โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ความพร้อมท่าอากาศยานไทยท่ามกลางคลื่นสงครามโลก เปิดมุมมอง CAAT, AOT, SKY ผู้พัฒนาเทคฯ

Thairath Money

อัพเดต 11 มี.ค. เวลา 08.55 น. • เผยแพร่ 11 มี.ค. เวลา 08.32 น.
ภาพไฮไลต์

อุตสาหกรรมการบินของไทยกำลังกลับมาอยู่ในช่วงขาขึ้นอีกครั้ง หลังผ่านวิกฤตโควิดและการปรับโครงสร้างมาตรฐานการบินครั้งใหญ่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แต่การฟื้นตัวรอบนี้เกิดขึ้นในบริบทของโลกที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ต่อเนื่องด้วยราคาพลังงานที่ผันผวน และการแข่งขันของผู้ให้บริการด้านการบินและสนามบินในเอเชียที่เข้มข้นขึ้น นำไปสู่คำถามสำคัญที่ว่า ไทยพร้อมแค่ไหนที่จะรับมือความเสี่ยงและใช้โอกาสจากสถานการณ์โลกเพื่อยกระดับตัวเองสู่ Aviation Hub ของภูมิภาค

จากเวทีเสวนาหัวข้อ “ศักยภาพและความพร้อมของอุตสาหกรรมการบินไทย สู่การเป็น Aviation Hub” ภายในงานเปิดตัว “SKY Aviation Lab” ห้องปฏิบัติการสนามบินอัจฉริยะที่ SKY ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จำลองการทำงานจริงตั้งแต่ระบบเช็คอินถึงระบบตรวจคัดกรองผู้โดยสาร เตรียมความพร้อมบุคลากรรุ่นใหม่เติมเต็มอุตสาหกรรมการบินไทย มุมมองจาก 3 ฟันเฟืองสำคัญของระบบการบินไทยหลายมิติ นำโดย สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT และ บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาระบบเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับกิจการการบินให้สนามบินทั่วประเทศ ชี้ให้เห็นว่า

ความพร้อมเชิงโครงสร้างและการบริหารจัดการของท่าอากาศยานไทยเราพร้อมรับมือกับผลกระทบจากสงครามได้ ทั้งในด้านมาตรฐานการบิน โครงสร้างสนามบิน และระบบกำกับดูแล อย่างไรก็ตามความเสี่ยงสำคัญยังคงอยู่ที่ ปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ เช่น ราคาพลังงาน เสถียรภาพของน่านฟ้าโลก และพฤติกรรมการเดินทางของนักท่องเที่ยว

การกลับสู่เวทีการบินโลก พร้อมดีมานด์การบินที่เติบโตโดดเด่น

พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) กล่าวว่า ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมการบินไทยเคยเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญ หลังถูกลดระดับมาตรฐานความปลอดภัยลงสู่ Category 2 จากปัญหาหลักในเวลานั้น คือ การที่โครงสร้างการกำกับดูแลของเรายังไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

อย่างไรก็ตามหลังจากการปฏิรูปกฎหมายใหม่ ปรับโครงสร้างหน่วยงานใหม่เพื่อแยกบทบาทให้ชัดเจน รวมถึงพัฒนาระเบียบการกำกับดูแลมาอย่างต่อเนื่องทำให้ไทยสามารถยกระดับมาตรฐานกลับสู่ Category 1 ได้สำเร็จ
นอกจากนี้ไทยได้กลายเป็นประเทศเดียวที่ผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานการบินระดับโลกพร้อมกันถึงสามด้านในปีเดียว ได้แก่ สำนักงานบริหารการบินแห่งสหรัฐอเมริกา (FAA) และ องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ทั้งในด้านความปลอดภัยและมาตรการรักษาความปลอดภัย

จากเดิมที่คะแนนการประเมินเฉลี่ยอยู่ราว 60% การตรวจสอบรอบล่าสุดทำคะแนนได้มากกว่า 90% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นว่ามาตรฐานการบินของประเทศไทยในวันนี้ถือว่าอยู่ในระดับที่ดี และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยนอกจากเรื่องภาพลักษณ์ การกลับสู่ Category 1 ยังปลดล็อกข้อจำกัดสำคัญ เช่น นักบินไทยสามารถทำงานในตลาดการบินโลกได้ สายการบินสามารถเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศใหม่ได้ เรียกความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรมกลับคืนมาโดยรวม

ด้าน ศิโรตม์ ดวงรัตน์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (สายงานพัฒนาธุรกิจและการตลาด) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) กล่าวถึง การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวโลกที่มีส่วนให้ปริมาณผู้โดยสารในระบบการบินไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว จากระดับก่อนโควิดที่ประมาณ 111 ล้านคนต่อปี ปัจจุบันตัวเลขกำลังมุ่งสู่ 121 ล้านคนต่อปี ขณะที่ธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศ ก็ฟื้นตัวเกินระดับก่อนโควิดแล้ว

โดยการเพิ่มฝูงบินไม่ได้หมายถึงเพียงการเพิ่มเที่ยวบิน แต่ยังหมายถึงการขยายระบบบุคลากรครั้งใหญ่ ตั้งแต่นักบิน ลูกเรือ วิศวกรซ่อมบำรุง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดิน ระบบขนส่งสัมภาระและผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ ซึ่งสะท้อนว่าการบินเป็นอุตสาหกรรมที่มี Multiplier Effect สูงต่อเศรษฐกิจ

Data และ Aviation Tech กำลังเปลี่ยนเกมการแข่งขันของสนามบิน

แม้อุตสาหกรรมการบินโลกจะเติบโตเฉลี่ยประมาณ 8% ต่อปี โดยเฉพาะในเอเชียที่เติบโตเร็วกว่าค่าเฉลี่ยโลก แต่การแข่งขันของสนามบินในยุคใหม่ไม่ได้อยู่ที่การสร้างสนามบินที่ใหญ่ที่สุดแต่เป็นการแข่งขันเรื่องประสิทธิภาพ (Efficiency) กล่าวคือ ประสิทธิภาพสำคัญกว่าขนาด

สิทธิเดช มัยลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) หรือ SKY ผู้พัฒนาระบบเทคโนโลยีสำคัญ ๆ ภายในสนามบินทั่วประเทศ ให้มุมมองในฐานะผู้ให้บริการเทคโนโลยีด้าน Aviation Tech as a Service ว่า การแข่งขันในวันนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่าใครสามารถขนส่งผู้โดยสารหรือสินค้าได้มากที่สุดอีกต่อไป แต่สนามบินที่ประสบความสำเร็จในปัจจุบัน คือ สนามบินที่สามารถเคลื่อนย้ายผู้โดยสารได้เร็ว ลดความแออัด และสามารถเพิ่มรายได้เชิงพาณิชย์

เทคโนโลยีจึงกลายเป็นหัวใจสำคัญของการแข่งขัน โดยเฉพาะในประเทศไทยเราที่มีการนำระบบดิจิทัลและเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาปรับใช้มากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ ตัวอย่างเช่น ระบบที่กำลังถูกนำมาใช้ในสนามบินไทย ได้แก่ ระบบ Self Check-in ระบบพิสูจน์ตัวตนแบบ Biometrics และ ระบบตรวจคนเข้าเมืองอัตโนมัติ (Automatic Border Control) ที่ช่วยให้ผู้โดยสารชาวไทยและชาวต่างชาติจากบางประเทศสามารถผ่านด่านอัตโนมัติได้ โดยไม่ต้องต่อคิวกับเจ้าหน้าที่เหมือนเดิม

เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยลดเวลาการเดินทางของผู้โดยสาร จากเดิมประมาณ 45–50 นาที เหลือเพียง 30–35 นาที และเร็วสุดเพียง 15–20 นาที เมื่อสนามบินมีผู้โดยสารวันละ 60,000-70,000 คน การลดเวลาเพียง 10 นาทีต่อคน เท่ากับ การประหยัดเวลาหลายแสนชั่วโมงต่อวัน และเวลาที่เพิ่มขึ้นนี้มักถูกใช้กับการใช้บริการอื่น ๆ ภายในสนามบิน ซึ่งกลายเป็นรายได้สำคัญของสนามบิน

นอกจากเรื่องความสะดวก อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก คือ การขับเคลื่อนระบบด้วยข้อมูล (Data) ที่ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าสิ่งนี้คือทรัพยากรใหม่ของสนามบินอย่างแท้จริง การวิเคราะห์ข้อมูลสามารถบอกได้ว่าผู้โดยสารเดินผ่านพื้นที่ใดมากที่สุด ใช้เวลาในแต่ละโซนเท่าใด และมีแนวโน้มใช้จ่ายในร้านค้าประเภทใด ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ช่วยให้สนามบินสามารถออกแบบพื้นที่เชิงพาณิชย์ วางตำแหน่งร้านค้า รวมถึงการวางกลยุทธ์เพิ่มรายได้ต่อผู้โดยสารได้อย่างแม่นยำ

ต่อเนื่องด้วยการทำ Digital Transformation เมื่อกระบวนการต่าง ๆ ในสนามบินเร็วขึ้นก็จะช่วยลดความล่าช้าของเที่ยวบิน (Delay) เมื่อเที่ยวบินล่าช้าน้อยลง สายการบินก็สามารถเพิ่มความถี่ของเที่ยวบิน (Frequency) ได้มากขึ้น และทุกเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นก็หมายถึงผู้โดยสารอีก 200-300 คนต่อเที่ยว ซึ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ

เมกะโปรเจกต์ขยายสนามบินทั่วประเทศ

การปลดล็อกมาตรฐานการบิน การฟื้นตัวของการเดินทางหลังโควิด และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่กำลังทำให้อุตสาหกรรมการบินไทยเข้าสู่ช่วงการเติบโตระลอกใหม่

พลอากาศเอก มนัท กล่าวเพิ่มเติมถึง เมกะโปรเจกต์มูลค่ารวมหลายแสนล้านบาทที่ประเทศไทยกำลังดำเนินการขยายสนามบินหลายแห่งเพื่อรองรับการเติบโตของการเดินทาง โดยประเทศไทยมีสนามบินรวมประมาณ 39 แห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ ในจำนวนนี้มี 7 สนามบินหลัก ที่บริหารโดย AOT ซึ่งกำลังเร่งขยายความจุอย่างต่อเนื่อง เช่น

สนามบินดอนเมืองเฟส 3 ที่เพิ่มความสามารถรองรับผู้โดยสารเป็นประมาณ 40 ล้านคนต่อปี สนามบินภูเก็ต ขยายสนามบินรองรับได้ 18 ล้านคนต่อปี สนามบินเชียงใหม่ เพิ่มศักยภาพรองรับประมาณ 8 ล้านคนต่อปี การขยายอาคารผู้โดยสารและโครงสร้างพื้นฐานของสนามบินสุวรรณภูมิ รวมถึงโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกที่ดำเนินการโดย บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด หรือ UTA

ด้านการแข่งขันระหว่างสนามบินในภูมิภาค ไทยมีจุดแข็งด้านตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ การมีสนามบินหลายแห่งรองรับการบินระหว่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นจุดหมายท่องเที่ยวระดับโลก อย่างไรก็ตามความท้าทายของไทย คือ จะขยายโครงสร้างพื้นฐานและการให้บริการอย่างไรให้เพียงพอกับดีมานด์ที่เพิ่มขึ้น และจะทำอย่างไรให้สนามบินเหล่านี้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มาตรการคุมราคาตั๋วและต้นทุนสนามบิน ท่ามกลางความเสี่ยงจากสงคราม

จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังสร้างแรงกระเพื่อมต่อระบบการบินโลก ทั้งในด้านต้นทุนพลังงาน ความปลอดภัยของน่านฟ้า และเส้นทางบินระหว่างทวีป ในบริบทนี้ ภาพรวมของอุตสาหกรรมการบินไทยสะท้อนว่า ประเทศไทยมีความพร้อมในระดับหนึ่งในการรับมือกับผลกระทบจากสงคราม แต่ในขณะเดียวกันก็ยังต้องบริหารความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด

หนึ่งในปัจจัยสำคัญ คือ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน ซึ่งคิดเป็นต้นทุนสูงถึงประมาณ 30-40% ของต้นทุนสายการบินทั้งหมด ขณะเดียวกันความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของน่านฟ้าในบางพื้นที่ อาจทำให้สายการบินต้องเปลี่ยนเส้นทางบิน บินอ้อมเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง เพิ่มระยะทางและเวลาบิน ซึ่งทั้งหมดนี้หมายถึง “ต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น”

หากความขัดแย้งทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนของสายการบินก็จะเพิ่มขึ้นทันที และมีแนวโน้มถูกส่งต่อมายังราคาตั๋วที่ถูกกำหนดผ่านระบบ Dynamic Pricing ดังเช่นก่อนหน้านี้ที่ราคาตั๋วเครื่องบินมักจะปรับราคาที่สูงขึ้นในช่วงเทศกาล เนื่องจากระบบราคาตั๋วในปัจจุบันใช้โมเดล Dynamic Pricing ซึ่งอาศัยอัลกอริทึมปรับราคาตามจำนวนผู้จอง

เวลาใกล้วันเดินทาง รวมถึงราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงที่ความต้องการสูง ราคาจึงปรับขึ้นโดยอัตโนมัติ มาตรการของภาครัฐในช่วงเทศกาลที่ผ่านมา ได้แก่ ขอความร่วมมือสายการบินลดเพดานราคาประมาณ 30% และเพิ่มเที่ยวบินในช่วงความต้องการสูง ซึ่งเป็นมาตรการการจัดการในระยะสั้น

พลอากาศเอก มนัท ให้ความเห็นในประเด็นนี้ว่า ในระยะยาวทาง CAAT ยังมีแนวคิดหารือกับกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน เพื่อช่วยลดต้นทุนที่ต้นทางของสายการบินแทนที่จะปล่อยให้ราคาตั๋วเครื่องบินสะท้อนต้นทุนที่สูงขึ้นทั้งหมด

และอีกแนวทางหนึ่ง คือ การลดค่าธรรมเนียมสนามบินของ AOT ซึ่งค่าธรรมเนียมเหล่านี้เป็นต้นทุนสำคัญที่สายการบินต้องจ่าย เช่น ค่าธรรมเนียมการขึ้นลงเครื่องบิน ค่าธรรมเนียมผู้โดยสาร ค่าใช้บริการสนามบิน หากต้นทุนสองส่วนนี้ลดลงพร้อมกันก็จะช่วยให้สายการบินมีพื้นที่ในการบริหารราคาตั๋วได้มากขึ้น อีกทั้งไม่ให้ภาระค่าใช้จ่ายตกอยู่กับผู้โดยสารมากเกินไป

ทั้งนี้ความตึงเครียดของโลกอาจสร้างความเสี่ยงด้านต้นทุนและการท่องเที่ยว แต่อีกมุมหนึ่งก็อาจกลายเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์สำหรับประเทศไทย พลอากาศเอก มนัท กล่าวว่า เที่ยวบินยุโรป-เอเชียบางเส้นทางต้องปรับเส้นทางบิน อาจกลายเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในเชิงยุทธศาสตร์ เช่น เส้นทางบินจากยุโรปที่เดิมต้องบินผ่านตะวันออกกลาง บางช่วงต้องเปลี่ยนเส้นทางบิน ทำให้สายการบินมองหาจุดแวะพัก (Stopover) หรือ ศูนย์กลางต่อเครื่อง (Hub) ใหม่ในภูมิภาค

โดยสรุปแล้วภาพรวมที่ปรากฏจากมุมมองของ CAAT, AOT และ SKY สะท้อนว่าการพัฒนาการบินไทยกำลังเดินหน้าในสามมิติหลัก ได้แก่ มาตรฐานระดับโลก การลงทุนขยายสนามบินรองรับดีมานด์ และการพัฒนาด้านเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสนามบิน อย่างไรก็ตามประเทศไทยกำลังกลับมาอยู่ในตำแหน่งที่มีศักยภาพสูงอีกครั้ง แต่ในเวลาเดียวกันยังมีอีกหลายปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา

อ่านเพิ่มเติม

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -

https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ความพร้อมท่าอากาศยานไทยท่ามกลางคลื่นสงครามโลก เปิดมุมมอง CAAT, AOT, SKY ผู้พัฒนาเทคฯ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...