โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สภาดิจิทัลฯ ชงรัฐเร่งนโยบายดิจิทัล วางฐานข้อมูล - เอไอ ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลอาเซียน

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ไทยกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญของการแข่งขันเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาค ท่ามกลางกระแสการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์ คลาวด์ และเทคโนโลยีเอไอที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่ภาคอุตสาหกรรมกลับมองตรงกันว่า โครงสร้างพื้นฐานเชิงนโยบายของประเทศยังตามไม่ทันการเติบโต ส่งผลให้ไทยยังเสี่ยงตกอยู่ในสถานะ “ผู้ใช้เทคโนโลยี” มากกว่าจะเป็นผู้พัฒนา

ประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นเป็นหัวใจของการประชุม DCT Digital Policy Conference จัดโดยสภาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งประเทศไทย (DCT) เพื่อรวบรวมข้อเสนอจากภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมดิจิทัล 6 สาขา ก่อนเสนอเป็นนโยบายเร่งด่วนต่อรัฐบาล โดยมีเป้าหมายผลักดันให้อุตสาหกรรมดิจิทัลกลายเป็นวาระแห่งชาติ และยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการพัฒนาและการลงทุนดิจิทัลของภูมิภาคอาเซียน

ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานอาวุโสผู้ร่วมก่อตั้งสภาดิจิทัลฯ กล่าวว่า การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลไม่สามารถขับเคลื่อนด้วยภาครัฐหรือเอกชนเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือเชิงระบบระหว่างรัฐ อุตสาหกรรม และสถาบันการศึกษา เพื่อให้การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และกำลังคนสอดคล้องกันในระยะยาว

เขาระบุเพิ่มเติมว่า ไทยกำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์และบริการคลาวด์ แต่หากไม่มีทิศทางนโยบายที่ชัดเจน ประเทศอาจกลายเป็นเพียงพื้นที่ตั้งโครงสร้างพื้นฐานของบริษัทต่างชาติ โดยไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศได้อย่างแท้จริง

ขณะเดียวกัน ม.ร.ว. นงคราญ ชมพูนุท ประธานสภาดิจิทัลฯ กล่าวว่า แม้อุตสาหกรรมดิจิทัลจะกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญที่สุดของเศรษฐกิจยุคใหม่ แต่ไทยยังเผชิญความท้าทายหลัก 3 ด้าน ได้แก่ การขาดแคลนบุคลากรทักษะสูง การพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และการไม่มีหน่วยงานเจ้าภาพที่กำหนดทิศทางอุตสาหกรรมอย่างบูรณาการ

“วันนี้เราเป็นประเทศที่ใช้อีคอมเมิร์ซสูงมาก แต่คำถามคือ แพลตฟอร์มเหล่านั้นเป็นของคนไทยหรือไม่ เงินและข้อมูลของคนไทยกำลังไหลไปที่ไหน” ม.ร.ว. นงคราญ กล่าว พร้อมสะท้อนว่า ประเด็นอธิปไตยดิจิทัลกำลังกลายเป็นโจทย์เศรษฐกิจสำคัญของหลายประเทศ

จากการระดมความคิดเห็นของ 6 อุตสาหกรรมดิจิทัล ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ดิจิทัลคอนเทนต์ บริการดิจิทัล และอุปกรณ์อัจฉริยะ สภาดิจิทัลฯ ได้สรุปข้อเสนอเชิงนโยบายเร่งด่วน 5 ด้าน โดยหนึ่งในประเด็นหลักคือ การเร่งสร้างกำลังคนดิจิทัล ซึ่งตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนบัณฑิตสายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ ให้ถึง 50% ของบัณฑิตทั้งหมด พร้อมยกระดับทักษะการเขียนโปรแกรมของประชากรไทยเป็น 16% เพื่อรองรับการประยุกต์ใช้เอไอในภาคอุตสาหกรรม

ข้อเสนอเดียวกันยังครอบคลุมการพัฒนาความมั่นคงไซเบอร์ โดยเสนอให้จัดทำมาตรฐานป้องกันภัยคุกคามไซเบอร์ระดับประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจดิจิทัลที่พึ่งพาข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานออนไลน์มากขึ้น

อีกประเด็นสำคัญคือ การเสริมความสามารถของแพลตฟอร์มไทย เพื่อลดการพึ่งพาบริการดิจิทัลจากต่างประเทศ โดยภาคอุตสาหกรรมเสนอให้รัฐจัดทำระบบติดตามดุลการค้าดิจิทัลอย่างเป็นทางการ ผ่านความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน

เช่น กรมศุลกากรและธนาคารแห่งประเทศไทย เนื่องจากปัจจุบันยังไม่สามารถประเมินมูลค่าการนำเข้าบริการดิจิทัล เช่น ค่าโฆษณาออนไลน์หรือบริการสตรีมมิง ได้อย่างแท้จริง

นอกจากนี้ ยังเสนอใช้นโยบาย “เมดบายไทยแลนด์” ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยแข่งขันได้ใกล้เคียงประเทศเพื่อนบ้านที่มีมาตรการสนับสนุนธุรกิจเทคโนโลยีในประเทศอย่างชัดเจน

ด้านการกำกับดูแลเอไอ ภาคอุตสาหกรรมเสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการเอไอแห่งชาติ และศูนย์ความเป็นเลิศด้านปัญญาประดิษฐ์ เพื่อดูแลประเด็นความปลอดภัยและการใช้งานอย่างรับผิดชอบ ควบคู่กับการผลักดันให้สตาร์ตอัปเป็นวาระแห่งชาติ โดยตั้งเป้าเพิ่มจำนวนสตาร์ตอัปไทยเป็น 10,000 ราย ผ่านกลไกร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน

การประชุมยังหยิบยกประเด็นความเท่าเทียมทางดิจิทัล โดยเสนอให้บังคับใช้มาตรฐานการเข้าถึงเว็บไซต์สำหรับผู้พิการในทุกบริการดิจิทัล ทั้งภาครัฐและเอกชน หลังพบว่าแม้ประเทศไทยมีกฎหมายด้านความเท่าเทียมในพื้นที่กายภาพแล้ว แต่โลกดิจิทัลยังขาดการบังคับใช้จริง

ในอีกด้านหนึ่ง สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เปิดเผยทิศทางการลงทุนอุตสาหกรรมดิจิทัลว่า ปี 2568 มีโครงการขอรับการส่งเสริมกว่า 3,800 โครงการ มูลค่ารวม 1.4 ล้านล้านบาท สูงสุดในรอบ 60 ปี โดยอุตสาหกรรมดิจิทัลมีมูลค่าการลงทุนถึง 528,000 ล้านบาท หรือเกือบหนึ่งในสามของการลงทุนทั้งหมด

สุทธิเกตติ์ ทัดพิทักษ์กุล รองเลขาธิการบีโอไอ กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเร่งปรับมาตรการส่งเสริมเพื่อรองรับการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์และเอไอ โดยเปลี่ยนรูปแบบสิทธิประโยชน์มาเป็นการพิจารณาตามประเภทกิจกรรม แทนการอิงพื้นที่ พร้อมกำหนดเงื่อนไขประสิทธิภาพพลังงานที่เข้มงวดขึ้น เพื่อดึงดูดนักลงทุนระดับโลกที่ให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด

ปัจจุบันมีโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ได้รับการส่งเสริมแล้ว 55 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 730,000 ล้านบาท และมีการปรับเงื่อนไขการส่งเสริมถึง 3 ครั้งภายในปีเดียว เพื่อให้บริษัทไทยมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุตสาหกรรมมากขึ้น

บีโอไอยังเปิดมาตรการสนับสนุนงบพัฒนาบุคลากรแบบเต็มจำนวน โดยตั้งเป้าผลิตแรงงานทักษะสูงไม่น้อยกว่า 100,000 คน ภายในเดือนกันยายน 2569 เพื่อแก้ปัญหาคอขวดด้านกำลังคนซึ่งถูกมองว่าเป็นข้อจำกัดสำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมดิจิทัลไทย

ดร.เวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า เศรษฐกิจดิจิทัลไทยยังมีศักยภาพแข่งขันได้ และกำลังกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจในช่วงที่การเติบโตโดยรวมอยู่ในระดับต่ำ

อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนยังสะท้อนข้อกังวลว่า ประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานเจ้าภาพหลักที่กำหนดยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมดิจิทัลแบบครบวงจร ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องประสานงานหลายหน่วยงาน และขาดทิศทางระยะยาวที่ชัดเจน แตกต่างจากบางอุตสาหกรรมที่มีองค์กรกำกับเฉพาะด้าน

เวทีประชุมครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการเสนอข้อเรียกร้องเชิงนโยบาย แต่สะท้อนความพยายามของภาคอุตสาหกรรมในการผลักดันให้ประเทศไทยเปลี่ยนบทบาทจากฐานผู้ใช้เทคโนโลยี ไปสู่การเป็นเจ้าของนวัตกรรมและศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาคอย่างแท้จริง ท่ามกลางการแข่งขันด้านดิจิทัลที่กำลังทวีความเข้มข้นทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...