า
- อินเดีย เริ่มสมดุล 1.17 เท่า
- สหรัฐฯ อยู่ที่ 1 เท่า สะท้อน Valuation ที่ค่อนข้างตึงตัว ขณะที่ PE ประมาณ 26 เท่า ดังนั้นไม่สามารถซื้อแบบหว่านแหได้อีก หากสนใจหุ้นสหรัฐฯ รายตัว สามารถดูได้ใน Jitta.com ครับจะมีข้อมูลวิเคราะห์หุ้นคุณภาพของตลาดต่างๆ ทั่วโลกด้วยครับ
ภาพ Market Prediction นี้สะท้อนในเชิงมูลค่า ตลาดเอเชียหลายประเทศยังมี ‘พื้นที่ของโอกาส’ มากกว่าตลาดพัฒนาแล้ว การเลือกตลาดให้เหมาะ สำคัญกว่าตามกระแส
สิ่งสำคัญที่สุด เมื่อเงินลงทุนเป็นของคุณ ฉะนั้น คุณต้องทำการบ้านหาความรู้เกี่ยวกับสินทรัพย์ที่สนใจลงทุนเพื่อดูราคาซื้อที่เหมาะสมกับ Valuation ในอนาคตที่จะได้กำไรและเพื่อความรอบคอบควรขอคำแนะนำจากที่ปรึกษาการลงทุนของบริษัทต่างๆ หรือถามผมและทีมงาน Jitta Wealth ก็ยินดีเช่นกันครับ
บทสรุปสำคัญ ไม่ใช่การทายว่าตลาดจะขึ้นหรือลงอีกกี่จุด แต่คือการจัดพอร์ตให้เหมาะสมและมีวินัย Rebalance ตามแผน ในโลกที่เงินไหลเร็ว คนที่ชนะระยะยาว คือคนที่มีระบบ ชีวิตคุณจะกินอิ่มนอนหลับสบายใจ พาพอร์ตข้ามผ่านทุกวิกฤติและกลับมาเติบโตได้ต่อเนื่องครับ